คุยกับโบรกฯ ‘ทองคำ’ ขาลง-หมดเสน่ห์-ติดดอยเอาไงดี ?
ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์
ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนไม่น้อย รู้สึกมีความสุขกับ “ทองคำ” ที่ราคาอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเข้าไปตอนไหน ก็ทำกำไรได้ในเวลาไม่นาน ทว่า มาถึงขณะนี้ดูเหมือนความสุขดังกล่าวกำลังจะหมดลงแล้ว จะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ “ประชาชาติธุรกิจ” ชวนคุยกับ “ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โกลเบล็ก ผู้ที่คร่ำหวอดอยู่กับสินทรัพย์ปลอดภัยนี้ ถึงความน่าสนใจของการลงทุนทองคำ ว่าควรจะไปต่อ หรือพอแค่นี้
สถานการณ์ทองคำปีนี้เกิดอะไรขึ้น
ทองคำปีนี้ ต้องบอกเลยว่า “หมดรอบขาขึ้น” แล้ว เพราะช่วง 2-3 ปีก่อนหน้านี้ถือว่าขึ้นมาแบบค่อนข้างแรง และทำให้นักลงทุนแห่กันเข้ามาลงทุน ซึ่งถือว่าเป็นภาวะที่ “ผิดปกติ” จากที่ทองจะให้ผลตอบแทนปีละเฉลี่ย 10-15% หรือถ้าคึกคักหน่อยอาจจะถึง 25% แต่ปีก่อน ๆ ขึ้นมา 50-70% เลย ดังนั้นหมายความว่า ปีนี้ราคาทองกำลัง “วิ่งกลับสู่ภาวะปกติ” นั่นเอง จากที่ 2-3 ปีที่ผ่านมา เป็น Outlier ซึ่งก็สอดคล้องไปกับข่าวต่าง ๆ อย่างเรื่องภาวะสงครามก็ดี การขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด (ธนาคารกลางสหรัฐ) ก็ดี
มันก็เลยทำให้ พอดูหลาย ๆ ปัจจัยแล้ว ทอง “หมดปัจจัยบวก” ตอบสนองต่อข่าวบวกลดลง ข่าวลบเริ่มมา แล้วก็เริ่มมีการขายจากพวกกองทุน SPDR ด้วย ก็เลยทำให้ตัวของทองคำ “หมดเสน่ห์” ไป ถ้าเราเป็นนักลงทุน ก็จะเห็นว่าจะหันไปสนใจสินทรัพย์อื่น อย่าง “น้ำมัน” ในการโยกเงินไปลงทุน หรือหุ้นเทคโนโลยี หรือหุ้น AI ของสหรัฐก็ยังให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี คือคนจะหาผลตอบแทนที่ได้เยอะที่สุดให้กับเงินลงทุนของตัวเอง
ผลตอบแทนทองปีนี้เป็นอย่างไรบ้าง
ทอง Spot (ต่างประเทศ) ติดลบไปกว่า 9% แล้ว แต่ทองไทยลบน้อยกว่าเยอะ ปีนี้ลงไปยังไม่ถึง 2% เนื่องจากเงินบาทที่อ่อนค่าเป็นตัวช่วยพยุงไว้
มองไปข้างหน้าไม่เห็นปัจจัยบวกเลย
ตอนนี้อาจจะต้องรอ “พักฐาน” ไปก่อน แต่จริง ๆ ถ้าอยากเก็บยาว ตอนนี้ก็น่าสนใจ ซึ่งคนก็เริ่มถามกันเยอะ ว่าเป็นจุดที่ควรเข้าซื้อหรือยัง โดยเรามองว่าจริง ๆ แล้วควร “รอก่อน” เพราะการพักฐาน อาจจะพัก 1-2 ปี ดังนั้น พอราคาลงมาแรก ๆ จะเห็นได้ว่า ยังไม่นิ่งแน่นอน คำว่านิ่งก็คือ เคลื่อนไหวในกรอบแคบ ๆ อาจจะ 3,800-4,000 เหรียญ หรือลงไปถึง 3,500-4,000 เหรียญ จะแกว่งอยู่แค่นั้น แล้วคนจะไม่พูดถึงทองเลย อันนั้นจะเป็นสัญญาณว่าพักฐานได้นิ่งระดับหนึ่งแล้ว
แต่ถ้าคนยังรู้สึกว่า ทองยังอยากเล่นอยู่ แบบนี้มันจะยังพักฐานไม่เต็มที่ ก็เหมือนทุกสินทรัพย์ ซึ่งเราเชื่อว่ามี “เจ้ามือ” สมมติว่า เจ้ามือรายใหญ่ เขาเก็บทองตอนถูก ๆ ไล่ขึ้นมา ๆ พอทุกคนอยากได้ เขาทยอยขายออก ไม่อย่างนั้นมันไม่มีคนซื้อของเขา
ธนาคารกลางหลายประเทศยังเก็บทองอยู่
ก็มีผล แต่เป็นผลในระยะกลาง เพราะธนาคารกลางเขาเก็บ แต่เขาไม่ได้เข้ามาเก็งกำไร เป็นการเก็บในระยะยาว ซึ่งจะหนุนราคาในระยะยาว ไม่ได้หนุนในระยะสั้น
แล้วมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้กลับมาขึ้นได้
ที่เราดู ถ้ามีสงครามคู่ใหม่ ไม่ใช่คู่เดิม แบบนี้มีโอกาสที่ทองจะกลับมาเป็นขาขึ้นได้อีก เช่น จีนกับไต้หวัน เป็นต้น ซึ่งเวลาเกิดสงคราม ส่วนใหญ่แล้วทองจะพุ่งขึ้นประมาณ 2-3 เดือน แล้วก็จะทยอยลดลง แล้วก็ปัจจัยเรื่องดอกเบี้ยเฟดก็เป็นปัจจัยหลัก เฟดต้องกลับมาลดดอกเบี้ยอีกจึงจะหนุนราคาทองขึ้นได้ เพราะดอกเบี้ยลง ทองจะชอบ เนื่องจากเวลาดอกเบี้ยต่ำ คนจะหันมาลงทุนทอง แต่ถ้าดอกเบี้ยสูง คนก็ไม่อยากซื้อทอง เพราะทองจะไม่ได้ให้ผลตอบแทนอะไรมาก คนก็จะเอาเงินไปหาอย่างอื่นที่ผลตอบแทนสูง ๆ ดีกว่า
พฤติกรรมคนลงทุนทองคำปีนี้เป็นอย่างไร
ปีนี้ ตอนต้นปีจริง ๆ แล้วคนยังไปต่อแถวซื้อทองกันอยู่เลย แต่มาถึงตอนนี้คนเริ่ม “กลัวทอง” กันแล้ว ซึ่งถ้าถามเรา มองว่าหมดเวลา Enjoy กับทองแล้ว เพราะทองคงยากที่จะให้ผลตอบแทนพุ่ง ๆ แบบช่วง 2-3 ปีก่อนแล้ว
ประเมินแนวโน้มราคาทองปีนี้อย่างไรบ้าง
ปีนี้ เรามองที่ 3,800-4,200 เหรียญ หรือทองไทย 60,100-65,000 บาท ซึ่งใช้ตัวเลขช่วง 2-3 ปีที่แล้วเป็นฐาน แล้วคิดว่าทองขึ้นเฉลี่ยปีละประมาณ 15% เพราะถ้าคิดตามทฤษฎีแล้ว มันควรจะขึ้นประมาณนี้ ซึ่งกรอบราคานี้เรามองเป็นการ “พักฐาน” เพราะดูจากตอนนี้ไม่เห็นปัจจัยใหม่เลย
สถานการณ์แบบนี้แนะนำการลงทุนอย่างไร
สถานการณ์แบบนี้เหมาะกับคน “เล่นยาว” มากกว่า เพราะคนเล่นสั้นก็จะเอือมไปเรื่อย ๆ เนื่องจากทองจะเริ่มแกว่งแคบลง ๆ จนถึง “ซึม” คนก็จะไม่ชอบแล้ว แต่คนเล่นยาว ถ้ามีเงินเย็น ก็ทยอยเก็บเป็น DCA หรือซื้อสะสมไปเรื่อย ๆ ได้เลย ส่วน “คนติดดอย” ก็ต้องรอซื้อเพิ่ม แนะนำว่า รอราคานิ่ง ๆ แล้ว “ซื้อถัว” ดีกว่า แล้วก็ถือยาวหน่อย ต้องถือแล้วทำเหมือน “ลืม” ไปเลย
มีอะไรที่อยากบอกนักลงทุนทิ้งท้ายไหม
จริง ๆ ก็อยากให้ใจเย็น ๆ เพราะทองก็เป็นสินทรัพย์ที่เรียกว่า “อยู่ยงคงกระพัน” เพราะอยู่มานานมาก ไม่เหมือนสินทรัพย์อื่น ๆ สุดท้ายแล้ว “รอบ” มันจะกลับมา ถ้าเรามี “เงินเย็น” พอ