ค่าเงินบาทอ่อนค่า หลังตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐแข็งแกร่ง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน 2561 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (58/11) ที่ 32.83/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/11) ทืี่ 32.80/82 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือนตุลาคม ที่เพิ่มขึ้น 250,000 ตำแหน่ง ซึ่งสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 190,000 ตำแหน่ง โดยอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.7% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2512 และสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ในขณะเดียวกันตัวเลขค่าจ้างงานรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงาน เพิ่มขึ้น 5 เซนต์ หรือ 0.2% ในเดือนตุลาคมหลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนกันยายน เมื่อเทียบรายปี ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงโดยเฉลี่ยของแรงงานเพิ่มขึ้น 3.1% ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ตัวเลขค่าจ้างรายชั่วโมงเพิ่มขึ้นสูงเหนือ 3% หลังจากที่สหรับเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ โดยตัวเลขค่าจ้างรายชั่วดมงนับเป็นข้อมูลที่เฟดให้ความสำคัญเพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ภาวะเงินเฟ้อ ส่งผลให้นักวิเคราะห์เชื่อว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจจะสนับสนุนให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ตัดสินใจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม
นอกจากนี้แล้วนักลงทุนยังคงติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ ในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2561 โดยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ พบว่า พรรครีพับลิกันจะยังคงรักษาอำนาจในวุฒิสภาเอาไว้ได้ ในขณะที่พรรคเดโมแครตจะมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎรเพิ่มขึ้น โดยทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.89-33.00 บาท/ดอลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.96/97 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรวันนี้ (5/11) เปิดตลาดที่ระดับ 1.1393/97 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/11) ที่ 1.1445/49 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ยูโรอ่อนค่าลงภายหลังมีรายงานว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังพิจารณาที่จะปล่อยกู้ระยะยาวรอบใหม่ให้กับธนาคารต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนภาคธนาคารยุโรป โดยการจัดสรรเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำระยะยาว (LTRO) ของ ECB ในครั้งนี้จะเป็นรอบที่สอง หลังจากที่ได้ดำเนินการรอบแรกไปเมื่อปี 2554 ซึ่งเป็นช่วงที่ยุโรปเผชิญวิกฤตหนี้สาธารณะ นอกจากนี้แล้ว ไอเอชเอสมาร์กิต ซึ่งเป็นบริษัทให้บริการข้อมูลทางการเงิน เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขึ้นสุดท้ายของยูโรโซน ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 สู่ระดับ 52.0 ในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 26 เดือน และต่ำกว่าระดับ 53.2 ในเดือนกันยายน โดยดัชนี PMI ยังคงถูกกดดันจากการชะลอตัวของคำสั่งซื้อใหม่ และการจ้างงาน ขณะที่การส่งออกลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปีครึ่ง ส่วนความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1375-1.1397 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1382/87 ดอลลาร์สหรับ/ยูโร
สำหรับค่เางินเยนวันนี้ (5/11) เปิดตลาดที่ระดับ 113.21/24 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (2/11) ที่ 112.838/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ หลังจากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง ประกอบกับนักลงทุนยังคงรอผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ และปัจจัยหนุนจากการเจรจาระหว่างสหรัฐ และจีน โดยนักลงทุนยังคงคาดการณ์ว่าจะได้ข้อตกลงการเจรจาการค้าในการประชุมนอกรอบ G20 ในวันที่ 30 พฤศจิกายน-1 ธันวาคม 2561 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 113.12-113.31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 113.24/28 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ การเลือกตั้งรัฐสภาสหรัฐ (6/11) ปริมาณการสต๊อกน้ำมันดิบของสหรัฐ (7/11) การประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (9/11) ดัชนีราคาผู้ผลิตของสหรัฐ (9/11) แถลงการณ์กรรมการของ FOMC สหรัฐอเมริกา (9/11)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.2/-2.1 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.0/-0.02 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ