Skip to content

2 พรรคปั้นหัวสู้ศึก “บิ๊กตู่” “พท.” หาพันธุ์ไฮบริด-“มาร์ค” นำทัพต้านพรรค คสช.

01 ต.ค. 2561 | 08:15น.
2 พรรคปั้นหัวสู้ศึก “บิ๊กตู่” “พท.” หาพันธุ์ไฮบริด-“มาร์ค” นำทัพต้านพรรค คสช.

ศึกเลือกตั้ง 2562 คึกคักตั้งแต่ยกแรก หลัง “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คลายล็อกให้พรรคการเมืองเปิดการประชุมพรรคได้ครั้งแรกในรอบ 4 ปี เพื่อให้พรรคมีข้อบังคับพรรคใหม่ เลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค กรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชุดใหม่ ตามสูตรรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เพียงแค่นี้ก็ทำให้เกิดศึกภายในแต่ละพรรคระเบิดขึ้น คือ ศึกการเลือกหัวหน้าพรรค โดยเฉพาะ 2 พรรคใหญ่ เพื่อไทย (พท.)-ประชาธิปัตย์ (ปชป.) ที่มีปัญหาไร้ผู้นำพรรคสู้ศึกเลือกตั้งพอ ๆ กัน

หัวหน้า พท.รอ “ทักษิณ” เคาะ สถานการณ์การเฟ้นหา “หัวหน้า พท.” เวลานี้ยังฝุ่นตลบ แม้ในการประชุมอดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส.รอบล่าสุดเมื่อ 26 ก.ย. แกนนำพรรค-กก.บห.ชุดรักษาการให้อดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส. กรอก “คำตอบ” ตามความต้องการลงในกระดาษ

“คำถาม” ว่า ต้องการให้ใครเป็นผู้นำพรรค ไปจนถึงทิศทางพรรคที่ต้องการเห็นในอนาคต ก่อนจะนำไปประมวลเป็น “คำเฉลย” ในช่วงปลาย ต.ค.ที่ พท.จะนัดประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้าพรรค-กก.บห.ชุดใหม่

ประหนึ่งเหมือนรับฟังความเห็นจากที่ประชุมพรรค แต่คนการเมืองทั้งนอกพรรคในพรรคย่อมรู้อยู่เต็มอกว่า ที่สุดแล้วผู้นำพรรค-นายกฯ ในบัญชีของพรรค คำตอบสุดท้ายจะอยู่ที่การตัดสินใจของ “ทักษิณ ชินวัตร” ผู้มีบารมีเหนือ พท.นักการเมือง พท.ที่เกาะขบวน “ทักษิณ”

อ่านใจนายใหญ่ประเมินกระแสการเฟ้นหาแคนดิเดตผู้นำพรรคว่า ในช่วงที่การเมืองฉบับคลื่นลูกเก่าถูก disrupt ทำให้ “ทักษิณ” ต้องการผู้นำพรรคที่มีภาพลักษณ์ที่ทันสมัย ทันโลก มีภาพหน้าตาสะสวย เหมือนตอนที่หอบยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใช้ทำเวลาเข้าเส้นชัยเพียง 49 วัน

ที่สำคัญจะต้องเป็น “สายตรงทักษิณ”มาเป็นผู้นำพรรค และมีภาพไม่ขัดแย้งกับทหาร เป็นคุณสมบัติซูเปอร์ไฮบริด

ดังนั้น ชื่อที่อยู่ในวงขัดแย้งการเมืองในอดีต ไม่เฟรช-ไม่สดจะถูกตัดชื่อออกทีละคนในรอบตัดตัว ตัวอย่างเช่น พงศ์เทพ เทพกาญจนา-โภคิน พลกุล-ชัยเกษม นิติสิริ

ชื่อของ “ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์” ในฐานะลูกเขย ที่มีข้อดีคือเป็นคนใหม่ ๆ ซิง ๆ ไม่เคยแตะการเมือง จึงถูกโยนออกมาเป็นหัวหน้าพรรคในเบื้องแรก แต่เวลานี้ชื่อ “ณัฐพงศ์” ถูกตัดไปจากสารบบเรียบร้อย

“ปานปรีย์” มาแรง

หากชื่อที่มาแรงอยู่ในวงสนทนาการเมืองของ พท. คือ “ปานปรีย์ พหิทธานุกร” อดีตรองหัวหน้า-หลานเขยของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เคยทำงานเป็น “ผู้แทนการค้าไทย” สมัยที่ “ทักษิณ” เป็นนายกฯ และไม่มีประวัติอยู่ในวงขัดแย้ง

ตำแหน่งสุดท้ายที่คนจำได้คือ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ก่อนลาออกหลังจากที่ คสช.เข้ามาคุมอำนาจการบริหารประเทศ เคยตกเป็นหนึ่งในแคนดิเดตหัวหน้าพรรคตีคู่มากับยิ่งลักษณ์-ฟอร์มทีม ครม. แต่เขาปฏิเสธ กระทั่งปัจจุบันเขาถูกทาบทามให้ร่วมขบวน พท.อีกคำรบ เที่ยวนี้เขา “ไม่ปฏิเสธ”

“เจ๊หน่อย” ตัวเลือกสุดท้าย พท.

อย่างไรก็ตาม ชื่อชั้นของเจ้าแม่ กทม.อย่าง “คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์” เป็นอีกชื่อที่ไม่อาจมองข้าม แม้เป็นคนเก่า หน้าเก่าทางการเมือง มีคอนเน็กชั่นพิเศษทางการเมืองหลายขั้ว หลายชั้น โดยเฉพาะทหารเป็นคนการเมืองพันธุ์พิเศษ อาจเหมาะสำหรับการเลือกตั้งที่สถานการณ์ของ พท.ในยามหน้าสิ่วหน้าขวาน อาจถูกยุบพรรคได้ทุกเมื่อ แถมมีปัจจัยเสริม คุณหญิงอ้อ-“คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร์” อดีตภรรยา “ทักษิณ” ยังคงหนุนหลัง

หลังการสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรค ชื่อของ “คุณหญิงสุดารัตน์” จึงเป็น “ตัวยืน” ในทุกโผ ไม่ว่าหัวหน้าพรรคหรือนายกฯ ในบัญชีพรรคขณะนี้ แต่เป็นชื่อสุดท้ายที่ทักษิณจะเลือก ขณะที่ชื่อเซ็กซี่ที่สุดคือ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” อดีต รมว.คมนาคม ที่ยังลังเล แต่ก็ถูกเสียบไว้เป็น 1 ชื่อแคนดิเดต

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับ “ทักษิณ” จะเคาะคำตอบในช่วงโค้งสุดท้ายก่อน 28 ต.ค. …

สงครามตัวแทนใน ปชป.

ฟากฝั่ง ปชป. “ศึกชิงหัว” คนที่ 8 ถูกเอฟเฟ็กต์ “ดีลลับ” ปชป.-พท. “ต่อรอง” เก้าอี้นายกรัฐมนตรี-ล้มโต๊ะสืบทอดอำนาจ คสช. ระหว่างนายโภคิน แกนนำ พท. กับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน จนนายอภิสิทธิ์ต้องออกมาปฏิเสธขึงขัง “ไม่จับมือ พท.หากยังอยู่ในร่มเงาตระกูลชินวัตร”

ข่าวลอย-ข่าวเสี้ยม 2 พรรค ตบตามวลชน 2 ฝั่ง ถูกปล่อยออกมาจาก “ทหารปลายแถว” เพื่อสร้างความชอบธรรม-เรียกคะแนนให้กับรัฐบาล-คสช.ดึงเรตติ้ง 3 แคนดิเคดชิงคะแนนหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรค 1.นายอภิสิทธิ์ เจ้าของตำแหน่ง 2.นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีต ส.ส.พิษณุโลก และ 3.นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรค ผู้ท้าชิงเดิมพันของ ปชป.ในการหยั่งเสียงเลือกหัวหน้าพรรคครั้งนี้ เป็นการสู้กันระหว่าง “สงครามตัวแทน” ที่มี “อภิสิทธิ์” ปักหลักฝ่ายเสรีประชาธิปไตย กับ “หมอวรงค์” ที่เป็นตัวแทนฝ่าย กปปส. โดยมี “อลงกรณ์” เป็นตัวแทนของฝ่ายที่พร้อมแปรพักตร์-เข้าค่ายทหารได้ทุกเมื่อ

หากหัวหน้าพรรคคนที่ 8 ยังชื่อ “อภิสิทธิ์” สถานีถัดไปของ ปชป. การเลือกตั้งครั้งหน้าอาจไม่ได้คะแนนมากที่สุดเป็นอันดับ 1 เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านายอภิสิทธิ์จะถือธงนำ ปชป.ปราชัย-พ่ายแพ้ในศึกเลือกตั้ง

“หมอวรงค์” เช็กเสียงแตก

ขณะที่ “หมอวรงค์”-“ถาวร เสนเนียม” อดีต กปปส. และ “กลุ่มเพื่อนหมอวรงค์” อาทิ 1.นายสมบัติ ยะสินธุ์ อดีต ส.ส.แม่ฮ่องสอน 2.นายศุภชัย ศรีหล้า อดีต ส.ส.อุบลราชธานี 3.นายสำราญ ศรีแปงวงค์ อดีต ส.ส.กำแพงเพชร 4.นายพุฒิพงศ์ สงวนวงศ์ชัย อดีต ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ จ.ชัยภูมิ เปิดตัว-เดินสายขอคะแนนโหวตเลือกหัวหน้าพรรค ทั้ง จ.พิษณุโลก-สุโขทัย และ จ.สงขลา-นครศรีธรรมราช

สถานีถัดไปของ “หมอวรงค์” ไม่ใช่ตำแหน่งหัวหน้าพรรค เพราะแข่งกับใครแข่งได้ แต่อย่าแข่งกับอภิสิทธิ์ เพราะเรตติ้ง-แบ็กอัพ ทั้งนายชวน หลีกภัย-นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ผู้มีบารมีในพรรค รวมทั้ง “กลุ่มเพื่อนมาร์ค” หรือ “กลุ่ม 35/1” ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมรุ่นผู้สมัคร ส.ส.หน้าใหม่เมื่อปี 2535 อาทิ นายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล อดีต ส.ส.กระบี่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีต ส.ส.พัทลุง นายนิพนธ์ บุญญามณี

นายลาภศักดิ์ ลาภาโรจน์กิจ อดีต ส.ส.สงขลา นายวิรัช ร่มเย็น อดีต ส.ส.ระนอง นายชุมพล กาญจนะ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี นายวิฑูรย์ นามบุตร อดีต ส.ส.อุบลราชธานี และนายศิริศักดิ์ อ่อนละมัย อดีต ส.ส.ชุมพร รวมถึงอดีต ส.ส.ภาคกลางในสังกัดของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตเลขาธิการพรรค

ดังนั้น เป้าหมายของ “หมอวรงค์” คือ คะแนนโหวต-จำนวนมือ ส.ส.ในสภาเพื่อเป็นแต้มต่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ ติดต่อกันอีกสมัย

รปช.-พปชร.นั่งร้านบิ๊กตู่

ขณะที่พรรคตัวยืน 2 พรรค คือ พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และนายสมศักดิ์ เทพสุทิน-นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำกลุ่มสามมิตร

“พรรคสุเทพ” มีฐานเสียงเป็นปึกแผ่นในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี-บริวาร ราว 15 ที่นั่ง ขณะที่ จ.ภาคใต้ตอนบนบางส่วน เช่น จ.ตรัง รปช.วางยุทธศาสตร์เป็นพรรคอันดับที่ 2-3 รองจาก ปชป. เก็บ “คะแนนตกน้ำ” ไว้ใน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4-5 ที่นั่ง รวม 20 ที่นั่ง

ขณะที่พรรคเครือข่าย คสช.-พปชร. เดินเกมดูดอดีต ส.ส.ทุกพรรค-ต่อรองกับรัฐบาล-คสช. จนนายสมคิด-พล.อ.ประยุทธ์ ถีบ-ถอย ดันนายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม-นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์ และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ออกมายืนกลางแจ้ง จน พล.อ.ประยุทธ์ต้องก้าวขาออกมาข้างหนึ่งว่า “สนใจงานการเมือง” แต่ไม่ลาออกจากนายกฯ-หัวหน้า คสช. รอเป็น “นายกฯคนนอก”

พท.ชนะเลือกตั้งแต่ไม่ได้เป็น รบ.

ส่วน พท.แม้จะชนะเลือกตั้งได้เสียงเป็นอันดับ 1 แต่ด้วยกติกาเลือกตั้งใหม่-ระบบนับคะแนนจัดสรรปันส่วนทำให้ไม่มีพรรคใดได้คะแนนเสียงเกินครึ่ง-250 เสียงเป็นรัฐบาลพรรคเดียวได้ และอาจกลับตาลปัตรไม่ได้เป็นรัฐบาล-เป็นฝ่ายค้านเพราะการจะรวบมือพรรคขนาดกลาง-ขนาดเล็กต้องมีต้นทุน-รายจ่ายสูงลิบ

มิหน้ำซ้ำทุกพรรคคงยืนกอดอก-มือล้วงกระเป๋า ไม่กล้าท้าทายกติกาที่ออกแบบมาเป็นมิตรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ขณะที่ พท.จะจับมือ ปชป.-กันนายกฯทหาร เป็นไปได้ยาก

ขณะที่ ปชป. แฟกเตอร์สำคัญ แม้ “อภิสิทธิ์” จะเป็นหัวหน้าพรรคนำทัพโกยคะแนนเสียงเป็นกอบเป็นกำ แต่บรรทัดสุดท้าย อภิสิทธิ์อาจจะไม่ใช่ผู้นำพรรค-นายกฯในบัญชี ที่ถูกชูขึ้นทำเนียบรัฐบาล

หัวทุกหัว-เสียงทุกโหวต จึงไม่ใช่หัวจริง-เสียงจริงที่จะสนับสนุนให้หัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ นอกจาก พล.อ.ประยุทธ์-นายกฯคนนอก