รมว.ท่องเที่ยวฯเดินสายฟังความเห็นผู้ประกอบการ ย้ำนายกฯสั่งเร่งรวมกระทรวงวัฒนธรรม
“สุรศักดิ์” รมว.ท่องเที่ยวฯ เดินสายรับฟังความเห็นเอกชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศ นำร่องอยุธยาจังหวัดแรก พร้อมประกาศนโยบาย 3 เรื่องใหญ่ “ควบรวม ก.วัฒนธรรม-เก็บเงินต่างชาติเข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยว-เก็บภาษีคนไทยเที่ยวนอก” เดินหน้าพัฒนาการท่องเที่ยวไทยแบบบูรณาการ ทั้งด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ ความปลอดภัย หวังยกระดับความเชื่อมั่น-ประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว
แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเปิดเผยว่า นายสุรศักดิ์ พันธุ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มีแผนเดินสายรับฟังความคิดเห็นภาคเอกชนในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยปักหมุดจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นจังหวัดแรกเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ทั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็นและกำหนดแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยว เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและกระจายรายได้สู่ชุมชน
พร้อมมอบนโยบายให้ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานภาคเอกชนในพื้นที่เพื่อให้ที่ประชุมรับทราบแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ตามสั่งการของนายกรัฐมนตรี (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) 4 เรื่องหลัก ประกอบด้วย 1.การควบรวมกระทรวงการท่องเที่ยวฯ กับกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับแนวทางของหลายประเทศ เนื่องจากมีบทบาทในการเสนอการขายวัฒนธรรม เอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชาติ
2.การจัดเก็บเงินชาวต่างชาติ (ค่าเหยียบแผ่นดิน) เข้ากองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย เพื่อนำมาดูแลนักท่องเที่ยว และสนับสนุนการบริหารจัดการเรื่องความปลอดภัยโดยตำรวจท่องเที่ยว เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นในความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว และการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว เช่น การพัฒนาทักษะของมัคคุเทศก์
3.การเก็บภาษีคนไทยเดินทางเที่ยวต่างประเทศ (ไทยเที่ยวนอก) เพื่อหารายได้มาสนับสนุนชุมชน และสนับสนุนให้คนเดินทางในประเทศ โดยในประเด็นดังกล่าวนี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาแนวทางเบื้องต้นถึงผลดีผลเสีย และ 4.การกระจุกตัวของการท่องเที่ยวในบางจังหวัด ผลักดันให้เกิดการกระจายตัวด้านการท่องเที่ยวไปถึงทุกภาคส่วน
พร้อมกันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาคการท่องเที่ยวได้ร่วมรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการขับเคลื่อนภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย โดยภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาสำคัญของอยุธยาว่า แม้จะติด 1 ใน 10 เมืองท่องเที่ยวของประเทศ แต่ยังมีลักษณะเป็น One-Day Trip หรือการท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ สูงถึงร้อยละ 90 ทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพเมืองมรดกโลก
ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่จึงได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 5 แกน และโครงการเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อดึงดูดการค้างคืน อาทิ River Night Lighting โครงการติดตั้งไฟโซลาร์เซลล์ประดับโบราณสถานริมน้ำ เพื่อสร้างบรรยากาศการล่องเรือยามค่ำคืน Global Muay Thai Branding ยกระดับงานไหว้ครูมวยไทยโลกให้เป็น World Event เพื่อดึงดูดนักมวยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
Smart Tourism & Data Center จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวอย่างแม่นยำ Tourism for All พัฒนา Infrastructure และ Universal Design เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่มีกำลังซื้อสูง และ Walking Street & Night Market สร้างถนนคนเดินถาวรที่บริหารจัดการโดยชุมชนเพื่อเพิ่มกิจกรรมยามค่ำคืน
นอกจากนี้ ยังมีความคิดเห็นต่อแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่า ต้องยกระดับภาพลักษณ์ในเรื่อง Gastronomy และ Wellness อาทิ สปา ให้อยู่ในระดับสากล จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวระดับพรีเมี่ยม หรือกิจกรรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีค่าใช้จ่ายสูง และบูรณาการเดินทางท่องเที่ยวด้วยระบบขนส่งสาธารณะ เชื่อมโยงการเดินทางที่กระจุกตัวอยู่ภายในเขตเกาะเมืองหรือเขตมรดกโลกออกไปยังชุมชนแหล่งท่องเที่ยวรอบนอก
และยกระดับการท่องเที่ยวทางน้ำให้ได้มาตรฐาน บริหารจัดการศูนย์ข้อมูลท่องเที่ยว และการใช้ดิจิทัลเข้ามาจัดการข้อมูลเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยว (การยกระดับดิจิตอลมาขับเคลื่อนการท่องเที่ยว หรือ Smart Tourism) รวมถึงเสนอให้สนับสนุนการจัดประชุมสัมมนาให้อยุธยาเป็น MICE City ภายใน 5 ปี และจัดทำแผนแม่บท หรือ Action Plan เพื่อกำหนดกิจกรรมและผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และการจัดทำปฏิทินการท่องเที่ยว เพื่อให้ภาคเอกชนในจังหวัดสามารถนำไปเสนอขายต่อได้