รู้จัก “ห้องหลบร้อน” มาตรการ กทม. ดูแลสุขภาพทุกคน รับมืออากาศร้อน
ทำความรู้จัก “ห้องหลบร้อน” มาตรการของ กทม. ดูแลสุขภาพประชาชนช่วงฤดูร้อน บริการครบทั้งห้องแอร์-น้ำดื่ม กระจาย 304 แห่งทั่วกรุงเทพฯ
ช่วงฤดูร้อนของทุกปี เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้เผชิญกับสภาพอากาศที่ร้อนสุดขีดในทุก ๆ ปี และสภาพอากาศที่ร้อน ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดความไม่สบายตัวในการใช้ชีวิต แต่ยังสามารถนำไปสู่อันตรายต่อสุขภาพได้
ล่าสุด กรุงเทพมหานคร (กทม.) นำโดยผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ แถลงข่าว “มาตรการเตรียมความพร้อมรับมือสภาพอากาศร้อนจัด พ.ศ. 2569” พร้อมพาสื่อมวลชนเข้าชม “BKK Cooling Center” (ห้องหลบร้อน) เพื่อเป็นจุดพักพิงให้ประชาชนในช่วงฤดูร้อนที่มีดัชนีความร้อนพุ่งสูง สู้ภัยความร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ณ ศูนย์นันทนาการเทเวศร์ เขตพระนคร
โดยแนวคิด “Cooling Center” หรือพื้นที่หลบร้อนเป็นมาตรการที่หลายเมืองทั่วโลกนำมาใช้รับมือกับคลื่นความร้อนที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยกรุงเทพมหานครจึงนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ เพื่อดูแลสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนในช่วงฤดูร้อน โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์จุดให้บริการ BKK Cooling Center ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพื้นที่หลบร้อนได้สะดวกในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด
ยืนยัน “ห้องหลบร้อน” ไม่ขัดนโยบายพลังงาน
นายชัชชาติ กล่าวว่า กทม.เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์อากาศร้อนที่มีความรุนแรงมากขึ้น โดยเปิดพื้นที่สาธารณะของกรุงเทพมหานครให้เป็น “ห้องหลบร้อน” เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้ามาพักผ่อน ลดความเสี่ยงต่อผลกระทบจากความร้อน เช่น ภาวะลมแดด หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิสูงเพื่อเป็นจุดพักพิงให้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ที่ไม่สามารถเดินทางไปห้างสรรพสินค้าหรือเดินทางไกลเพื่อหาสถานที่หลบร้อนได้ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัดและดัชนีความร้อนมีแนวโน้มสูงขึ้น
ซึ่งห้องหลบร้อนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้มีโรคประจำตัว รวมถึงประชาชนที่ต้องทำงานกลางแจ้งหรือมีที่อยู่อาศัยซึ่งไม่สามารถระบายความร้อนได้ดี โดยพื้นที่ดังกล่าวจะเป็นจุดพักคลายร้อน ดื่มน้ำ พักผ่อน และหลีกเลี่ยงอากาศร้อนในช่วงที่อุณหภูมิสูงจัด
“ห้องหลบร้อนเป็นพื้นที่บริการประชาชนที่หน่วยงานของ กทม. มีอยู่แล้ว เราเพียงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่าสามารถเข้ามาใช้บริการได้มากขึ้น เพื่อช่วยลดผลกระทบจากสภาพอากาศร้อน โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบาง” นายชัชชาติ กล่าว
ผู้ว่าฯ กทม. ยืนยันว่า การเปิดให้บริการห้องหลบร้อนไม่ได้ขัดกับมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาล เนื่องจากไม่ได้มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศเพิ่มเติมหรือเพิ่มการใช้ไฟฟ้า แต่เป็นการใช้พื้นที่บริการเดิมของกรุงเทพมหานครที่มีเครื่องปรับอากาศอยู่แล้ว และดำเนินการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศตามนโยบายที่กำหนด
โดย กทม.พร้อมดำเนินการตามนโยบายด้านพลังงานของรัฐบาลอย่างเคร่งครัด และได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์พลังงานอย่างใกล้ชิด พร้อมดำเนินมาตรการต่าง ๆ เช่น การปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในอาคาร การใช้ยานพาหนะเท่าที่จำเป็น และการส่งเสริมการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์เซลล์
“เราไม่ได้เปิดเครื่องปรับอากาศเพิ่มหรือติดตั้งเครื่องใหม่ ห้องดังกล่าวเป็นพื้นที่บริการที่มีอยู่เดิม เพียงแต่ประกาศให้ประชาชนทราบว่าสามารถเข้ามาใช้บริการได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของประชาชน และยังสอดคล้องกับมาตรการประหยัดพลังงานของรัฐบาล” นายชัชชาติ กล่าว
มีทั้งห้องหลบร้อน-จุดหลบร้อน
บริการ “ห้องหลบร้อน” มีจุดเริ่มต้นสำคัญจาก สำนักสิ่งแวดล้อม ได้บูรณาการทำงานเตรียมความพร้อมการบริหารจัดการความร้อนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามแผนบริหารจัดการความร้อนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2569 เพื่อบรรเทาและดูแลสุขภาพประชาชน ซึ่งจากการเฝ้าระวังสถานการณ์ความร้อน พบว่าช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น. เป็นช่วงที่อุณหภูมิพุ่งสูงและมีรังสี UV เข้มข้นที่สุด กลุ่มอาชีพที่ต้องทำงานกลางแจ้งจะได้รับผลกระทบโดยตรง
กรุงเทพมหานคร จึงกำหนดให้ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงเวลาหลักในการให้บริการห้องหลบร้อน เพื่อลดอัตราการเจ็บป่วยฉับพลันจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด โดยเปิดห้องหลบร้อน (BKK Cooling Center) กระจายทั่วกรุงเทพฯ ทั้งหมด 304 แห่ง แบ่งเป็น
- โรงเรียน 100 แห่ง (เปิดให้บริการตั้งแต่ 1 เม.ย. 69 เป็นต้นไป)
- โรงเรียนฝึกอาชีพ 10 แห่ง
- ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง
- ศูนย์บริการในสังกัดสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว 76 แห่ง
- สำนักงานเขตทั้งหมด 50 แห่ง
และจะทยอยเปิดเพิ่มเติมในสถานที่ที่เหมาะสมต่อไป
ซึ่งทุกแห่งจะเป็นห้องปรับอากาศ มีมุมพักผ่อน บริการน้ำดื่ม รวมถึงชุดปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยกรุงเทพมหานครได้จัดการฝึกอบรมแนวทางการจัดเตรียมห้องหลบร้อนและการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุภาวะฉุกเฉินให้กับเจ้าหน้าที่ที่ประจำห้องหลบร้อนแล้ว
ทั้งนี้ วัน/เวลาให้บริการห้องหลบร้อนอาจแตกต่างกันในบางสถานที่ โปรดตรวจสอบก่อนเข้าใช้บริการได้ที่ https://greener.bangkok.go.th/heat-escape-room พร้อมแสดงบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนก่อนเข้าใช้บริการ
นอกจากนี้ ได้เพิ่มจุดหลบร้อน (BKK Cooling Spot) จำนวน 178 แห่ง แบ่งเป็น
- สวนสาธารณะ 48 แห่ง
- สวน 15 นาที 130 แห่ง
อีกทั้งยังมีจุดบริการน้ำดื่มสะอาดฟรี 2,806 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ด้วย (ข้อมูล ณ วันที่ 13 มี.ค. 69)
ขณะเดียวกัน กทม. ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงบริการอย่างเท่าเทียม เปิดให้บริการห้องหลบร้อน และจุดหลบร้อนแก่คนทุกกลุ่ม โดยเน้นให้ความช่วยเหลือเป็นพิเศษแก่บุคคลที่มีความเสี่ยงสูงต่อสภาพอากาศร้อนจัด
กลุ่มเปราะบาง ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และสตรีมีครรภ์ ซึ่งร่างกายอาจปรับตัวกับความร้อนได้ช้า
ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคทางเดินหายใจ
ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง เช่น วินมอเตอร์ไซค์ พนักงานกวาดถนน หรือผู้ที่ต้องตากแดดเป็นเวลานานและต้องการพักผ่อนชั่วคราวเพื่อป้องกันโรคลมแดด (Heatstroke)
ประชาชนทั่วไปและนักท่องเที่ยว ที่รู้สึกไม่สบายตัวจากอากาศร้อนหรือมีอาการเพลียแดด
โดยใช้ข้อมูลสถิติวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยง กระจายห้องหลบร้อน และจุดหลบร้อนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงห้องหลบร้อนได้ในระยะเดินเท้า 800 เมตร สำหรับชุมชนที่ยังเข้าไม่ถึงพื้นที่ความเย็น กทม. ได้ส่งทีมสำนักอนามัยและเจ้าหน้าที่เขตลงพื้นที่เชิงรุก พร้อมแจกจ่ายเวชภัณฑ์ และพัดคลายร้อนจำนวน 16,000 ชิ้น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงสาธารณสุข
“ดัชนีความร้อน” ชี้วัดความอันตรายต่อสุขภาพ
จากสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลให้สภาพอากาศมีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะปัญหาความร้อนเมือง (Urban Heat)
หนึ่งในค่าสำคัญที่มีผลต่อการแจ้งเตือนภัยความร้อน คือ ค่าดัชนีความร้อน (Heat Index) ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อนความร้อนที่ร่างกายรู้สึกได้ ไม่ได้มาจากการวัดอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่คำนวณร่วมกับค่าความชื้นสัมพัทธ์ (Relative Humidity) ในอากาศ ซึ่งหากความชื้นสัมพัทธ์สูง ร่างกายจะระบายความร้อนผ่านเหงื่อได้ยาก ทำให้รู้สึกร้อนและไม่สบายตัวมากกว่าอุณหภูมิจริง และเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพ
กรุงเทพมหานครจึงให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมและยกระดับมาตรการบริหารจัดการความร้อนอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในช่วงฤดูร้อนของปี พ.ศ. 2569 ทั้งในมิติด้านพื้นที่และประชาชน สำหรับการแจ้งเตือนภัยความร้อน กรุงเทพมหานครได้กำหนดหลักเกณฑ์ให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานของกรมอนามัย เพื่อเฝ้าระวังและแจ้งเตือนประชาชนให้ดูแลตนเองตามระดับความเสี่ยงต่อสุขภาพ โดยแบ่งการแจ้งเตือนเป็น 4 ระดับ ดังนี้
ระดับสีเขียว (เฝ้าระวัง) ค่าดัชนีความร้อน 27.0–32.9 องศาเซลเซียส ติดตามข้อมูลข่าวสารและดูแลสุขภาพทั่วไป
ระดับสีเหลือง (เตือนภัย) ค่าดัชนีความร้อน 33.0–41.9 องศาเซลเซียส ลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง
ระดับสีส้ม (อันตราย) ค่าดัชนีความร้อน 42.0–51.9 องศาเซลเซียส หลีกเลี่ยงหรืองดการทำกิจกรรมกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องมีมาตรการป้องกันอย่างเข้มข้น
ระดับสีแดง (อันตรายมาก) ค่าดัชนีความร้อนมากกว่า 52.0 องศาเซลเซียส ห้ามทำกิจกรรมกลางแจ้งโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคลมร้อน (Heat Stroke)






