ใกล้นับหนึ่งสูตรบำนาญ CARE ‘จุลพันธ์’ จ่อชง ครม.-ม.33 ฮือค้าน
หลังจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดรับฟังความเห็นในการปรับสูตรบำนาญใหม่ จากสูตรเดิม เป็นสูตร CARE เมื่อราวเดือนตุลาคม 2568 ที่ผ่านมาภาพรวมผลสำรวจมีผู้เห็นด้วย 79,498 ราย จากจำนวนผู้ตอบแบบสอบถามทุกช่องทางรวม 102,010 ราย แต่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และการประกาศใช้กฎหมายในรัฐบาลชุดที่ผ่านมาแต่อย่างใด
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวถึงการผลักดัน “สูตร CARE” สำหรับการคำนวณเงินบำนาญชราภาพรูปแบบใหม่ว่าอยู่ระหว่างเตรียมเสนอเข้า ครม.ในเร็ว ๆ นี้ หลังจากรับฟังความเห็นและหารือทุกภาคส่วนอย่างรอบด้านแล้ว
เปิดแนวคิดสูตรบำนาญ CARE
แนวคิดของสูตรบำนาญ CARE ได้รับการเสนอแนะจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตั้งแต่ช่วงปี 2557-2558 และสำนักงานประกันสังคมเริ่มศึกษาอย่างจริงจังในช่วงปี 2562-2563 จนกระทั่งมาถึงรัฐบาลปัจจุบันที่รับไม้ต่อเพื่อพิจารณาอนุมัติ
สูตรบำนาญ CARE ออกแบบมาเพื่อสะท้อนความจริงของการทำงานในยุคปัจจุบันที่มีความยืดหยุ่นสูง ผู้คนมีการเข้าออกงานหรือเปลี่ยนสลับไปมาระหว่างมาตรา 33, 39 และ 40
หลักการของสูตรบำนาญ CARE เป็นสูตรที่ใช้รายได้ตลอดช่วงวัยของการทำงานจริงทั้งชีวิตมาหาค่าเฉลี่ย พร้อมกับนำตัวเลขรายได้นั้นมาคิดปรับให้เป็นมูลค่าในปัจจุบัน ผ่านระบบที่เรียกว่า “แต้มบำนาญ (Pension Point CARE)”
นายจุลพันธ์อธิบายถึงระบบบำนาญแบบเดิมที่ใช้ฐานเงินเดือน 5 ปีสุดท้ายมาคำนวณ ไม่สอดคล้องกับโครงสร้างการจ้างงานที่เปลี่ยนไป โดยในอดีตคนมักทำงานประจำยาวนานจนเกษียณ แต่ปัจจุบันหลายคนอาจทำงานอยู่ในมาตรา 33 มาทั้งชีวิต แต่ช่วงบั้นปลายอายุ 50 ปีอาจถูกให้ออกจากงานหรือเปลี่ยนงาน
ทำให้ต้องย้ายระบบผู้ประกันตนไปอยู่ในมาตรา 39 หรือ 40 ซึ่งทำให้เสียสิทธิและได้บำนาญลดลงอย่างมาก
นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในระบบบำนาญ เช่น บางคนส่งเงินสมทบมาทั้งชีวิต 120,000-150,000 บาท กลับได้บำนาญเพียง 1,000 กว่าบาท ในขณะที่คนที่ส่งเงินมา 70,000-80,000 บาท กลับได้บำนาญเดือนละ 4,000-5,000 บาท
โดยสูตรบำนาญ CARE ช่วยให้การคิดคำนวณบำนาญมีความเป็นธรรมมากที่สุด ไม่ว่าผู้ประกันตนจะเข้าออกงานบ่อยหรือเปลี่ยนมาตราในช่วงวัยใด
โดยเมื่อคำนวณด้วยสูตรเดิมจะมีผู้รับบำนาญที่พ้นเส้นความยากจน (ประมาณ 3,070 บาท) อยู่ที่ราว 40-45% แต่หากใช้สูตร CARE จะทำให้ผู้รับบำนาญพ้นจากเส้นความยากจนเพิ่มขึ้นเป็น 60-65%
ช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในวัยเกษียณ
เยียวยาช่วงเปลี่ยนผ่านสูตรใหม่
ขณะที่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับการปรับเปลี่ยนสูตรบำนาญ นายจุลพันธ์ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงย่อมมีผู้ที่ได้และเสียประโยชน์ จึงได้เตรียมแนวทางเยียวยาไว้
กลุ่มผู้ที่รับบำนาญไปแล้ว ระบบจะคำนวณเปรียบเทียบย้อนหลังให้ หากคำนวณด้วยสูตรไหนได้เงินมากกว่าจะปรับไปจ่ายตามสูตรนั้นให้ทันที
กลุ่มที่กำลังจะเกษียณอายุภายใน 5 ปีข้างหน้า หลังเริ่มใช้สูตรใหม่ จะชดเชยส่วนต่าง หากคำนวณแล้วได้น้อยกว่าสูตรเก่า โดยผู้ที่เกษียณในปีแรกชดเชยส่วนต่างให้ 100% ผู้ที่เกษียณปีที่ 2 ชดเชย 80% ผู้ที่เกษียณปีที่ 3 ชดเชย 60% ผู้ที่เกษียณปีที่ 4 ชดเชย 40% และผู้ที่เกษียณปีที่ 5 ชดเชย 20%
คาดอีก 1 ปีเริ่มสูตร CARE
สำหรับขั้นตอนหลัง ครม.ให้ความเห็นชอบ จะส่งร่างกฎหมายให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ก่อนส่งกลับมายังกระทรวงแรงงานเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมาย
อย่างไรก็ตามหลังประกาศใช้แล้ว สปส.ยังต้องใช้เวลาปรับปรุงระบบคำนวณตามสูตรใหม่ เนื่องจากเป็นการคำนวณสิทธิของผู้ประกันตนกว่า 10 ล้านคน จึงต้องมีความถูกต้องแม่นยำ โดยคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนาระบบประมาณ 6 เดือน ถึง 1 ปี
หรืออาจใช้เวลาประมาณ 1 ปี เพื่อความรอบคอบ จึงยังไม่สามารถเริ่มใช้สูตรใหม่ได้ทันที
เสนอสูตร Best60M
ขณะที่ นสพ.บูรณ์ อารยพล หรือหมอบูรณ์ นักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิผู้ประกันตนและผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ขอคืนไม่ได้ขอทาน” สะท้อนข้อมูลผ่านเว็บไซต์ส่วนตัวเกี่ยวกับสูตรบำนาญ CARE ซึ่งก่อนหน้านี้ สปส.อ้างว่าสูตร CARE “ไม่มีใครเสียหาย” ว่าเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว
เพราะมาตรการชดเชยส่วนต่างมีผลแค่ผู้ที่เกษียณภายใน 5 ปีแรก (ปี 2569-2573) เท่านั้น แต่กลุ่มผู้ประกันตน ม.33 กว่า 5-6 ล้านคนที่จะเกษียณตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไปจะไม่ได้รับเงินชดเชยใด ๆ เลย
ส่วนผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่เงินเดือนเติบโตต่อเนื่อง และคนที่เริ่มเงินเดือนน้อยแต่โตเร็วในภายหลัง
ซึ่งบุคคลกลุ่มนี้อาจสูญเสียเงินบำนาญสะสมตลอดชีวิตสูงถึงเกือบ 273,000 บาท เท่ากับว่าแม้สูตรนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้กลุ่ม ม.39 ได้ แต่กลับผลักความเสียหายและภาระมาให้มนุษย์เงินเดือน ม.33 แทน
หมอบูรณ์เสนอทางออกใหม่เป็นสูตร “Best60M” โดยให้เลือกใช้ฐานเงินเดือน 60 เดือนที่สูงที่สุดตลอดชีวิตการทำงานมาคำนวณบำนาญแทน ซึ่งวิธีนี้จะเข้าใจง่าย โปร่งใส และยุติธรรมกับผู้ประกันตนทุกคนมากกว่า โดยไม่มีใครต้องเสียผลประโยชน์
ขณะเดียวกันยังรวบรวมรายชื่อเพื่อเตรียมฟ้องเพิกถอนสูตร CARE ภายใน 90 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา
โดยเตรียม 10 ข้อต่อสู้เพื่อเพิกถอน เช่น กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ สร้างความเหลื่อมล้ำ และการเยียวยาไม่เพียงพอ และมุ่งรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มที่เสียประโยชน์มากสุด เช่น คนที่เงินเดือนก้าวกระโดดช่วงท้าย หรือผู้ที่ส่งเงินสมทบติดเพดานมาโดยตลอด
เร่งเคลียร์เงินรัฐค้างสมทบ
นายจุลพันธ์เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 29 มิ.ย.ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการตอบกระทู้ถามจาก นายชินโชติ แสงสังข์ สมาชิกวุฒิสภา ในประเด็นแผนการชำระเงินที่รัฐค้างสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม โดยระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาที่สะสมมา 20 ปี และตัวเลขยอดหนี้ค้างสมทบของรัฐเมื่อ 10 ปีก่อนอยู่ที่ประมาณ 100,000 ล้านบาท
แต่หลังจากมี พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังปี พ.ศ. 2561 รัฐบาลได้ทยอยชำระคืนมาโดยตลอด จนเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน
นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562-2568 มีการจ่ายชำระจนยอดค้างชำระเหลือประมาณ 48,000 ล้านบาท
ส่วนในปีงบประมาณ 2569 รัฐบาลได้ใช้กลไกทางงบประมาณเพื่อชำระต่อ โดยในสิ้นปีงบประมาณ 2569 จะเหลือยอดคงค้างอยู่ที่ประมาณ 42,600 ล้านบาท
นายจุลพันธ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า ในปีงบประมาณ 2570 ตั้งงบประมาณเพื่อจ่ายสมทบกองทุนประกันสังคมประจำปี 2570 จำนวน 58,680 ล้านบาท และงบฯชำระเงินค้างสมทบเพิ่มอีก 7,217 ล้านบาท
ทำให้ภายในสิ้นปี 2570 ยอดหนี้คงค้างจะลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 35,000 ล้านบาท
ที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้พูดคุยกับสำนักงบประมาณและสำนักงานประกันสังคม เพื่อวางแผนชำระคืนปีละ 7,000-8,000 ล้านบาท เพื่อให้จบภายในปี พ.ศ. 2574
ม.33 ฮือค้าน-ชี้ผิดเงื่อนไขตั้งต้น
แม้เบื้องต้นบำนาญ CARE เตรียมเข้า ครม. แต่มีหลายฝ่ายแสดงออกว่าไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกันตน ม.33 ที่อยู่ในระบบมาจนใกล้เกษียณ ที่รับรู้เงื่อนไขเดิมตั้งแต่เริ่มจ่ายเงินสมทบเดือนแรกแล้วว่าเมื่อเกษียณอายุตอน 55 หรือ 60 ปี และจ่ายเงินสมทบ 180 เดือนขึ้นไปจะได้เงินบำนาญคิดเป็น 20% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่ส่งสมทบ
โดยของเดิมคิดฐานเงินเดือนที่ 15,000 บาท และปัจจุบัน 17,500 บาท
ส่วนคนที่ส่งเงินสมทบมากกว่า 180 เดือน สปส.จะบวกเงินเพิ่มให้อีกปีละ 1.5%
การเปลี่ยนสูตรคำนวณมาเป็น CARE ทำให้เงินบำนาญที่ควรได้เมื่อเทียบกับของเดิมส่วนใหญ่จะลดลง
เนื่องจากผู้ประกันตนที่อยู่ในระบบพนักงานเอกชน หรือ ม.33 มักมีเงินเดือนเริ่มต้นไม่สูงมาก และเงินเดือนจะปรับขึ้นตามอายุการทำงาน
จึงกลายเป็นปัญหาว่าเมื่อเงื่อนไขเบื้องต้นมีการเปลี่ยนแปลง และทำให้เงินบำนาญ หรือสิทธิประโยชน์ที่ควรได้ลดลง กลุ่ม ม.33 จึงมองว่าไม่เหมาะสม
เพราะตามหลักการทั่วไปแล้วการปรับหรือเปลี่ยนกฎเกณฑ์อันใด
อันหนึ่ง จักต้องไม่กระทบสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง ไม่สามารถลิดรอน หรือได้รับน้อยลง
ทำให้ผู้ประกันตน ม.33 ที่ถูกลิดรอนสิทธิที่ควรได้ จึงเริ่มมีปฏิกิริยา ทั้งเรื่องการคัดค้าน หรือถึงขั้นขู่ฟ้องศาล
แยกคำนวณ ม.33 และ ม.39
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมองว่าเหมือนรัฐอยากช่วยกลุ่ม ม.33 ที่เปลี่ยนมาเป็น ม.39 แต่แทนที่จะนำเงิน สปส.มาจ่ายโดยตรงทั้งหมด
กลับใช้วิธีลดเงินบำนาญของกลุ่ม ม.33 เพื่อมาช่วยจ่ายชดเชยแทน
เนื่องจากจำนวนผู้ประกันตน ม.33 ปัจจุบันมีมากกว่า 12 ล้านคน
ขณะที่ผู้ประกันตน ม.39 มีจำนวน 1.6 ล้านคนเศษ ต่างกันเกือบ 10 เท่า
ทางออกที่เหมาะสมควรต้องแยกการคำนวณ เพื่อเป็นธรรมกับทั้ง 2 กลุ่ม
หากเป็นกรณี ม.33 ที่เปลี่ยนมาเป็น ม.39 ให้ใช้สูตร CARE
ส่วนกลุ่ม ม.33 เดิม ที่ทำงานจนเกือบเกษียณก็ให้ใช้การคำนวณสูตรเดิม
เรียกว่าแยกทั้ง 2 ส่วนออกจากกัน จึงเท่ากับไม่มีผู้ประกันตนเสียผลประโยชน์ที่ควรได้
ม.33 ที่เปลี่ยนมาเป็น ม.39มีสิทธิได้บำนาญเพิ่มขึ้นจากการคำนวณใหม่
ส่วน ม.33 ก็ได้สิทธิเท่าเดิม ตามที่ สปส.เคยกำหนดไว้ตั้งแต่เดือนแรกที่เก็บเงินสมทบ