ความไม่แน่นอนในการเจรจาว่าด้วยเรื่อง “เบร็กซิต” ระหว่างอังกฤษกับสหภาพยุโรป (อียู) สร้างความปั่นป่วนในหลายธุรกิจให้ตัดสินใจย้ายออกจากอังกฤษ โดยเฉพาะธุรกิจการเงินและยานยนต์ ขณะที่เมื่อ 23 ก.พ.ที่ผ่านมา “เทเรซา เมย์” นายกรัฐมนตรีหญิงแห่งลอนดอน ยืนยันว่ามีโอกาสที่การเบร็กซิตจะยิ่งล่าช้า อย่างไรก็ตาม “รอยเตอร์สโพล” พบว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะทำให้ “ตลาดที่อยู่อาศัย” ของอังกฤษ ราคาดิ่งลง ประกอบกับที่เงินปอนด์อ่อนค่า ยิ่งเป็นอานิสงส์ทำให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปซื้ออสังหาฯในอังกฤษมากขึ้น
รอยเตอร์ส รายงานอ้างข้อมูลของ “รอยเตอร์สโพล” ที่ทำการสำรวจมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญในวงการอสังหาริมทรัพย์ 25 ราย ระหว่างวันที่ 13-20 ก.พ.ที่ผ่านมาเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาที่อยู่อาศัยในอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่มองว่า หากสหราชอาณาจักร (ยูเค) ที่มีอังกฤษเป็นหัวขบวนนำทีม และสหภาพยุโรป (อียู) ล้มเหลวในการทำข้อตกลงร่วมกัน หรือส่งสัญญาณเลื่อนการเบร็กซิตออกไป เป็นไปได้ว่าในช่วง 6 เดือนแรกหลังจากวันที่ 29 มี.ค. ราคาบ้านและที่อยู่อาศัยในอังกฤษ ยกเว้น “ลอนดอน” จะลดลงราว 1-2% ส่วนในกรุงลอนดอน ในฐานะศูนย์กลางการเงินของโลก จะร่วงลงอย่างน้อย 3%
นายโทนี่ วิลเลียมส์ จากบริษัท Building Value ผู้ให้บริการคำปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ในรัฐโอไฮโอ กล่าวว่า กรณี “เลวร้ายที่สุด” คือ เกิดการเบร็กซิตแบบ nodeal หรือไม่มีข้อตกลงร่วมกันทุกทาง อาจส่งผลทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในอังกฤษ โดยเฉพาะในลอนดอน ปรับลดลงมากถึง 10%
ทั้งนี้ ราคาบ้านในอังกฤษลดลงอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่มีการทำประชามติการแยกตัวออกจากอียู ในเดือน มิ.ย. 2016 ที่ผ่านมา โดย “Rightmove”
ผู้ให้บริการข้อมูลอสังหาฯในอังกฤษระบุว่า ราคาบ้านในอังกฤษปรับตัวลดลงอย่างชัดเจนช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยเมื่อปี 2017 ราคาที่อยู่อาศัยลดลงราว 0.5% ส่วนปี 2018 ราคาบ้านลดลงประมาณ 0.8% มาอยู่ที่เฉลี่ย 300,715-466,988 ปอนด์ ซึ่งราคาบ้านในกรุงลอนดอนเคยมีราคาสูงสุดเกือบ 700,000 ปอนด์ หลังจากผ่านพ้นช่วงวิกฤตการณ์ในปี 2009
“ปีเตอร์ ดิซอน” นักเศรษฐศาสตร์จาก Commerzbank ระบุว่า ความไม่แน่นอนของเบร็กซิตที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง และการเบร็กซิตในระดับที่รุนแรง คือ nodeal จะมีโอกาสทำให้เงินปอนด์อ่อนค่าลงอีกถึง 5-10% อย่างไรก็ตาม อานิสงส์ของเงินปอนด์อ่อนค่าจะทำให้ราคาบ้านและที่อยู่อาศัย หรืออสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ มีราคาถูกลงสำหรับนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่ “โจนาธาน ซามูเอลส์” ซีอีโอบริษัท Octane Capital ของอังกฤษ กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา ตลาดอสังหาฯอังกฤษ มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติมากกว่า 40% โดยนักลงทุนจากอียู เป็นกลุ่มผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในลอนดอน 19% อันดับ 2 เป็นนักลงทุนจากตะวันออกกลาง แต่ปีที่ผ่านมาสัดส่วนการซื้อลดลงเหลือ 8% จาก 15% ในปี 2017
“ผลการเบร็กซิตไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด คาดว่าจะทำให้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติเข้ามาเป็นกำลังซื้อหลักตลาดที่อยู่อาศัยในอังกฤษมากขึ้นในปีนี้ โดยคาดว่านักลงทุนจากเอเชีย โดยเฉพาะกลุ่มทุนจีน และสิงคโปร์ จะมีบทบาทมากขึ้น” นายซามูเอลส์ กล่าวเพิ่มเติม
อย่างไรก็ตาม การสำรวจของรอยเตอร์สโพลประเมินว่า หากอังกฤษและอียูบรรลุข้อตกลงตามกำหนดภายในเดือนมีนาคมนี้ มีความเป็นไปได้ที่ตลาดที่อยู่อาศัยของอังกฤษ จะปรับเพิ่มขึ้นราว 1.5% และช่วง 6 เดือนแรกในกรุงลอนดอนจะเพิ่มขึ้น 0.5% ทว่าต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์เมื่อ 2 ปีก่อนหน้าว่า ราคาบ้านและตลาดที่อยู่อาศัยในอังกฤษจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 1.8-2.3%
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญหลายคน อาทิ นักวิเคราะห์จาก Carter Jonas บริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระบุว่า ไม่ใช่แค่ตลาดที่อยู่อาศัยในอังกฤษที่น่าสนใจต่อนักลงทุนต่างชาติ แต่ประเทศอื่นในสหราชอาณาจักร (ยูเค) ได้แก่ ไอร์แลนด์เหนือ สกอตแลนด์ และเวลส์ ก็มีแนวโน้มว่าราคาบ้านและที่อยู่อาศัยจะปรับลดลงเช่นเดียวกัน เช่น กรณี “สกอตแลนด์” ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของเบร็กซิตมากที่สุด ในเดือน ธ.ค. 2018 ที่ผ่านมา ราคาอสังหาฯปรับลดแล้ว 2.39%