5 ปี อาคม-รมว.คมนาคม “รัฐบาลหน้าขอเป็นประชาชนธรรมดา”

สัมภาษณ์พิเศษ

ถือเป็นรัฐมนตรีที่อยู่ในรัฐนาวารัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มาอย่างยาวนาน สำหรับ “อาคม เติมพิทยาไพสิฐ” จากเลขาฯสภาพัฒน์ หน่วยงานที่เปรียบเสมือนมันสมองของประเทศ ได้รับความไว้วางใจจากรัฐบาลทหารให้ดูแลกระทรวงเศรษฐกิจเกรดเออย่าง “คมนาคม” ซึ่งเป็นที่หมายปองของพรรคการเมืองทุกยุคทุกสมัย

จากก้าวแรกนั่ง “เก้าอี้รัฐมนตรีช่วยฯ” เมื่อปี 2557 ต่อมาปี 2558 ได้รับโปรโมตรั้งเก้าอี้ “รัฐมนตรีว่าการฯ” จากวันนั้นถึงวันนี้ก็เป็นระยะเวลาร่วม 5 ปี

ตลอด 5 ปีเรียกว่าเป็นรัฐมนตรีที่ทำงานแทบไม่มีวันหยุด นอกจากคิวงานประชุมรูทีนในกระทรวง ยังถอดสูทจัดคิวลงพื้นที่ติดตามงานในต่างจังหวัดแทบจะทุกสุดสัปดาห์ จนได้รับฉายาจากบรรดาข้าราชการว่าเป็น “รัฐมนตรีที่ขยันที่สุดในปฐพี”

“อาคม” เปิดใจกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงการนับถอยหลังของการทำหน้าที่เบอร์หนึ่งคมนาคม ที่ใกล้จะสิ้นสุดลงหลังมีรัฐบาลใหม่เข้ามารับไม้ต่อ

Q : ตลอด 4-5 ปี กระทรวงจัดแผนงานไว้น่าสนใจ นักการเมืองหลายคนก็จับตา ถึงขนาดบอกว่าถ้าไม่ได้กระทรวงคมนาคมจะจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้

จริง ๆ รูปการณ์ของกระทรวงก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่ที่เราทำมาตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็เป็นการทำเพื่อเตรียมความพร้อมให้รัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่สามารถเสนอโครงการให้พิจารณาได้ทันที จะต่างกับตอนที่เราเข้ามาใหม่ ๆ ตอนนั้นมีแต่รายชื่อโครงการ แต่ไม่มีรายละเอียดอะไรไว้เลย เราต้องมาร่างเองหมด และจัดทำในรูปแบบแพ็กเกจ เพื่อให้ง่ายต่อการพิจารณาของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง


Q : แต่หลายโครงการที่ทำมาก็มีโอกาสจะถูกรัฐบาลที่เป็นฝ่ายตรงข้ามรื้อใหม่

ส่วนตัวไม่อยากจะตอบคำถามนี้ เอาง่าย ๆ ที่ผ่านมาโครงการเหล่านี้ส่วนใหญ่ก็อยู่ในแผนงานมานานแล้ว และประชาชนหลายคนก็เฝ้ารอคอยให้เกิดขึ้นเสียที บางโครงการก็ช่วยลดความเดือดร้อนของประชาชนอีกด้วย ถ้าไม่ทำประชาชนจะเดือดร้อน ปัญหาที่เกิดก็จะเหมือนเดิม ๆ เช่น รถติด

Q : แสดงว่าโปรเจ็กต์พวกนี้เป็นไฟต์บังคับจะต้องทำ

อย่างที่บอกว่า โครงการส่วนใหญ่มีอยู่ในแผนงานอยู่แล้ว เช่น โครงการรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯและปริมณฑล เราก็ทำตามแผนแม่บทการขนส่งมวลชนทางรางในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล (M-MAP) ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2553 เราได้ริเริ่ม 10 เส้นหลักตามแผนได้ทันในรัฐบาลนี้ โดยจะเปิดครบทั้ง 10 เส้นในปี 2568

ส่วนต่อขยายต่าง ๆ เช่น ส่วนต่อสายสีน้ำเงินช่วงบางแค-พุทธมณฑลสาย 4, สายสีแดงช่วงหัวลำโพง-มหาชัย และสายสีเขียวส่วนต่อขยายช่วงคูคต-ลำลูกกา ก็ค่อยให้รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาทำงานต่อเป็นผู้ตัดสินใจ เพราะทั้ง 10 เส้นทางที่เป็นสายทางหลักก็ถือว่าลงทุนไปมากแล้ว

Q : การพิจารณาโครงการหลังจากนี้ โครงการไหนจะต้องชงไปรัฐบาลใหม่

โครงการไหนที่พร้อมมากที่สุดก็สามารถเสนอได้ทันที เช่น โครงการรถไฟทางคู่ 8 เส้นทาง ซึ่งเส้นทางไหนที่รัฐบาลชุดนี้อนุมัติไม่ทัน ก็สามารถรอรัฐบาลใหม่เข้ามาอนุมัติได้เลย เพราะอย่างที่บอกไปแล้วว่า เราเข้ามา เราจัดโครงการต่าง ๆ เป็นแพ็กเกจไว้ ข้อมูลรายละเอียดของโครงการทำไว้ครบ สามารถเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เลย ไม่จำเป็นต้องตั้งต้นใหม่

Q : เท่าที่ดูมีกี่โครงการจะเข้าลักษณะนี้

หากจุดที่รัฐบาลใหม่จะเข้ามาประมาณ มิ.ย.นี้ก็เหลือเวลาอีกแค่ 2 เดือน เวลาน้อยมาก คงอนุมัติได้ไม่กี่โครงการ แต่จะมีถึง 10 โครงการหรือไม่ก็ตอบยาก เพราะปัจจัยว่าจะเร็วหรือช้า

ไม่ได้อยู่ที่กระทรวงอย่างเดียว แต่ละโครงการมีหน่วยงานที่ให้ความเห็นชอบหลายหน่วยงาน เช่น สภาพัฒน์ สำนักงบประมาณ คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ บอร์ด PPP ก็ไม่รู้ว่ากว่าจะผ่านการพิจารณาต้องใช้เวลาเท่าไหร่

Q : ถ้าหลังเลือกตั้งพลเอกประยุทธ์กลับเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่ 2 จะยังเป็นรัฐมนตรีอยู่หรือไม่

ผมขอเป็นประชาชนธรรมดาดีกว่า อยากกลับบ้านเกิดที่ จ.ศรีสะเกษ หลังรัฐบาลใหม่มาก็ถือเป็นคนละยุคกับรัฐบาลนี้แล้ว

Q : 5 ปีที่ผ่านมา เหนื่อยไหม เพราะเห็นลงพื้นที่ทำงานทุกวัน

ไม่เหนื่อยเลย งานที่ทำก็สนุกดี ส่วนที่ลงพื้นที่จังหวัดทุกเสาร์-อาทิตย์ก็ถือว่าไปเปิดหูเปิดตาบ้าง เวลาประชาชนเขาร้องเรียนว่าถนนตรงนั้นเป็นหลุมเป็นบ่อ กิ่งไม้บังป้ายทางก็ไปดูว่าเป็นจริงตามนั้นไหม

Q : เป็นรัฐมนตรี 5 ปี มีอะไรจะฝากรัฐบาลใหม่

อยากให้โจทย์กลับไปคิดว่า ตอนนี้ประเทศต้องการอะไร ? การปรับปรุงระบบโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เราต้องการที่สุด ลองกลับไปดูการจัดอันดับได้เลย ที่ผ่านมาประเทศไทยกำลังดีขึ้นตามลำดับ เราต้องปรับทุกด้าน

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำเสมอในเรื่องของการเชื่อมต่อการเดินทางและการทำระบบขนส่งมวลชนที่คนทุกวัยทั้งผู้สูงอายุ เด็ก และคนพิการจะต้องสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยในทุกโหมดการเดินทาง หรือแม้แต่เรื่องสิ่งแวดล้อมกับกรณีฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน กระทรวงเราก็ออกแอ็กชั่นช่วยให้ปัญหาบรรเทาลง

Q : มีเรื่องอะไรที่ยังแก้ได้ช้า

ระบบตั๋วร่วมยังช้าอยู่ แต่เริ่มเชื่อมรถไฟฟ้าสายสีม่วงกับสีน้ำเงินได้แล้ว ก็เริ่มต้นไว้ งานนี้ถือเป็นภารกิจของกระทรวงที่จะต้องทำต่อ เฟสต่อไปคือจะต้องเชื่อมต่อกับแอร์พอร์ตเรลลิงก์และรถเมล์ ขสมก.

ส่วนปัญหาแก้รถติดในกรุงเทพฯต้องยอมรับว่าแก้ยากจริง ๆ เพราะปริมาณรถยนต์ใหม่เพิ่มขึ้นทุกปี ตอนนี้เราจึงใส่โครงการระบบรางลงไปให้ครอบคลุมมากที่สุด และพยายามให้จุดเชื่อมต่อของรถไฟฟ้าอยู่ในบริเวณเดียวกัน เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้สะดวกสบาย เช่น บริเวณบางขุนนนท์ ในอนาคตจะมีรถไฟฟ้า 3 สายพาดผ่าน คือ สายสีน้ำเงิน สายสีแดง และสายสีส้ม ก็ให้ 3 สายเชื่อมต่อที่บางขุนนนท์ทั้งหมด

Q : จะไม่กลับมาอีกแล้วใช่หรือไม่

(หัวเราะ) กลับมาแล้วจะให้ทำอะไรล่ะ ขอไปเป็นประชาชนผู้ใช้บริการบ้าง ส่วนอนาคตหลังจัดตั้งรัฐบาล เอาจริง ๆ ก็คาดการณ์อะไรไม่ได้ ขอกลับไปเป็นประชาชนดีกว่า

Previous articleBKI ลาวปักธงปีนี้เบี้ยโต 15% ลุยรับงานนักลงทุนไทย-ปี’61 พลิกกำไร
Next article‘แม็คโคร’ ชูบิ๊กดาต้าขับเคลื่อนองค์กร มัดใจฐานลูกค้า 3 ล้านราย