ลากยาวออกไปอีก 6 วันจากการที่กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. …ขอถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกจากวาระการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) วาระ 3 ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เพื่อทบทวนปรับแก้เนื้อหาอีกครั้ง หลังเกิดกระแสท้วงติงจากภาคเกษตรกรและชาวนา ก่อนจะเสนอต่อที่ประชุม สนช.อีกครั้ง ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์นี้
จังหวะในการพิจารณาผ่านร่าง พ.ร.บ.ข้าวครั้งนี้ อยู่ในช่วงที่อ่อนไหวและสัมพันธ์กับการเมือง โดยล่าสุดนายพิชัย นริพทะพันธุ์ ประธานคณะทำงานเศรษฐกิจพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) ออกมาเสนอให้ สนช.เลื่อนการพิจารณา
กฎหมายนี้ออกไปหลังการเลือกตั้ง เพื่อให้รัฐสภาใหม่เป็นผู้พิจารณาอย่างละเอียด เพราะเกรงว่ากฎหมายอาจกระทบกับชาวนา และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางธุรกิจ จะเห็นว่าการผ่านหรือไม่ผ่านกฎหมายไม่ใช่เพียงจะเป็นการวางเดิมพันอนาคตชาวนาและอุตสาหกรรมข้าวไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นเดิมพันอนาคตของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่เสนอชื่อบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีด้วย
ประมวลปมค้าน
ที่มาที่ไปของร่างกระบวนการยกร่างกฎหมายนี้ถือเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกวิจารณ์อย่างมาก เพราะกฎหมายถูกยกร่างขึ้นโดยสมาชิกสนช. 26 คนนำโดย “นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ” สมาชิก สนช. ซึ่งสนช.ท่านนี้คืออดีตประธานเครือข่ายชาวนาภาคเหนือที่เคยนำกลุ่มชาวนามาประท้วงเรียกร้องเงินจำนำข้าวที่กระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2557 ได้ร่วมกันเสนอร่างนี้ช่วงเดือนสิงหาคม 2561 ไม่ใช่การร่างผ่านหน่วยงานราชการที่รับผิดชอบเรื่องข้าวอย่างที่ผ่านมา และหลังจากแก้ไขหลายครั้ง สนช.ชุดดังกล่าวก็เสนอต่อที่ประชุม สนช.วาระ 1 ผ่านไปเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2561
โดยคณะ สนช.ให้เหตุผลว่า ต้องการกลไกบริหารจัดการข้าวทั้งด้านการผลิตและด้านการตลาดให้สอดคล้องกันทั้งระบบ การพัฒนาด้านการตลาดแข่งขัน และการรวมกลุ่มของชาวนาเพื่อสร้างความเข้มแข็ง แต่หากพลิกดูสาระทั้งหมด 37 มาตรา 6 หมวดของกฎหมายฉบับนี้จะเห็นว่ามุ่งกำกับดูแลเพียงขั้นต้นน้ำ-กลางน้ำ คือ กระบวนการรับรองพันธุ์ข้าว การรับซื้อข้าวเปลือก แต่ไม่ได้ครอบคลุมถึงปลายน้ำ “กระบวนการรับซื้อข้าวสาร” ซึ่งไม่ตอบโจทย์เรื่องการดูแลห่วงโซ่อุตสาหกรรมข้าว
ยกเครื่อง นบข.
อย่างไรก็ตาม จุดเด่นเดียวที่เห็นชัด คือ การยกฐานะให้มีกฎหมายรองรับ “คณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.)” หรือที่ตามร่างครั้งแรก
เรียกว่า “คณะกรรมการข้าว” หรือ คกข. จากเดิมที่ นบข.จะถูกแต่งตั้งตามมติคณะรัฐมนตรีไม่มีกฎหมายรองรับ ทั้งที่ต้องกำหนดนโยบายเกี่ยวข้องกับชาวนา โรงสี ผู้ส่งออก และผู้บริโภค
ทั้งนี้ องค์ประกอบ นบข. 12 คนยังคงคล้ายชุดปัจจุบัน คือ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน แต่กำหนดให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกันเป็นฝ่ายเลขานุการร่วมกัน
ต่างจาก นบข.ปัจจุบันมีปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นเลขานุการคนเดียว และที่สำคัญได้เปิดโอกาสให้มีตัวแทนสมาคมผู้ส่งออก-โรงสี-ชาวนาทั้ง 4 กลุ่ม และผู้ทรงคุณวุฒิอีก 3 คนเข้าร่วม
และจะเห็นว่า กฎหมายให้อำนาจ “กระทรวงพาณิชย์” และ “กระทรวงเกษตรและสหกรณ์” บังคับใช้กฎหมายคู่ขนานกันไป โดยวางโครงสร้างเป็นคณะอนุกรรมการด้านการตลาดให้รมว.พาณิชย์ และคณะอนุกรรมการด้านการผลิต ให้ รมว.เกษตรและสหกรณ์เป็นประธาน ซึ่งไม่ต่างจาก นบข.เดิม โดยทั้ง 2 ชุดต้องทำนโยบายเสนอ นบข. เพื่อรายงานให้ ครม.ทราบ

โรงสีค้านออกใบรับซื้อ
ขณะที่ “ข้อท้วงติง” จาก “สมาคมโรงสีข้าวไทย” มาจาก “มาตรา 20 และบทลงโทษที่รุนแรง” กล่าวคือ กฎหมายกำหนดให้ผู้รับซื้อข้าวเปลือก ออกใบรับซื้อข้าวเปลือกทุกครั้ง และรายงานต่อกรมการข้าว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังการซื้อขายข้าวเปลือกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หากโรงสีไม่ออกใบรับซื้อจะมีโทษปรับ 20,000 บาท (ร่างแรกปรับ 50,000 บาท จำคุก 2 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ) หรือกรณีที่โรงสีออกใบรับซื้อเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง มีโทษปรับ 1 แสนบาท จำคุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ
แหล่งข่าวจากวงการโรงสีระบุว่า ประเด็นนี้ในทางปฏิบัติทำยากและเสี่ยงมาก เพราะขั้นแรกชาวนาขายข้าวเปลือกต่อให้พ่อค้ารวบรวมมาส่งโรงสี เท่ากับต้องออกใบรับซื้อ 2 ขั้นตอน เพื่อส่งให้กรมการข้าวไปทำฐานข้อมูล big data ถือเป็นความยุ่งยาก ไม่ใช่การอำนวยความสะดวกต่อระบบการค้าเสรี ขณะเดียวกันหากสังเกตจะเห็นว่าในขั้นการจำหน่ายข้าวสารจากโรงสีขายข้าวสารให้ผู้ส่งออก กลับไม่มีข้อกำหนดให้ผู้ส่งออกออกใบรับซื้อข้าวสารจากโรงสีเลย จึงไม่อาจเรียกว่าดูแลทั้งระบบได้
กฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ เรียกข้อมูล อายัดสินค้า หากเจ้าหน้าที่ตีความว่าโรงสีซื้อขายข้าวเปลือกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย หรือแจ้งใบรับซื้อเท็จ
“ในทางปฏิบัติชาวนาไม่ได้ขึ้นทะเบียนทั้งหมด เราไม่รู้ว่าชาวนาปลูกข้าวพันธุ์อะไรมาขาย หากชาวนานำข้าวพันธุ์ที่ไม่ได้รับการรับรอง เช่น ไรซ์เบอรี่ หรือข้าวที่ลักลอบนำเข้าอย่างจัสมิน 85 มาขายให้โรงสี แล้วแจ้งเป็นพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง เท่ากับโรงสีออกใบรับซื้อเท็จ ซึ่งประเด็นเสี่ยงที่เจ้าหน้าที่รัฐอาจจะใช้เป็นช่องทางแสวงหาประโยชน์ในอนาคต”
ปมเมล็ดพันธุ์ขัดวิถีชุมชน
ขณะที่เกษตรกรแสดงความกังวลเรื่องการจำคุก และปรับชาวนา ที่นำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัดสรรไว้หลังเก็บเกี่ยวมาขายกันในหมู่ชาวนาจะมีความผิดตามมาตรา 27 (1) และ (3) กำหนดเรื่องการตรวจสอบและรับรองพันธุ์ข้าว เพื่อส่งเสริมคุณภาพพันธุ์ที่ดี เขียนในลักษณะว่าจะต้องได้รับการรับรองจากกรมการข้าวเท่านั้นจึงจะจำหน่ายจ่ายแจกได้ และจึงจะได้รับมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาล
หากผู้ค้าเมล็ดพันธุ์โดยไม่รับอนุญาต (ชาวนาแอบขายข้าวเปลือก)หรือแม้แต่ผู้ตรวจสอบเมล็ดพันธุ์ ก็ต้องระวางโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท ไม่เพียงเท่านั้น หากผู้ใดให้ทรัพย์สินหรือเงินกับผู้ตรวจสอบเมล็ดพันธุ์จะมีโทษเพิ่มขึ้น 2 เท่า
โยงนโยบายหาเสียง
อย่างไรก็ตาม ประเด็นทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อถกเถียงกันถึงผลกระทบที่จะตามมาในทางปฏิบัติทั้งห่วงโซ่การผลิต แต่ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาเป็นอย่างไร ประเด็นนี้จะถูกนำไปเทียบโยงกับ “นโยบายหาเสียงเรื่องข้าว” ของ 5 พรรคการเมืองหลักที่ชูนโยบายนี้อย่างโดดเด่น อาทิ พรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบายแบ่งกำไรให้ชาวนา สัดส่วน 75-15-10 พรรคประชาธิปัตย์ชูการหันกลับมาใช้นโยบายประกันรายได้อีกครั้ง และพรรคเพื่อไทย ซึ่งแม้ว่าจะไม่ได้ออกนโยบายจำนำทุกเม็ดแต่ก็ให้น้ำหนักเรื่องการเพิ่มราคาข้าวให้สูงขึ้น และเพิ่มค่าจำนำยุ้งฉาง ดังนั้น เดิมพันนี้จึงไม่ใช่แค่อนาคตชาวนา แต่ยังหมายถึงอนาคต พปชร.ด้วย