ทุกกปีที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะจัดสัมมนา “BOTPress Trip” ขึ้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของทาง ธปท. ในการดำเนินนโยบายต่าง ๆ แก่สื่อมวลชน ซึ่งปี 2561 นี้ จัดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น ระหว่างวันที่ 21-2 3 ธ.ค.ที่ผ่านมา หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี
โดย “วิรไท สันติประภพ” ผู้ว่าการธปท.บอกว่า ในปี 2562 มีอีกหลายเรื่องที่ ธปท.ต้องเดินหน้าต่อตามแผนรอบยุทธศาสตร์ระยะ 3 ปี (ปี 2560-2562) เริ่มจากงานด้านเสถียรภาพระบบเศรษฐกิจการเงิน ที่ในระยะ 1 ปีข้างหน้าจะเต็มไปด้วยความผันผวน จะต้องผสมผสานเครื่องมือนโยบาย วิเคราะห์ข้อต่อสำคัญในระบบการเงิน การดูแลให้ระบบเศรษฐกิจสามารถรองรับความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน และสร้างความเป็นเลิศด้านวิจัย
“บริบทที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยสังคมโลก ทำให้งานของ ธปท. ในอีก 1 ปีข้างหน้า กว้างขึ้น ยากขึ้น และต้องทำให้เร็วขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในเศรษฐกิจโลกเราก็ต้องเผชิญกับการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น ทั้งประเทศอุตสาหกรรมหลักไปจนถึงกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ สัปดาห์ก่อน นอกจากเราปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย คืนนั้นธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก็ปรับขึ้นดอกเบี้ย สวีเดนก็ปรับขึ้นในวันถัดไป เม็กซิโกก็ปรับขึ้นฉะนั้นสภาพคล่องในระบบการเงินโลกกำลังค่อย ๆ ปรับลดลง”
และในปีหน้าสงครามการค้าก็ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนและมีผลกว้างไกลในระยะยาว ไม่ใช่แค่การต่อสู้กันเพื่อแก้ปัญหาขาดดุลของสหรัฐเท่านั้น แต่เป็นปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ด้วย
“ปีหน้าเราก็จะเข้าสู่บรรยากาศการเลือกตั้ง ก็เป็นอีกความไม่แน่นอนที่จะมีผลต่อการลงทุน และในแง่นโยบายรัฐบาลที่ต้องดูความต่อเนื่อง เป็นจุดที่เราต้องจับตา เพราะอาจจะมีผลต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย”
ขณะที่ในสภาพสังคมเศรษฐกิจไทยที่มีความเหลื่อมล้ำสูงขึ้น ธปท.ก็จะปรับจากเดิมที่ดูแลเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นหลัก หันไปให้ความสำคัญกับการกระจายผลประโยชน์ การกระจายผลของนโยบายต่าง ๆ สู่คนกลุ่มต่าง ๆ มากขึ้น
นอกจากนี้ การรับมือการปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรงของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก ต้องบูรณาการ ทำงาน แลกเปลี่ยนข้อมูล และหาทางออกร่วมกับหลายหน่วยงาน โดยในส่วนของ ธปท.ที่ผ่านมา ได้ตั้งฝ่ายงานด้าน data analytics ขึ้น นอกจากนี้ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ยังได้ตั้งฝ่ายงานใหม่ขึ้นมาอีก ได้แก่ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ
“ธปท.จะสนใจเฉพาะเรื่องนโยบายการเงิน เศรษฐกิจมหภาคในภาพใหญ่อย่างเดียวไม่ได้ เพราะเศรษฐกิจไทยกำลังเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง”
ทั้งนี้ ในการเตรียมรับมือความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่ผ่านมา ธปท.ได้ร่วมมือต่อต้านภัยไซเบอร์ โดยจัดตั้ง “Thailand Banking Sector CERT (ศูนย์ประสานงานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศภาคการธนาคาร) ร่วมกับสมาคมธนาคารไทย ซึ่งปีหน้ายังต้องทำอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ปีที่ผ่านมา ได้มีการนำภาคการเงินของไทยเข้าสู่การประเมินในโครงการประเมินภาคการเงิน (FSAP) หลังจากไทยไม่ได้เข้าประเมินมา 10 ปี ซึ่งประเมินรอบแรกเมื่อเดือน พ.ย. และรอบที่ 2 จะประเมินช่วงเดือน ก.พ. 2562
“การที่เรานำระบบการเงินไทยเข้าสู่การประเมินของธนาคารโลก และ IMF ทำให้เราต้องเตรียมตัวเยอะ ปิดช่องโหว่ที่เคยมี แต่ก็ทำให้เรามั่นใจว่าระบบการเงินของเราสามารถทนต่อความผันผวนของปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ในอนาคตได้”
“วิรไท” บอกว่า ปัจจุบันความเสี่ยงของสถาบันการเงิน เกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในโลกยุคใหม่ที่ผันผวนมากขึ้น โดยเฉพาะความเสี่ยงทางด้านการตลาด (market risk) ดังนั้น การกำกับดูแลจะต้องเท่าทัน
ซึ่งทาง ธปท.มีแนวคิดการตรวจสอบการกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่อาจสร้างความเปราะบางให้แก่ระบบเศรษฐกิจ ในปีหน้าจะเข้าไปดูแลมากขึ้น ขณะที่เรื่องสหกรณ์ ยังเป็นอีกจุดที่ ธปท.กังวล อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ร่างกฎหมายสหกรณ์ที่มีการปรับปรุงเกณฑ์การกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนได้ผ่านสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว
“เมื่อก่อนเวลาที่เราตรวจธนาคารพาณิชย์เราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปนั่งที่ธนาคาร ถ้าแบงก์ใหญ่ก็ใช้เวลาถึง 40-50 วัน แต่ขณะนี้โลกยุคใหม่มีข้อมูลที่เราเข้าถึงได้ทุกวัน ไหลเข้ามาสู่ ธปท.ได้ทุกวัน เราคำนวณความเสี่ยงต่าง ๆ ได้ทันที แล้วก็ใช้กลไลต่าง ๆ ทั้ง data analytics รวมถึง machine learning ทำให้เราเห็นความเสี่ยงได้ชัดเจน ตรวจได้ตรงประเด็นมากขึ้น”
ด้านการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (มาร์เก็ตคอนดักต์) ในปีหน้า ธปท.จะออกมาตรการกำกับ “สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ” และออกเกณฑ์กำกับเกี่ยวกับการให้บริการ “โมบายแบงกิ้ง” ส่วนด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ที่มีการจัดตั้ง “คลินิกแก้หนี้” ขึ้นมา ขณะนี้ร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์ ที่จะทำให้คลินิกแก้หนี้ขยายไปสู่หนี้ของผู้ให้บริการที่ไม่มีสถาบันการเงิน (น็อนแบงก์) ได้ด้วย ผ่านวาระแรกของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ไปแล้ว จึงเชื่อว่าถ้าแก้ไขได้เสร็จในอีกราว 1 เดือนข้างหน้า ก็จะตอบโจทย์ประชาชนได้มากขึ้น
“เมธี สุภาพงษ์” รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า ในด้านการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนในปีหน้า ธปท.จะมีวิธีในการบริหาร 3 แนวทางด้วยกัน คือ ดูแลให้อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ให้ตลาดสามารถปรับตัวได้ด้วยตัวเอง ขณะเดียวกัน ก็ทำให้กฎเกณฑ์การแลกเปลี่ยนเงินมีความคล่องตัวมากขึ้น สะดวกขึ้น
“อะไรที่จะไปดูดเงินจากต่างประเทศเข้ามาโดยไม่จำเป็น เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่ต้องการเงินตราต่างประเทศมากเท่ากับในอดีตแล้ว เราก็จะให้ทางเอกชนสามารถถือครองเงินตราต่างประเทศได้มากขึ้น แล้วก็สร้างระบบนิเวศด้านระบบเงินตราต่างประเทศให้มีความคล่องตัว ใครที่อยากป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะเอสเอ็มอีก็จะสามารถทำได้โดยสะดวก และมีต้นทุนต่ำ ทั้งหมดนี้ก็จะช่วยทั้งตัวธุรกิจเองและ ธปท.ด้วย”
“รณดล นุ่มนนท์” รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท. บอกว่า ในปีหน้า เกณฑ์กำกับตรวจสอบต่าง ๆ จะเข้มข้นมากขึ้น อย่างการเข้าไปประเมินความเสี่ยงวัฒนธรรมองค์กรที่จะมีเครื่องมือเข้ามาช่วยมากขึ้น ส่วนการป้องกันภัยไซเบอร์ก็จะประสานกับธนาคารกลางของประเทศในภูมิภาคมากขึ้น
ด้าน “ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน” รองผู้ว่าการด้านบริหาร ธปท. กล่าวว่า ธปท.ต้องเตรียมวางตัวผู้บริหารเพื่อสืบทอดตำแหน่งสำคัญ ๆ เพราะในอีก 5 ปีข้างหน้า ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการขึ้นไปจะเกษียณอายุ 44 คน ในจำนวนนี้เป็นระดับผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท.ขึ้นไปถึง 11 คน จากทั้งหมด 17 คน ซึ่งจะมีทั้งการเปิดโอกาสให้คนในและเปิดรับคนนอกที่มีความรู้ ความสามารถเข้ามาด้วย
ทั้งหมดนี้ คือภาพการทำงาน และบทบาทของ ธปท.ในปีหน้า ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการปรับตัว เพื่อให้ทันกับบริบทโลกที่เปลี่ยนไปและผันผวนมากขึ้นทุกวัน
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
