อสังหาฯ ขานรับ ครม.ต่ออายุค่าโอน-จดจำนองเหลือ 0.01% เพิ่ม 1 ปี หนุนคนซื้อบ้าน
pok
ธุรกิจบ้านจัดสรรเฮ ครม.เห็นชอบต่ออายุค่าโอน-จดจำนอง เพิ่ม 1 ปี สิ้นสุด 30 มิ.ย.70 เชื่อ อสังหาฯมี 2 มาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ-หนุนเศรษฐกิจอุตสาหกรรมยกแผง มองตัวเลข 5 แสนล้านที่ ก.คลังประเมินเกิดขึ้นได้จริง หากประชาชนเข้าถึงสินเชื่อได้
นายสุนทร สถาพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สถาพร เอสเตท จำกัด ในฐานะนายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผยว่า ขอขอบคุณนายเอกนิติ นิตทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับฟังข้อเสนอของภาคเอกชน พร้อมศึกษาบนฐานข้อมูลรอบด้าน และผลักดันมาตรการนี้จนได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี
ล่าสุด มติ ครม.เห็นชอบ ขยายระยะเวลามาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และจดจำนองเหลือ 0.01% สำหรับที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท ออกไปอีก 1 ปี ถือเป็นข่าวดีของประชาชนที่กำลังตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัย และช่วยประคับประคองภาคอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว โดยมาตรการนี้ถือเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่ทำงานร่วมกับมาตรการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV ที่นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าฯ ธปท.ได้ยืดเวลาอีก 1 ปีเช่นเดียวกัน
“2 มาตรการเสริมพลังกันอย่างมีประสิทธิภาพ LTV ช่วยให้เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ขณะที่การลดค่าโอน-จดจำนอง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในวันโอนกรรมสิทธิ์ เช่น บ้านราคา 3 ล้านบาท จะประหยัดค่าธรรมเนียมโอน-จดจำนองได้ ประมาณ 89,400 บาท เงินจำนวนนี้สามารถนำไปใช้เป็นเงินตกแต่งบ้าน ซื้อเฟอร์นิเจอร์ หรือเป็นเงินสำรอง จะช่วยให้การเริ่มต้นมีบ้านเป็นของตนเองมีความพร้อมมากขึ้น”
2 มาตรการดันยอดโอนพุ่ง 11.2%
นายสุนทร ระบุอีกว่า ภาคอสังหาฯเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจเป็นวงกว้าง โดยเกี่ยวข้องกับธุรกิจนับร้อยอุตสาหกรรม ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง สุขภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า งานออกแบบ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม การขนส่ง การเงิน การประกันภัย ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกในท้องถิ่น ดังนั้น ทุกหน่วยของการลงทุนในภาคอสังหาฯจะก่อให้เกิดการใช้จ่ายและกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องในหลายภาคส่วน
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) แสดงให้เห็นตัวเลขการโอนกรรมสิทธิ์ เปรียบเทียบไตรมาส 1/69 ที่มีมี 2 มาตรการ เทียบกับไตรมาส 1/68 ซึ่งเป็นช่องว่างไม่มีมาตรการ พบว่า 2 มาตรการนี้ สามารถช่วยกระตุ้นการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศขึ้นได้ถึง +11.2% ในแง่จำนวนหน่วย และ 3.1% ในแง่มูลค่า สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจระดับหลายหมื่นล้านบาท
เพราะฉะนั้นการต่อมาตรการสองพลังนี้ ตนจึงเห็นด้วยกับศูนย์ข้อมูลฯ ว่า จะทำให้ภาพรวมการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศปีนี้ อย่างน้อยน่าจะรักษาระดับเดียวกันกับปี 2568 ได้ และมีส่วนช่วยเพิ่มการขยายตัวของ GDP ของประเทศ พร้อมทั้งรักษาระดับการจ้างงานในภาคก่อสร้างและธุรกิจเกี่ยวเนื่องไว้ได้จำนวนมาก ในช่วงที่กำลังซื้อของประชาชนยังได้รับผลกระทบจากภาระหนี้ครัวเรือนและเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน
“เชื่อมั่นว่า มาตรการครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยระดับกลาง ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดของประเทศ ช่วยเร่งการระบายสต็อกที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จแล้ว เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการ ส่งผลให้เกิดการลงทุนโครงการใหม่ การจ้างงาน และรายได้หมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง”
อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ รัฐบาลควรติดตามผลของมาตรการอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการขยายตัวของสินเชื่อสถาบันการเงิน และพิจารณามาตรการสนับสนุนอื่น ๆ ที่ 3สมาคมอสังหาฯร่วมกันนำเสนอเพิ่มเติม ได้แก่ 1.ปรับปรุงโครงสร้างสินเชื่อที่อยู่อาศัย Mortgage Guarantee 2.Warehouse Debt 3.Risk base interest 4.มาตรการสนับสนุน Green Real Estate และ 5.การจัดระเบียบผู้ซื้อคอนโด อาทิ ผู้เช่าทรัพย์อิงสิทธิ์ ชาวต่างชาติ
ทั้งนี้ เพื่อให้ภาคอสังหาริมทรัพย์สามารถกลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้และปีหน้าได้อย่างเต็มศักยภาพ
หนุนตัวเลขตลาด 1 ปี กวาด 5.4 แสนล้าน
นอกจากนี้ ในส่วนที่กระทรวงการคลังประเมินว่า มาตรการนี้จะมีส่วนช่วยให้เกิดการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าราว 540,810 ล้านบาทต่อปี เพิ่มการลงทุนได้ประมาณ 305,814.81 ล้านบาท และส่งผลให้ GDP เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 1.06 ต่อปี เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีมาตรการนั้น
นายสุนทร ระบุว่า ถือเป็นการประมาณการตามแบบจำลองเศรษฐกิจ ซึ่งมีโอกาสเกิดขึ้นได้ หากประชาชนสามารถเข้าถึงสินเชื่อและกำลังซื้อฟื้นตัว ดังนั้น มาตรการนี้จึงเป็นเงื่อนไขที่จำเป็น แต่การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยปัจจัยอื่นสนับสนุนควบคู่กันไป โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อและการฟื้นตัวของรายได้ประชาชน
ซึ่งตัวเลข 540,810 ล้านบาท ไม่ได้หมายความว่าจะ “มีการซื้อขายเพิ่มขึ้น” แต่หมายถึง มูลค่าธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายใต้มาตรการในช่วง 1 ปี กล่าวคือ เป็นมูลค่าการซื้อขายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทั้งหมดของกลุ่มที่เข้าเกณฑ์ไม่เกิน 7 ล้านบาท ไม่ใช่มูลค่าที่เพิ่มขึ้นจากฐานเดิมทั้งหมด ฐานเดิมทุกระดับราคา
ขณะที่ตัวเลข 305,814.81 ล้านบาท เป็นการประมาณผลกระทบทางเศรษฐกิจ หรือมูลค่าการลงทุนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงจากภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น การก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การจ้างงาน และธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ใช่เม็ดเงินลงทุนใหม่ของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์เพียงอย่างเดียว