ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. 2561 “หัวเว่ย เทคโนโลยี่” เปิดตัว “CloudLink” ระบบการประชุมทางไกลเทเลเพรสเซนส์รุ่นใหม่ (Telepresence) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ CloudLink Board และ CloudLink Box Board เพื่อทำตลาดในประเทศไทย หลังจากทยอยเปิดตัวแล้วในหลายประเทศ
นายต๋ง อู่ รองประธานบริหาร ฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์สื่อสารคลาวด์ระดับองค์กร และฝ่ายขายโซลูชั่น กลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ ของหัวเว่ย เปิดเผยว่า “CloudLink” ของหัวเว่ย มีจุดเด่นที่เป็น All-in-One Collaborative Telepresence จึงช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนาระบบสื่อสารภายในไปสู่ยุคสำนักงานอัจฉริยะ ด้วยความแตกต่างและโดดเด่นกว่าคู่แข่งในตลาด ทั้งที่เป็นการใช้งานแบบ All-in-One ลดความซับซ้อนของระบบ และการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาสร้างระบบการทำงานแบบอัจฉริยะ ช่วยให้การสื่อสารลื่นไหล และลดต้นทุนกว่าระบบ Telepresence เดิมได้มากกว่า 20%

พร้อมสร้างตัวช่วยที่มีประสิทธิภาพในการรองรับการประชุมทางไกลเสมือนที่สามารถโต้ตอบและแชร์ไอเดียด้วย “CloudLink Board” จอภาพทัชสกรีนคมชัดระดับ 4K กล้องแบบ Ultra HD 5K เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมแต่ละฝั่งสามารถแชร์ไอเดีย ส่งผ่านข้อมูลผ่านหน้าจอระหว่างกันได้อย่างชัดเจน ทั้งใช้ AI ในการจับเสียง จับภาพ พร้อมจดจำใบหน้าระบุตัวตนผู้เข้าร่วมประชุมได้ และยังมีระบบแปลภาษาอัตโนมัติ ลดอุปสรรคในการสื่อสาร และยังมีรูปแบบการดีไซน์อุปกรณ์ที่ทันสมัย สร้างความรู้สึกที่เฟรนด์ลี่และโมเดิร์นให้กับพื้นที่สำนักงาน
โดยมีตลาดภาคการศึกษาและการแพทย์-สุขภาพ เป็นเป้าหมายในทำตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของของผลิตภัณฑ์กลุ่ม Telepresence ระบบเดิมในประเทศไทย ประเมินว่าน่าจะอยู่ที่ราว 50 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่สำหรับระบบ Telepresence ใหม่ที่พัฒนาขึ้นนี้น่าจะยิ่งทำให้มูลค่าตลาดรวมเพิ่มสูงขึ้นไปอีก

“ในประเทศไทยยังไม่ได้มีการสำรวจเก็บสถิติที่ชัดเจน แต่ในจีน หัวเว่ยเป็นเบอร์ 1 ในตลาด Telepresence และเป็นเบอร์ 3 ในตลาดโลก มั่นใจว่า ด้วยจุดเด่นจะทำให้ก้าวขึ้นเป็นเบอร์ 1 ในไทยเร็วๆ นี้”
ด้านนายอภิวัฒน์ บัญชาจารุรัตน์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและโทรคมนาคม การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยว่า กฟภ. ได้ติดตั้งระบบ “CloudLink” ของหัวเว่ยเมื่อต้นปีที่ผ่านมาในกว่า 200 สำนักงานของ กฟภ. 74 จังหวัด พบว่า สามารถลดต้นทุนทั้งค่าเดินทาง เบี้ยเลี้ยง ที่พัก ในการเดินทางเข้าร่วมประชุมต่างๆ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ได้กว่า 35 ล้านบาท ซึ่งเมื่อประเมินแล้วคาดว่าจะสามารถคืนทุนจากการติดตั้งระบบนี้ได้ภายใน 1 ปี 6 เดือน เร็วกว่าแผนเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลา 4 – 5 ปี