เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
Biz Movement พลังจิตอาสา ‘แสนสิริ’ ทำความดีเพื่อสังคม ส่งต่อโอกาสแก่กลุ่มเปราะบาง 4 มิติ
รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
Real Estate รื้อแล้ว! ปั๊ม SINOPEC SUSCO รัชดา จับตา SC ขึ้นโปรเจ็กต์ใหม่
สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
Real Estate สภาผู้บริโภค แฉ 50 คอนโดดัง เข้าข่ายละเมิดกฎหมาย ส่งเรื่องถึง กทม. แต่ยังไร้การแก้ไข
ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
Business ปลดล็อกความอัดอั้น สู่ยุคทอง ‘คอนเสิร์ต-ไลฟ์เฮาส์’
‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
Economic ‘ทูมอร์โรว์แลนด์’ ปลุกเศรษฐกิจ บุ๊กกิ้งโรงแรม ‘ชลบุรี-ระยอง’ แน่น
พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
Economic พาณิชย์เตือนรัฐ-เอกชน ใช้ข้อมูลกรรมการ-ผู้ถือหุ้นระวังผิด PDPA
สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
World สหรัฐแบนนำเข้า ‘หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์-อินเวอร์เตอร์’ รุ่นใหม่จากจีน
เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
Economic เตือนไทยเสี่ยง “Stagflation” สงคราม 3 สมรภูมิดันน้ำมันเกิน 100 ดอลลาร์ เงินเฟ้อพุ่ง 2.4-3.3%
อดีตทูตรัศม์  ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
Politics อดีตทูตรัศม์ ขอโทษ “นายกฯอนุทิน”” ปมเพลงเถียนมี่มี่ หวั่นไทยเสียดุลการทูตยุค “หวานชื่น”
จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
Economic จับตา ‘ไต้ฝุ่นดอลฟิน’ แรงสุดระดับ 5 ถล่มญี่ปุ่น-จีน แต่ไม่กระทบไทย ฝนยังตกหนักถึง 1 ส.ค.
ดูทั้งหมด

“ค่าน้ำมันพุ่ง-ยาขาดแคลน” ซ้ำเติมกลุ่มโรคเรื้อรัง สภาผู้บริโภคจี้รัฐคุมเข้มราคายา

25 มี.ค. 2569 | 19:40น.
รายงานจากสภาผู้บริโภคระบุว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นหลัก ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเริ่มจำกัดการจ่ายยา จากเดิมที่จ่ายครั้งละหลายเดือน เหลือเพียงระยะสั้น 1 - 2 เดือน เพื่อกระจายยาให้เพียงพอต่อผู้ป่วยทุกคน สภาผู้บริโภคย้ำรัฐต้องเตรียมแผนรับมือ สร้างความเชื่อมั่น สื่อสารกับประชาชนไม่กักตุนยา เสี่ยงสุขภาพทั้งระบบ ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า วิกฤตในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากผู้นำเข้าและผู้ผลิตต้องบริหารความเสี่ยง ด้วยการจำกัดการกระจายยาไปยังหน่วยบริการ เพื่อป้องกันการขาดแคลนในอนาคต “เมื่อหน่วยบริการได้รับยาในปริมาณลดลง โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจ่ายยา เพื่อให้ยากระจายไปถึงผู้ป่วยทุกคนได้อย่างเพียงพอ” ภก.ภาณุโชติ กล่าว อย่างไรก็ตาม การจำกัดการจ่ายยาดังกล่าว แม้จะช่วยลดความเสี่ยงยาขาดแคลน แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะการต้องเดินทางมารับยาบ่อยขึ้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง นอกจากนี้ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ถือเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการขาดยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตได้ แนะรัฐต้องสื่อสารมาตรการรับมือที่ชัดเจน ภก.ภาณุโชติ เสนอว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐควรเร่งสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และลดความตื่นตระหนก ควรมีการประกาศแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น แนวทางรับมือหากยาสำรองหมด รวมถึงการสร้างหลักประกันการเข้าถึงยาอย่างเท่าเทียม ในด้านการบริหารจัดการของสถานพยาบาล อาจจำเป็นต้องมีการปรับระบบ เช่น การใช้ยาที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกันทดแทน โดยต้องมีการอธิบายข้อมูลให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างครบถ้วน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วย เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้รับยาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการใช้ยาสมุนไพรอาจเป็นทางเลือกในบางกรณี แต่ไม่สามารถทดแทนยาปัจจุบันได้ทั้งหมด จึงควรใช้อย่างเหมาะสม ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดในการกำกับดูแลราคายาในตลาด ทั้งในโรงพยาบาล ร้านยา และคลินิก เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงตรวจสอบการกักตุนยา และเฝ้าระวังการจำหน่ายยาปลอม ยาหมดอายุ หรือยาที่ไม่มีทะเบียน โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์ อีกประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การโฆษณายาหรืออาหารเสริมเกินจริง ที่อาจฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต โดยอ้างสรรพคุณรักษาโรคหรือทดแทนยาหลักได้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและเสี่ยงต่อสุขภาพ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น พิจารณายาที่จำเป็น ไม่กักตุน สำหรับประชาชน ภก.ภาณุโชติ แนะนำว่า ควรใช้ยาอย่างมีความรู้และไม่กักตุนยาเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า และหากเก็บยาไว้ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนนำมาใช้ “ก่อนสำรองยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาว่ายาชนิดใดจำเป็นต่อชีวิต และยาชนิดใดสามารถปรับลดได้ในช่วงวิกฤต” ภก.ภาณุโชติ กล่าว สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตยาขาดแคลนเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หน่วยบริการ และประชาชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย

วิกฤตพลังงานพ่นพิษถึงคลังยา! พ่อค้าหัวใสสบช่องฉวยโอกาสกักตุน-ปั่นราคาขายออนไลน์ ภก.ภาณุโชติ ชี้การจำกัดจ่ายยาเพิ่มภาระต้นทุนเดินทางผู้ป่วย 2 เท่าในยุคน้ำมันแพง เสนอรัฐเปิด “Agri-Intelligence” ด้านสาธารณสุข ใช้ยาสมุนไพรทางเลือกเสริมพอร์ตยาหลัก พร้อมสั่งกรมการค้าภายในเข้มงวดตรวจสอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาไม่เป็นธรรม

รายงานจากสภาผู้บริโภคระบุว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางและวิกฤตราคาน้ำมันที่พุ่งสูง ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ายาจากต่างประเทศเป็นหลัก ผลกระทบดังกล่าวส่งผลให้หลายโรงพยาบาลเริ่มจำกัดการจ่ายยา จากเดิมที่จ่ายครั้งละหลายเดือน เหลือเพียงระยะสั้น 1 – 2 เดือน เพื่อกระจายยาให้เพียงพอต่อผู้ป่วยทุกคน สภาผู้บริโภคย้ำรัฐต้องเตรียมแผนรับมือ สร้างความเชื่อมั่น สื่อสารกับประชาชนไม่กักตุนยา เสี่ยงสุขภาพทั้งระบบ

ภก.ภาณุโชติ ทองยัง อนุกรรมการด้านอาหาร ยา และผลิตภัณฑ์สุขภาพ สภาผู้บริโภค เปิดเผยว่า วิกฤตในตะวันออกกลางและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานยาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากผู้นำเข้าและผู้ผลิตต้องบริหารความเสี่ยง ด้วยการจำกัดการกระจายยาไปยังหน่วยบริการ เพื่อป้องกันการขาดแคลนในอนาคต

“เมื่อหน่วยบริการได้รับยาในปริมาณลดลง โรงพยาบาลจึงจำเป็นต้องปรับรูปแบบการจ่ายยา เพื่อให้ยากระจายไปถึงผู้ป่วยทุกคนได้อย่างเพียงพอ” ภก.ภาณุโชติ กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจำกัดการจ่ายยาดังกล่าว แม้จะช่วยลดความเสี่ยงยาขาดแคลน แต่กลับส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยโดยตรง โดยเฉพาะการต้องเดินทางมารับยาบ่อยขึ้น ซึ่งเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในช่วงที่ราคาน้ำมันสูง

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่ต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เช่น ผู้ป่วยโรคไต ถือเป็นกลุ่มที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพื่อป้องกันการขาดยา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตได้
แนะรัฐต้องสื่อสารมาตรการรับมือที่ชัดเจน

ภก.ภาณุโชติ เสนอว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ ภาครัฐควรเร่งสื่อสารข้อมูลอย่างชัดเจนและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน และลดความตื่นตระหนก ควรมีการประกาศแผนบริหารจัดการความเสี่ยงทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เช่น แนวทางรับมือหากยาสำรองหมด รวมถึงการสร้างหลักประกันการเข้าถึงยาอย่างเท่าเทียม

ในด้านการบริหารจัดการของสถานพยาบาล อาจจำเป็นต้องมีการปรับระบบ เช่น การใช้ยาที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกันทดแทน โดยต้องมีการอธิบายข้อมูลให้ผู้ป่วยเข้าใจอย่างครบถ้วน รวมถึงการจัดลำดับความสำคัญของผู้ป่วย เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงได้รับยาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมาตรการใช้ยาสมุนไพรอาจเป็นทางเลือกในบางกรณี แต่ไม่สามารถทดแทนยาปัจจุบันได้ทั้งหมด จึงควรใช้อย่างเหมาะสม

ขณะเดียวกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดในการกำกับดูแลราคายาในตลาด ทั้งในโรงพยาบาล ร้านยา และคลินิก เพื่อป้องกันการปรับขึ้นราคาอย่างไม่เป็นธรรม รวมถึงตรวจสอบการกักตุนยา และเฝ้าระวังการจำหน่ายยาปลอม ยาหมดอายุ หรือยาที่ไม่มีทะเบียน โดยเฉพาะในช่องทางออนไลน์

อีกประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังคือ การโฆษณายาหรืออาหารเสริมเกินจริง ที่อาจฉวยโอกาสในช่วงวิกฤต โดยอ้างสรรพคุณรักษาโรคหรือทดแทนยาหลักได้ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนเข้าใจผิดและเสี่ยงต่อสุขภาพ ควรตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบ และเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น

พิจารณายาที่จำเป็น ไม่กักตุน

สำหรับประชาชน ภก.ภาณุโชติ แนะนำว่า ควรใช้ยาอย่างมีความรู้และไม่กักตุนยาเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยรายอื่นที่มีความจำเป็นมากกว่า และหากเก็บยาไว้ในปริมาณมากเกินไป อาจทำให้ยาเสื่อมสภาพก่อนนำมาใช้

“ก่อนสำรองยา ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อพิจารณาว่ายาชนิดใดจำเป็นต่อชีวิต และยาชนิดใดสามารถปรับลดได้ในช่วงวิกฤต” ภก.ภาณุโชติ กล่าว

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า วิกฤตยาขาดแคลนเป็นปัญหาที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ หน่วยบริการ และประชาชน เพื่อให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรยาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และไม่กระทบต่อสิทธิในการเข้าถึงการรักษาของผู้ป่วย