บาทแข็งค่าต่อเนื่อง แม้เฟดเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยตามแผน
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของค่าเงินสกุลหลักในตลาดระหว่างวันที่ 24-28 กันยายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดในวันจันทร์ (24/9) ที่ระดับ 32.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/9) ที่ระดับ 32.38/39 บาท/ดอลลาร์ จากการแข็งค่าขึ้นของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการอ่อนค่าลงอย่างมากของค่าเงินปอนด์ จากความกังวลของนักลงทุนภายหลังจากที่การเจรจาระหว่างอังกฤษและสหภาพยุโรป (อียู) ยังคงคลุมเคลือและตลาดมีความวิตกเพิ่มขึ้นว่า อังกฤษอาจจะต้องถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) โดยไม่มีการทำข้อตกลงด้านการค้า นอกจากนี้แล้วนักลงทุนยังคงเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่ความกังวลต่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนเริ่มรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมาตรการของสหรัฐ ที่เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมาตรการตอบโต้ของจีนเพื่อเก็บภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ มูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันจันทร์ (24/9) โดยที่ไม่สามารถตกลงร่วมกันได้ ทั้งนี้ แหล่งข่าวได้แจ้งว่าจีนได้ยกเลิกการเจรจาการค้ากับสหรัฐ และจะไม่ส่งนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีของจีนไปยังสหรัฐในสัปดาห์นี้ ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจนั้น ในวันศุกร์ (21/9) บริษัทมาร์กิตเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นของสหรัฐ ลดลงเกินคาดสู่ 52.9 ในเดือนกันยายนเพิ่มขึ้นจากระดับ 54.7 ในเดือนสิงหาคม สวนทางกับดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นของสหรัฐ ซึ่งเพิ่มขึ้นเกินคาดสู่ 55.6 ในเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นจากระดับ 54.8 ในเดือนสิงหาคม ขณะที่ในวันอังคาร (25/9) คณะกรรมการการประชุม (Conference Board) ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 138.4 ในเดือนกันยายน สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดว่าตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นจะลดลงสู่ระดับ 132.0 และสูงขึ้นจากระดับ 134.7 ในเดือนกรกฎรคม โดยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐได้ปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง และการขยายตัวของการจ้างงาน ซึ่งช่วยเพิ่มการใช้จ่ายของผู้บริโภค นอกจากนี้ ผลสำรวจพบว่าผู้บริโภคที่มีมุมมองดีขึ้นต่อสภาวะเศรษฐกิจในช่วง 6 เดือนข้างหน้า มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 27.6% จากระดับ 24.4% ในเดือนสิงหาคม ค่าเงินบาทในช่วงต้นสัปดาห์เคลื่อนไหวในกรอบที่จำกัดก่อนการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มขึ้นในวันอังคาร (25/9) โดยคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเป็นเอกฉันท์ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% จากระดับ 1.75%-2.00% สู่ระดับ 2.00%-2.25% ตามที่นักวิเคราะห์ได้คาดการณ์ไว้ และนับเป็นการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 8 นับตั้งแต่ได้มีการปรับนโยบายการเงินสู่ภาวะปกติตั้งแต่เดือนธันวาคม 2558 พร้อมทั้งปรับเพิ่มด้วยเลขคาดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐ ในปี 2561 จากเดิมที่ 2.8% สู่ระดับ 3.1% และได้ปรับเพิ่มตัวเลขคาดการณ์ในปี 2562 จากเดิมที่ 2.4% สู่ระดับ 2.5% ขณะเดียวกันได้ปรับเพิ่มตัวเลขอัตราการว่างงานในปี 2561 จากเดิมที่ 3.6% สู่ระดับ 3.7% และคงตัวเลขอัตราว่างงานในปี 2562 และ 2563 อยู่ที่ระดับ 3.5% และสำหรับตัวเลขอัตราการว่างงานในระยะยาวยังคงอยู่ที่ระดับ 4.5% โดยในท้ายสัปดาห์ ค่าเงินบาทได้กลับมาแข็งค่าและแตะระดับแข็งค่าสุดที่ 32.32 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากกระแสเงินทุนที่ยังไหลเข้าในประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 32.32-32.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ในส่วนของการเคลื่อนไหวค่าเงินยูโรเปิดตลาดในวันจันทร์ (24/9) ที่ระดับ 1.1747/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (21/9) ที่ 1.1779/80 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากความกังวลของในเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างอังกฤษกับสหภาพยุโรป (อียู) ว่าจะสามารถทำข้อตกลงเรื่อง Brexit ได้หรือไม่ หลังจากนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษเปิดเผยว่า อียูต้องให้ข้อเสนอที่เป็นทางเลือกสำหรับ Brexit และระบุว่าการเจรจามาถึงทางตัน หลังจากบรรดาผู้นำยุโรปปฏิเสธแผนของเธอโดยไม่มีการอธิบายเหตุผลอย่างชัดเจน ค่าเงินยูโรกลับมาแข็งค่าอีกครั้งในช่วงคืนวันจันทร์ (24/9) ภายหลังจากที่นายมาริโอ ดรากี ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ได้กล่าวว่า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในยูโรโซนจะปรับสูงขึ้นอย่างแข็งแกร่ง และเขาแสดงความเชื่อมั่นว่า ค่าแรงในยูโรโซนจะเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นต่อไป โดยนายดรากียืนยันว่า อีซีบีจะตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับต่ำมากต่อไปจนถึงสิ้นสุดฤดูร้อนปี 2562 ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ได้มีการปรับเพิ่มการคาดการณ์ที่ว่า อีซีบีจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม 2562 อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรได้กลับมาอ่อนค่าอีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายสัปดาห์ภายหลังจากที่สมาคมอุตสาหกรรมเยอรมนี ประกาศปรับลดตัวเลขคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเยอรมนีในปีนี้ จากระดับ 2.25% มาอยู่ที่ระดับ 2% จากการคาดการณ์ว่าอุปสงค์สินค้าจะลดลงโดยได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางธุรกิจ และนโยบายการค้าของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยนายดีทเทอร์ เคมพ์ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเยอรมนี ได้กล่าวถึงความขัดแย้งทางการค้าที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐและจีน ว่าจะส่งผลกระทบต่อยุโรปโดยเฉพาะอุตสาหกรรมของเยอรมนีที่พึ่งพาการส่งออกเป็นอย่างมาก รวมถึงการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของเยอรมนี ประจำเดือนตุลาคม อยู่ที่ระดับ 10.6 เพิ่มขึ้นมาเล็กน้อยจากระดับ 10.5 ในเดือนกันยายน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1600-1.1815 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1605/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (24/9) ที่ระดับ 112.59/60 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (21/9) ที่ระดับ 112.74/75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันจันทร์ (24/9) สกุลเงินเยนเคลื่อนไหวเล็กน้อยจากการซื้อขายที่เบาบางเนื่องจากตลาดการเงินญี่ปุ่นปิดทำการ ก่อนที่จะเริ่มค่าอ่อนลงตลาดทั้งสัปดาห์ ภายหลังจากที่เปิดตลาดในวันอังคาร (25/9) โดยมีปัจจัยกดดันจากการเปิดเผยอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานของผู้บริโภคญี่ปุ่นซึ่งปรับขึ้นเพียงเล็กน้อยในเดือนสิงหาคม และยังคงอยู่ห่างจากระดับเป้าหมายที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ตั้งไว้ที่ 2% โดยอัตราดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่บ่งชี้ว่า ญี่ปุ่นจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษต่อไปในช่วงนี้ ขณะที่ระหว่างสัปดาห์รัฐบาลญี่ปุ่นและสหรัฐ ได้มีการออกแถลงการณ์ร่วมกันภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมทวิภาคีระหว่างนายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นและประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ โดยระบุว่า ญี่ปุ่นและสหรัฐได้ตกลงที่จะเริ่มการเจรจาข้อตกลงการค้าทวิภาคีทางค้า โดยสหรัฐจะไม่เรียกเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นในช่วงเวลาที่การเจรจาของทั้งสองฝ่ายกำลังดำเนินอยู่ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 112.53-113.63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 113.49/52 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ