กรมการค้าภายใน ร่วมกับ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เตรียมเปิดรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบ 2 แสนตัน เพื่อยกระดับราคาผลปาล์มเป้าหมาย 3 บาทต่อก.ก. ขณะที่ กฟผ. ยืนยันการรับซื้อครั้งนี้จะไม่มีผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าแน่นอน
นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ให้กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงพลังงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งแก้ไขปัญหาราคา ผลปาล์มน้ำมันตกต่ำ ด้วยการจัดทำสต็อกส่วนเกิน โดยให้รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 200,000 ตัน ไปใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง เพิ่มเติมจากเดิมที่ใช้น้ำมันปาล์มดิบไปผลิตไฟฟ้าแล้ว จำนวน 160,000 ตัน ซึ่งก่อนที่จะเริ่มรับซื้อกรมการค้าภายในได้ดำเนินการตรวจสต็อกน้ำมันปาล์มดิบทั้งประเทศ พบว่า มีปริมาณสต็อกทั้งประเทศปริมาณ 4 แสนตัน และอยู่ในโรงสกัดปริมาณ 208,000 ตัน
ล่าสุดกรมการค้าภายใน ได้จัดส่งรายชื่อพร้อมปริมาณสต็อกน้ำมันปาล์มดิบที่ตรวจได้ให้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อใช้พิจารณาคัดเลือกสำหรับผู้สนใจยื่นใบสมัครจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. แล้วและขบวนการจะมีการตรวจสอบสต็อกผู้ที่ได้รับการคัดเลือกและทำสัญญาซื้อขายกับ กฟผ. สองครั้ง คือ ก่อนส่งมอบ และหลังการส่งมอบ เพื่อเป็นการตรวจสอบ กำกับดูแลการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายและวัตถุประสงค์ตามมติคณะรัฐมนตรี
สำหรับราคาน้ำมันปาล์มดิบที่ควรรับซื้อ เบื้องต้น กฟผ. ควรรับซื้อ น้ำมันปาล์มดิบ ที่กิโลกรัมละ 16.25 – 16.50 บาท ซึ่งจะสอดคล้องกับราคาผลปาล์มที่กิโลกรัมละ 2.50 – 3.00 บาท ใกล้เคียงกับต้นทุนของเกษตรกร โดยพิจารณาจากราคาน้ำมันปาล์มดิบ ส่งมอบ ค่าใช้จ่ายที่เป็นภาระของผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. และ ค่าขนส่ง ค่ารักษาคุณภาพ ค่าสูญเสีย ค่าประกันภัยสินค้า และค่าประกันสัญญา ทั้งหมดแล้วและเห็นว่าเป็นราคาที่เหมาะสมที่จะรับซื้อขาย แต่อย่างไรก็ดี กฟผ. จะเป็นผู้พิจารณาราคารับซื้ออีกครั้ง ราคาผลปาล์มในตลาดปัจจุบันอยู่ที่ 2.00-2.40 บาทต่อกิโลกรัม CPO เฉลี่ยอยู่ที่ 16.25-16.50 บาทต่อกิโลกรัม
ทั้งนี้ กฟผ. ได้ประกาศรับสมัครผู้สนใจจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม 2562 และกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ เช่น ต้องเป็นโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่เป็นเจ้าของน้ำมันปาล์มดิบ และสต็อกไว้ในคลังของตัวเองเท่านั้นในปริมาณไม่น้อยกว่า 50% ของปริมาณที่เสนอขาย น้ำมันปาล์มดิบที่ขาย ต้องมีกรดไขมันอิสระ (Free Fatty Acid : FFA) ไม่เกิน 5% ความชื้นไม่เกิน 0.05 % เป็นต้น และเมื่อ กรมฯยื่นรายชื่อสำหรับผู้ที่สนใจขายให้ กฟผ. ไปแล้ว กฟผ. ก็จะพิจารณาผู้ที่สามารถจำหน่ายได้ภายในวันเร็วนี้ พร้อมประกาศทีโออาร์และแนวสัญญาซื้อขายด้วย โดยผู้ที่สนใจสามารถยื่นขายได้ในวันที่ 16 พฤษภาคม และภายในวันที่ 17 พฤษภาคม 2562 ก็จะได้รายชื่อผู้ที่สามารถซื้อขายได้
โดยขั้นตอนจากนั้นในวันที่ 21 พฤษภาคม 2562 จะทำการลงนามสัญญาซื้อขายทันที่และหลังวันที่ 22 พฤษภาคม 2562จะสามารถเริ่มส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบที่คลังสุราษธานี ซึ่งกำหนดส่งมอบให้แล้วเสร็จภายใน 15 วัน โดยปริมาณรับซื้อจะรับซื้อปริมาณ 200,000 ตัน ตามราคาซื้อขายที่ โรงสกัดและ กฟผ. รับซื้อ และกฟผ. จะชำระเงินค่าน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ผู้ขายได้ภายใน 7 วันทำการ นับจากวันที่ได้รับเอกสารประกอบการเรียกให้ชำระเงินถูกต้องและครบถ้วน โดยเชื่อว่าการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบจำนวน 200,000 ตันในครั้งนี้จะเสร็จสิ้นภายในเดือนมิถุนายน 2562 ซึ่งจะทำให้ราคาผลปาล์มยกระดับราคาขึ้นได้ และอนาคตก็จะมีพื้นที่รองรับผลผลิตปาล์มที่จะออกมาได้
จึงขอเชิญชวนผู้ประกอบการโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่ กฟผ. ได้ประกาศไว้ มายื่นใบสมัครเพื่อจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. ได้ที่ กฟผ. สำนักงานใหญ่ อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ส่วนการดูแลอื่น เพิ่มความต้องการใช้ด้านการบริโภค โดยส่งเสริมการบริโภคน้ำมันพืชปาล์มผ่านช่องทางธงฟ้าประชารัฐ เป้าหมาย 2,500 – 5,000 ตัน รวมทั้งได้มอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเพิ่มเติมโดยเร็ว พร้อมกับผลักันการใช้น้ำมันปาล์มดิบในอุตสาหกรรมพลังงาน ซึ่งบริษัทด้านพลังงาน็ให้ความร่วมมือเต็มที่ในการเปลี่ยนหัวจ่ายน้ำมันเป็น บี 20 อนาคตก็จะผลักดัน บี 100 ต่อไป
ด้าน นางราณี โฆษิตวาณิช ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารเชื้อเพลิง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า จากการนำน้ำมันปาล์มดิบมาผลิตไฟฟ้าครั้งนี้ จะไม่มีผลต่อค่าไฟฟ้า (FT) แต่ประชาชนอย่างแน่นอน แม้ต้นทุนค่าไฟฟ้าจะปรับเพิ่มขึ้น เนื่องจากโรงไฟฟ้าบางปะกงจะใช้ระบบแก็สในการผลิตไฟฟ้าก็ตาม สำหรับราคารับซื้อนั้น กฟผ.ได้ให้กรมการค้าภายใน ส่งราคากลางมาให้พิจารณาเพื่อการรับซื้อ ซึ่งจะพิจารณารับซื้อในราคาเท่าไร ยังไม่สามารถตอบได้จะต้องพิจารณาก่อน ส่วนงบประมาณที่จะมาอุดหนุนหรือสนับสนุนครั้งนี้จะ ไม่มีมีเงินอุดหนุนจากภาครัฐหรือกรมการค้าภายใน แต่ กฟผ. จะต้องไปหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อขอการสนับสนุนมาตรการการเงินการคลังของภาครัฐที่ไม่ใช่โครงการนโยบายรัฐตามประกาศ การกำกับดูแลการดาเนินธุรกิจตามโครงการนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) ซึ่งจะหารือภายหลังที่ทำการซื้อขายเรียบร้อยแล้วเนื่องจากจะทราบต้นทุนที่แท้จริง