เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
Business เจาะลึกกลยุทธ์ ‘Limited Drop’ ทำไมยิ่งสินค้ามีน้อย คนยิ่งรีบซื้อจน Sold Out ?
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
ดูทั้งหมด

Mike Shinoda Live in Bangkok คอนเสิร์ตสุดซึ้ง แฟนเพลงรวมตัวให้กำลังใจอบอุ่น

11 ส.ค. 2561 | 19:04น.
Music Talk by ท้องฟ้าสีเทา 

ไมก์ ชิโนดะ (Mike Shinoda) นักร้องและแกนนำวงลินคินพาร์ก (Linkin Park) มาแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ เมืองไทย จีเอ็มเอ็ม ไลฟ์เฮาส์ เซ็นทรัลเวิลด์ จัดโดย ไลฟ์ เนชั่น บีอีซี-เทโร ซึ่งคอนเสิร์ตนี้เป็นส่วนหนึ่งของทัวร์โปรโมตอัลบั้ม Post Traumatic ผลงานในฐานะศิลปินเดี่ยวของเขาที่เพิ่งปล่อยออกมาไม่นานนี้ 

เพลงเดี่ยวของไมก์ เป็นแนวทางที่แฟน ๆ คุ้นเคย เป็นตัวตนของเขาที่แฟนลินคินพาร์กรู้จักมาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว คือการร้องแรป และเล่นเครื่องดนตรีสารพัดอย่างด้วยตัวเอง แต่จะเรียกเพลงของเขาว่าเป็นเพลงฮิปฮอปเลยก็คงไม่ใช่ เพราะในพาร์ตดนตรีเบื้องหลังการร้องแรปคือดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกและอิเล็กทรอนิกส์พ็อปดี ๆ ที่ผสมผสานหลายองค์ประกอบได้อย่างน่าสนใจ

คอนเสิร์ตนี้ แม้จะมาในฐานะศิลปินเดี่ยว แต่ไมก์ก็ไม่ได้โชว์เฉพาะเพลงจากอัลบั้มเดี่ยว แต่เขามาพร้อมเพลงของลินคินพาร์ก (Linkin Park) และฟอร์ตไมเนอร์ (Fort Minor) ด้วย ทั้ง “Welcome”, “Place To Start”, “Watching As I Fall”, “Castle of Glass”, “When They Come For Me”, “Ghost”, “Kenji”, “Roads Untraveled”, “Waiting For The End”, “ Where’d You Go”, “Sorry For Now”, “Crossing A Line”, “In The End”, “About You”, “Over Again”, “Papercut”, “Make It Up as I Go”, “Good Goodbye”, “Bleed It Out”, “Petrified”, “I.O.U.”, “Remember The Name”, “Running From My Shadow” จัดเต็มอิ่มเกือบ 2 ชั่วโมง หลายเพลงเล่นแบบเต็มเพลง บางเพลงเป็น mashup 

ฐานแฟนเพลงของไมค์ซึ่งตามมาจากลินคินพาร์กนั้นเป็นแฟนเพลงร็อก ไม่แน่ใจว่าชอบเพลงอัลบั้มเดี่ยวของไมก์มากน้อยแค่ไหน อาจจะมีคนที่เกรงว่าถ้าไปดูคอนเสิร์ตเดี่ยวของไมก์แล้วจะไม่อินกับเพลงแรปของเขา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในโชว์ไม่ได้เป็นอย่างที่กลัวเลย

นี่คือคอนเสิร์ตที่เป็นส่วนผสมของดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ร็อกและอิเล็กทรอนิกส์พ็อปทางเลือกที่นักร้องร้องแบบแรป หลายเพลงเป็นดนตรีร็อกที่เล่นสดได้สนุก หนักแน่นแบบศิลปินร็อกเต็มวง บางเพลงเป็นอิเล็กทรอนิกส์พ็อปซาวนด์สังเคราะห์บรรยากาศอึมครึม หม่น ๆ นิ่ง ๆ อย่างน่าสนใจ เป็นความมีสีสัน มีการผสมผสาน เพียงแต่ส่วนผสมทางดนตรีที่ผสมลงไปนั้น รวมกันแล้วออกมาเป็นสีหม่น ๆ เหมือนกับ lighting design ในหลาย ๆ เพลงที่เป็นสีชมพูออกหม่น ๆ ช้ำ ๆ ฟ้าหม่น ๆ ช้ำ ๆ 

ไฮไลต์ของโชว์อยู่ที่ช่วงกลาง ๆ โชว์ที่เล่นเพลง In The End สุดยอดเพลงฮิตของลินคินพาร์ก ซึ่งก่อนจะเริ่มเพลง ไมก์พูดกับคนดูหลายเรื่อง ตั้งแต่พูดถึงกำลังใจที่ลินคินพาร์กได้รับจากแฟนเพลงและคนรอบข้าง ซึ่งเป็นการชาร์จพลังให้กับพวกเขา แล้วเล่าเรื่องเกริ่นเข้าประเด็นสำคัญและเพลงสำคัญ

ไมก์เล่าถึงประสบการณ์ที่พ่อของเขาเคยพาไปร่วม โอโบน เฟสติวัล (Obon Festival) เป็นเฟสติวัลของสังคมคนญี่ปุ่นในลอสแองเจลีส ที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองให้กับคนที่จากไป

“เทศกาลนี้เป็นการเฉลิมฉลอง ซึ่งผมซาบซึ้งประทับใจในไอเดียของเทศกาลนี้มาก มันเป็นการเฉลิมฉลองให้กับคนที่เรารักที่จากไป เราจะไม่โศกเศร้า แต่เราจะสนุกสนานกัน และตอนนี้เรามาเฉลิมฉลองให้กับเชสเตอร์ด้วยกันนะ เรามาส่งเสียงให้เชสเตอร์กัน” ทันใดนั้นแฟน ๆ ก็ส่งเสียงดัง ส่วนไมก์ก็ร้องออกไมค์ว่า “นานะ” (นานะคือเลข 7 ซึ่งคนญี่ปุ่นถือว่าเป็นเลขมงคล) ก่อนที่เขาจะพูดต่อว่า “เราจะต้องไม่ลืมและไม่ให้ใครลืมว่าเชสเตอร์เป็นนักร้องร็อกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาล … เขาเป็นนักร้องที่ดีที่สุดตลอดกาล เขาเจ๋งมากจริง ๆ … เรามาเฉลิมฉลองให้เชสเตอร์กันตอนนี้ อยากให้พวกคุณร้องดัง ๆ ผมเชื่อว่าเชสเตอร์จะได้ยินเสียงพวกคุณ”

แล้วเสียงอินโทร ตึ่ง ตึ๊ง ตึ๊ง ตึง ตึง… ของเพลง In The End ก็ดังขึ้น ซึ่งไมก์ทำหน้าที่ร้องไลน์แรปของเขา และให้คนดูร้องไลน์หลักของเชสเตอร์ ซึ่งแฟน ๆ ก็ช่วยกันร้องดังตลอดเพลง เป็นสุดยอดซีนอารมณ์ที่ชวนขนลุกมาก ๆ เชื่อว่าคงไม่มีใครที่ไม่น้ำตาซึม

คอนเสิร์ตนี้เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากแบบที่ไม่เจอมาก่อน ถ้าจะวิเคราะห์ก็น่าจะเพราะประสบการณ์ของศิลปินที่เจนเวที สื่อสารกับคนดูอย่างเป็นธรรมชาติ และด้วยความที่มาเมืองไทยหลายครั้งจนคุ้นเคย และไมก์เป็นคนไนซ์มากอยู่แล้วด้วย ก็เลยทำให้ปฏิสัมพันธ์การสื่อสารกับคนดูดีมาก และเรียลมาก ๆ

ยังไม่นับช่วงท้ายโชว์ที่ไมก์ลงมาคลุกคลีอยู่กับคนดูหน้าเวที และพอจบคอนเสิร์ตก็เดินลงหน้าเวทีเดินตามทางเดินด้านหน้าไปข้างเวที ให้แฟน ๆ ได้ใกล้ชิดแบบสุด ๆ

ระหว่างโชว์ไมก์ขอบคุณแฟน ๆ และพูดความรู้สึกของตัวเองเยอะมาก ซึ่งให้ความรู้สึกว่ามันไม่ใช่การพูดคุยเพื่อเอ็นเตอร์เทนคนดูเป็นหลัก แต่เหมือนการเล่าระบายความรู้สึกในใจให้เพื่อนฟัง

ถ้าเข้าใจไม่ผิด (อิงจากความรู้สึกตัวเอง) นี่เป็นคอนเสิร์ตที่คนดูไม่ได้คาดหวังโชว์ที่ยอดเยี่ยม แต่เป็นเหมือนเพื่อนฝูงที่นัดพบเจอพูดคุยกัน ให้กำลังใจ ปลอบประโลมกัน เนื่องจากความสูญเสียครั้งใหญ่ ซึ่งเห็นชัดเจนอยู่แล้วว่าทุกคนโศกเศร้าเสียใจกับการจากไปของเชสเตอร์ เบนนิงตัน (Chester Bennington) นักร้องนำลินคินพาร์กที่เสียชีวิตเมื่อปีที่แล้ว

หลังจากเชสเตอร์จากไปไม่นาน ไมก์รีบทำอัลบั้มใหม่ ไม่บอกก็รู้ว่าเขาใช้ดนตรีเยียวยาตัวเอง ส่วนฝั่งแฟนเพลงก็รู้สึกสูญเสียเหมือนกัน คอนเสิร์ตนี้จึงเป็นการรวมตัวคนที่เข้าใจความรู้สึกกัน แฟน ๆ คนดูก็รู้ว่าไมก์ต้องการเติมพลังเรี่ยวแรง เพื่อพาเพื่อนที่เหลือสู้ต่อ และคนดูก็ไปคอนเสิร์ตนี้เพื่อให้กำลังใจไมก์และให้ดนตรีเยียวยาตัวเองเหมือนกัน ด้วยความรู้สึกว่าถึงแม้ไม่มีเชสเตอร์ แต่เรายังเหลือไมก์นะ และลินคินพาร์กสามารถเดินต่อได้ถ้ายังมีไมก์

…ก็เป็นความจริงตามที่คิด เพราะช่วงหนึ่งในโชว์ ไมก์ก็บอกว่า การทำดนตรีเป็นการเยียวยาเขา และการออกมาทัวร์ พบเจอพูดคุยกับแฟน ๆ ก็ช่วยเติมพลัง และสร้างแรงบันดาลใจให้เขาได้มาก

งานนี้ไม่ได้มีเฉพาะแฟนเพลงชาวไทยเท่านั้น แต่มีแฟนเพลงจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย เราได้เจอแฟนเพลงจากอินโดนีเซียและจากเวียดนามที่รวมตัวกันมากลุ่มใหญ่ เป็นบรรยากาศสุดแสนอบอุ่น


แฟนเพลงกลุ่มใหญ่สมาชิกกลุ่ม Linkin Park Fan Club in Vietnam ที่มีสมาชิกทั่วประเทศกว่าแสนคนบอกกับเราว่า พวกเขาติดตามลินคินพาร์กมานาน 10 กว่าปีแล้ว แต่พวกเขาไม่เคยดูคอนเสิร์ตลินคินพาร์กสักครั้ง จึงชวนกันมาดูคอนเสิร์ตไมก์ที่เมืองไทยในครั้งนี้ พวกเขาบอกถึงความคาดหวังก่อนจะมาดูคอนเสิร์ตนี้ว่า “คาดหวังว่าจะเอ็นจอยกับโชว์ เอ็นจอยกับช่วงเวลาที่ได้อยู่กับไมก์ ตอนเช้าก่อนคอนเสิร์ตได้ไปเจอไมก์ที่โรงแรมด้วย และไมก์ก็พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ทำให้รู้สึกประทับใจมาก ส่วนความรู้สึกหลังจบคอนเสิร์ตคิดว่าเป็นโชว์ที่ยอดเยี่ยมมาก”

ส่วนความหวังในอนาคต พวกเขาบอกว่า “ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไง แต่พวกเราหวังว่าลินคินพาร์กจะกลับมารวมกันอีกครั้ง ถึงแม้ว่าลินคินพาร์กที่ไม่มีเชสเตอร์มันอาจจะต่างจากเดิมก็ตาม และพวกเราหวังว่าจะได้เจอลินคินพาร์ก…ที่เวียดนาม” 

จบคอนเสิร์ต คนดูเดินออกจากฮอลด้วยสีหน้าไม่ได้ยิ้มแย้มร่าเริงเหมือนอย่างคอนเสิร์ตอื่น ๆ ที่เคยเห็นมา แต่เชื่อและรู้สึกเองว่า นี่คือคอนเสิร์ตหนึ่งที่คนดูประทับใจมาก และรู้สึกพิเศษมาก เพียงแต่ความรู้สึกพิเศษนี้ มันเป็นความซึ้ง อบอุ่น ชวนน้ำตาไหลมากกว่าจะยิ้มเริงร่า