ภารกิจ 5 ขุนพล KBANK ชูธงรบฝ่าสนามดิจิทัลแบงกิ้ง
ปีนี้คงเป็นอีกปีของธุรกิจธนาคารยุคใหม่ ที่ยังต้องปรับตัวให้เท่าทันกับคลื่น disrupt ที่ท้าทายตลอดเวลา เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 62 ธนาคารกสิกรไทย หรือ KBANK ได้ออกมาประกาศยุทธศาสตร์ปีนี้ จะเป็นปี “A Year of I” ซึ่ง 5 ขุนพล ออกมาเปิดแผนการต่อสู้ครั้งสำคัญ เพื่อเพิ่มความแกร่งทั้งในประเทศและพร้อมขยายสู่ต่างประเทศ
เริ่มต้นที่ I แรก คือ incorporate โดย “ปรีดี ดาวฉาย” กรรมการผู้จัดการเคแบงก์ กล่าวฉายภาพก้าวต่อไปของเคแบงก์ว่า เนื่องจากธนาคารนี้มีขนาดสินทรัพย์ราว 3 แสนล้านบาท ซึ่งก็มี 4 เอ็มดีใหญ่ (กรรมการผู้จัดการใหญ่) และ 1 ประธาน KBTG (กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป) คนใหม่ ถ้าทำหายไป ก็เฉลี่ยร่วมกันรับผิดชอบคนละ 6 แสนล้านบาท จากพฤติกรรมของลูกค้าและเทคโนโลยี ที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ทำให้แข่งขันเข้มข้นมากขึ้น และไม่ใช่เฉพาะธนาคารพาณิชย์ด้วยกันเอง แต่ยังมีผู้เล่นใหม่ ๆ หรือ nonbank ผุดขึ้นมาแย่งรายได้จากธนาคารไปอีก ดังนั้น จะให้บริการทางธุรกิจเพียงธนาคารเดียวลำพัง คงไม่ได้อีกต่อไป
ปัจจุบัน มีโครงสร้างพื้นฐานที่ร่วมกันทำ ทำให้มีคนใช้ “พร้อมเพย์” 46.5 ล้านไอดี และมีปริมาณธุรกรรมกว่า 4.5 ล้านรายการต่อวัน ในอีก 2 ปีข้างหน้า พร้อมเพย์จะถูกพัฒนาเพื่อใช้สแกน QR code ในต่างประเทศ
และอีกบริการสำคัญที่จะเกิดขึ้นเร็ว ๆ นี้ คือ การนำ “blockchain” ให้บริการหนังสือค้ำประกัน (letter of guarantee) และบริการรับรองเอกสารทางการศึกษา (e-Transcript) รวมถึงได้เห็น “white label ATM” ที่อยู่กำลังจัดการเรื่องต่าง ๆ ให้ลงตัว ส่วนโครงการยืนยันตัวตนผ่านระบบออนไลน์ หรือ “NDID” ที่อยู่ในการทดสอบ sandbox ของ ธปท. อีกไม่นานก็จะออกมา ก็จะทำให้ต่อไปลูกค้าสามารถเปิดบัญชีเงินฝาก การขอสินเชื่อ บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ ทำได้โดยไม่ต้องไปแสดงตัวตนที่สาขาแบงก์
ส่วน I ที่สอง คือ insight ซึ่ง “ขัตติยา อินทรวิชัย” กรรมการผู้จัดการแบงก์นี้ กล่าวว่า ในยุคของ “พลังข้อมูล” ธนาคารจะต้องเอาข้อมูลที่มีมากมายนี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจและลูกค้า ซึ่งจะสามารถออกแบบบริการให้เฉพาะลูกค้ารายคน
และด้วยความพร้อมของฐานข้อมูลของธนาคาร ทำให้สามารถพัฒนาการปล่อยกู้จากฐานข้อมูล (data driven lending) ให้แก่กลุ่มคนรายได้น้อย หรือคนไม่มีเอกสารด้านรายได้ ดูความขยันของเขา ที่จะสะท้อนถึงการสร้างรายได้ ซึ่งพฤติกรรมต่างๆ ใช้ประกอบการพิจารณาการให้สินเชื่อได้ ก็จะทำให้กลุ่มคนเหล่านี้สามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้มากขึ้น ซึ่งธนาคารก็คาดว่าจะใช้ดาต้าช่วยปล่อยกู้ในปีนี้ได้ถึง 3 หมื่นล้านบาท โดยมีแผนจะขยายไปสู่สินเชื่อบ้าน สินเชื่อเอสเอ็มอีด้วย
พร้อมกับตั้งเป้าหมายในปี 2563 ว่า จะเห็นธนาคารมีรายได้ 50% ของรายได้รวม ที่เกิดจากการใช้ข้อมูล ทั้งการวิเคราะห์ รายงาน วางแผน หรือตัดสินใจ แม้วันนี้จะทำได้เพียง 5% ก็ตาม
“ขัตติยา” กล่าวถึงการปรับโครงสร้างองค์กรว่า จะมี 3 ด้าน คือ กลุ่มงานยุทธศาสตร์ ที่จะเน้นนำข้อมูลมาสร้างประโยชน์ให้แก่ธนาคาร, การรวมทีมการขายและบริการเป็นทีมเดียวกัน เพื่อช่วยกันคิดที่จะตอบโจทย์ลูกค้ารายบุคคล, ทีมผลิตภัณฑ์ทางการเงิน จะมุ่งเสนอนวัตกรรมบริการ ส่วนสาขาของธนาคารจะให้เหลือราว 900 แห่ง จากปัจจุบัน 985 แห่ง และจะไม่มีการปลดพนักงาน แต่จะ reskill พนักงานขึ้นมาทำหน้าที่แนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงิน
มาที่ I ที่สาม คือ ignite ซึ่งเอ็มดีคนที่ 3 “พิพิธ เอนกนิธิ” กล่าวว่า บนโลกที่ไม่มีความแน่นอน ธนาคารมองว่าทุกคนแข่งขันกันได้ และเป็นพันธมิตรกันได้ ดังนั้น เป้าหมายของธนาคารจะมองหาโอกาสความร่วมมือแลกเปลี่ยนกับพันธมิตรต่าง ๆ โดยเฉพาะกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) เนื่องจากมีศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจที่คาดว่าภายในปี 2573 กลุ่ม CCLMVI จะมี GDP ใหญ่กว่าไทยถึง 41 เท่า และมีประชากรรวมมากกว่าไทยถึง 28 เท่า
“ธนาคารมีบริษัท KVision ที่เป็นบริษัทลูกของธนาคาร ที่จะเข้าไปลงทุนในฟินเทค หรือสตาร์ตอัพ ข้ามประเทศ ข้ามอุตสาหกรรม เพื่อเข้าสู่ตลาด CCLMVI ด้วยเงินลงทุนกว่า 8 พันล้านบาท โดยได้จัดตั้ง innovation lab ขึ้นใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อิสราเอล จีน อินโดนีเซีย และเวียดนาม
“พิพิธ” ได้ตั้งเป้าหมายว่า รายได้จากธุรกิจต่างประเทศจะเติบโตได้ 8 เท่าภายใน 3 ปีข้างหน้านี้ จาก 1 พันล้านบาท เป็น 8 พันล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในยุคเศรษฐกิจผสานมิติ (augmented economy) โดยจะเชื่อมโยงลูกค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคใน CCLMVI 3 กลยุทธ์ อาทิ ให้คำแนะนำและเชื่อมโยงพันธมิตรท้องถิ่น การนำระบบดิจิทัลในการชำระราคาสินค้า ซึ่งเริ่มที่ สปป.ลาวและกัมพูชา การสร้างแพลตฟอร์มชำระเงินแห่งภูมิภาค ซึ่งเริ่มจากโครงการ QR KBank แอปฯกระเป๋าออนไลน์สำหรับชาวเวียงจันทน์ โดยปีนี้ตั้งเป้ามีธุรกรรมประมาณ 2 ล้านรายการ มูลค่ากว่า 15 ล้านบาท
ฟากเอ็มดีน้องใหม่ “พัชระ สมะลาภา” พูดถึงภารกิจ I ตัวที่สี่ คือ integrate ว่า ด้วยการแข่งขันที่เข้มข้น และดิจิทัลแบงกิ้ง นำไปสู่การยกเลิกค่าธรรมเนียม (ค่าฟี) ปีนี้ ภารกิจที่สำคัญ คือ การผนึกพันธมิตรบนแพลตฟอร์มขยายฐานลูกค้าในทุกมิติไร้รอยต่อ ไม่ว่าจะผ่าน K+ หรือเชื่อมต่อแพลตฟอร์มอื่น ๆ ในโลกโซเชียล แชต ช็อปปิ้ง ฯลฯ การเดินหน้าธุรกิจหารายได้ใหม่แทนค่าฟีที่ลดลง โดยจะเดินหน้าการปล่อยสินเชื่อผ่านดิจิทัลให้แก่ลูกค้าบุคคลที่ปัจจุบันมีผู้กู้ยืมราว 31.3 ล้านราย ขณะที่มีมาร์เก็ตแชร์ 7% ก็จะเพิ่มเป็น 16% ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ใหม่
ปีนี้เป้าหมายทางการเงินของธนาคาร ด้านการเติบโตของสินเชื่อรวมอยู่ที่ 5-7% แบ่งเป็น สินเชื่อธุรกิจบรรษัท โต 3-5% ซึ่งในส่วนนี้คงยากที่จะปรับดอกเบี้ยกู้ในกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ เพราะมีการแข่งขันกันสูงมาก ส่วนสินเชื่อเอสเอ็มอีโต 2-4% และสินเชื่อรายย่อยโต 9-12% อัตราส่วนผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ 3.3-3.5% รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย “ลดลง” 5-7% ขณะที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) 3.3-3.7% และปีนี้จะเห็นการตั้งสำรองที่ลดลงจากปีก่อน
“ปีนี้คงไม่ได้ต้องปรับตัวหนักเหมือนปีที่แล้ว แต่จะเป็นปีที่เราเน้นต่อยอดสิ่งที่ปีที่แล้วได้ทำเดินต่อไปข้างหน้า”
มาที่ภารกิจสุดท้าย “innovate” โดย “เรืองโรจน์ พูนผล” หรือ “กระทิง” ประธาน KBTG เล่าว่า ปีนี้จะใช้งบฯลงทุนราว 5 พันล้านบาท ในการพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีและบุคลากร พร้อมกับชู 3 แนวคิดเทคโนโลยี ได้แก่ 1.นวัตกรรมใหม่ “cognitive banking” หรือธนาคารอัจฉริยะ ที่จะพัฒนาให้ไปไกลกว่าการเป็นเพียงธนาคาร หรือแพลตฟอร์มบนโทรศัพท์มือถือ 2.แนวคิด “augmented intelligence (AI)” ที่ต้องมีบุคคลากรที่มีประสบการณ์ ความรู้ความเข้าใจ และ 3. “inclusive innovation” นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุน การให้ทุกคนเข้าถึงบริการธนาคารได้
“ปีนี้เราตั้งเป้าว่าอย่างน้อยต้อง 1 ใน 5 ขององค์กรเทคโนโลยี (tech organization) ในประเทศไทย ส่วนปีหน้าตั้งเป้าขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง และในปี 2564 จะต้องขึ้นไปอยู่ในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ให้ได้”
นี่คือภารกิจ ของ 5 ขุนพลธนาคารกสิกรไทย ที่จะต้องขับเคลื่อนไปร่วมกันในปีนี้
ไม่พลาดข่าวสารเศรษฐกิจ เจาะลึกทุกประเด็นทั้งภาครัฐ-เอกชน เพิ่มเราเป็นเพื่อนที่ Line ได้เลย พิมพ์ @prachachat หรือ คลิกลิงก์ https://line.me/R/ti/p/@prachachat ![]()
หรือจะสแกน QR Code ในรูป เราพร้อมเสิร์ฟข่าวเศรษฐกิจ-ธุรกิจถึงมือผู้อ่านทันที!
