ดอลลาร์แข็งค่า ก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างนอกการเกษตร
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม -3 สิงหาคม 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันอังคาร (31/7) ที่ระดับ 33.31/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดในวันพฤหัสบดี (26/7) ที่ระดับ 33.28/30 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก เนื่องจากนักลงทุนชะลอการซื้อขายในช่วงต้นสัปดาห์ก่อนที่จะทราบผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสำคัญในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) และธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐ มีการเปิดเผย ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% ในเดือนมิถุนายน ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2018 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4.1% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ซึ่งทำสถิติสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ขณะเดียวกัน ประเด็นการกีดกันทางการค้าได้ส่งผลให้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 97.9 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 98.2 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ในขณะที่จำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ปรับตัวเพิ่มขึ้น 9,000 ราย สู่ระดับ 217,000 ราย ในรอบปลายเดือนกรกฎาคม ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะอยู่ที่ 215,000 ราย ในขณะที่คืนวันอังคาร (31/7) กระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนมิถุนายน ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าเดือนพฤษภาคม ที่ระดับ 0.2% แม้ว่าผลสำรวจของ Conference Board ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 127.4 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 127.1 ในเดือนมิถุนายน และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 126.0 โดยคืนวันพุธ (1/8) โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 1.75%-2.00% ในการประชุมเมื่อวานนี้ (1/8) และได้มีแถลงการณ์ถึงภาวะเศรษฐกิจ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรว่ามีการขยายตัว อัตราการว่างงานอยู่ในระดับต่ำ รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ใกล้ระดับเป้าหมายของเฟดที่ 2% นับตั้งแต่การประชุมในเดือนมิถุนายน เป็นการส่งสัญญาณว่าเฟดมีโอกาสจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน โดยตลาดคาดการณ์ว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน และเดือนธันวาคม นอกจากนี้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลแรงงานที่แข็งแกร่งของสหรัฐ จากตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ โดยออโตเมดิก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 219,000 ตำแหน่งในเดือนกรกฎาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 185,000 ตำแหน่ง ทั้งนี้นักลงทุนยังจับตามองตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร เพื่อดูทิศทางการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐในอนาคต
สำหรับเศรษฐกิจไทย ในวันพุธ (1/8) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจในเดือนกรกฎาคม ปี 2561 ปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากระดับ 52.8 ในเดือนมิถุนายน มาอยู่ที่ระดับ 52.0 เนื่องจากคำสั่งซื้อ การผลิตและผลประกอบการที่ลดลงเป็นสำคัญ อย่างไรก็ตามองค์ประกอบเกือบทั้งหมดยังอยู่เหนือระดับ 50 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 33.11-33.37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวสกุลเงินยูโรในสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันอังคาร (3/7) ที่ระดับ 1.1704/06ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (26/7) ที่ระดับ 1.1712/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเมื่อสัปดาห์ก่อน (26/7) ตามคาด โดยคงอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ที่ระดับ -0.40% และคงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ระดับ 0.25% พร้อมกับย้ำว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปอย่างน้อยจนถึงฤดูร้อนปีหน้า ทางด้านนายมาริโอ ดรากี ประธาน ECB ได้แถลงข่าวภายหลังการประชุมนโยบายการเงินว่า ยูโรโซนยังคงจำเป็นต้องใช้มาตรการกระตุ้นด้านนโยบายการเงิน เนื่องจากมาตรการกระตุ้นจะช่วยสนับสนุนเงินเฟ้อและสร้างแรงกดดันของราคาภายในประเทศ แม้ว่า ECB จะประกาศลดปริมาณมาตรการผ่อนคลายในการประชุมเมื่อเดือนที่แล้ว นอกจากนี้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของยูโรโซนทรงตัวอยู่ที่ -0.6 ในเดือนกรกฎาคม ตามที่ตลาดคาดการณ์ ขณะเดียวกันอัตราเงินเฟ้อของเยอรมนีปรับลดลงสู่ระดับ 2.0% จากระดับ 2.1% ในเดือนก่อนหน้า อย่างไรก็ตามค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นในช่วงบ่ายหลังจากที่มีการเปิดเผย ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของยูโรโซน และตัวเลขยอดค้าปลีกของเยอรมนีปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนกรกฎาคม และออกมาสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ นอกจากนี้สำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) ได้เปิดเผยอัตราการว่างงานในยูโรโซนในเดือนมิถุนายน อยู่ที่ระดับ 8.3% ทรงตัวจากเดือนพฤษภาคม ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2551 โดยสาธารณรัฐเชคมีอัตราการว่างงานต่ำที่สุด โดยอยู่ที่ระดับ 2.4% ในขณะที่กริชและสเปนมีอัตราการว่างงานสูงที่สุด โดยอยู่ที่ระดับ 20.2% และ 15.2% ตามลำดับ ทั้งนี้ตลอดสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1562-1.1746 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1579/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนสัปดาห์นี้ ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันอังคารที่ (31/7) ที่ระดับ 111.04/06
เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพฤหัสบดี (26/7) ที่ 110.81/83
เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าต่อเนื่องภายหลังจากที่ผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีมติคงเป้าหมายอัตราผลตอบแทนพันธบัตรประเภทอายุ 10 ปี ที่ระดับ 0% และคงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นไว้ที่ระดับ -0.1% แต่จะลดจำนวนกองทุนที่มีอัตราดอกเบี้ยติดลบลงจากระดับปัจจุบันที่ 10 ล้านล้านเยน หรือ 9 หมื่นล้านดอลลาร์โดยเฉลี่ย ทั้งนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่นจะปล่อยให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลญีี่ปุ่นเคลื่อนตัวในกรอบ -0.2% ถึง +0.2% จากเดิมที่อยู่ในกรอบ -0.1% ถึง +0.1% โดยธนาคารกลางญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อไป อีกทั้งบีโอเจยังปรับประมาณการเงินเฟ้อในปีนี้ลดลงจาก 1.3% มาอยู่ที่ 1.1% และปรับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจลดลงจาก 1.6% มาอยู่ที่ 1.5% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 110.75-112.15 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 111.72/74 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ