เงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องเทียบดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางสงครามการค้าที่ยังไม่ได้ข้อสรุป
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดในวันจันทร์ (10/6) ที่ระดับ 31.30/33 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (7/6) ที่ระดับ 31.36/37 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังจากที่กระทรวงแรงงานสหรับรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 75,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม โดยต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 177,000 ตำแหน่ง และต่ำกว่าระดับ 224,000 ตำแหน่งในเดือนเมษายน ส่วนอัตราการว่างงานทรงตัวที่ระดับ 3.6% นอกจากนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงกับเม็กซิโกแล้ว เพื่อหลีกเลี่ยงการเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั้งหมดจากเม็กซิโกในวันจันทร์ที่ 10 มิ.ย. หลังจากที่เม็กซิโกได้ตกลงที่จะดำเนินมาตรการที่แข็งกร้าวเพื่อยับยั้งการหลั่งไหลของผู้อพยพผิดกฎหมายจากเม็กซิโกเข้าสู่สหรัฐ โดยในวันอังคาร (11/6) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐกล่าวยืนยันว่า เขาพร้อมที่จะออกมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีกอย่างน้อย 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หากการเจรจากับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในการประชุม จี 20 ไม่มีความคืบหน้า โดยการประชุมสุดยอดของกลุ่มจี 20 จะมีขึ้นในวันที่ 28-29 มิถุนายนนี้ ที่ประเทศญี่ปุ่น
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังกล่าวด้วยว่า หากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ไม่เข้าร่วมการประชุมสุดยอดจี 20 ในวันนี้ สหรัฐก็จะเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่ม ขณะที่ในคืนวันพุธ (12/6) ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลัก ๆ หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ขู่ว่าสหรัฐอาจประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของเยอรมัน หากเยอรมนียังสนับสนุนการสร้างท่อส่งแก๊ส “The Nord Stream 2” ซึ่งเชื่อมต่อกับประเทศรัสเซีย โดยนายทรัมป์อ้างว่าสหรัฐกำลังปกป้องเยอรมนีจากรัสเซีย และรัสเซียกำลังจะได้รับผลประโยชน์มูลค่าหลายพันล้านเหรียญจากเยอรมนี ถึงแม้ว่ากระุทรวงแรงงานสหรัฐจะมีการเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐ ประจำเดือนพฤษภาคมปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 0.1 เมื่อเทียบรายเดือน สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.3 ในเดือนเมษายน
ทั้งนี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะประชุมกำหนดนโยบายการเงินในวันที่ 18-19 มิถุนายน ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาสที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือนกรกฎาคม และมีโอกาสมากกว่า 80% ทีี่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม โดยนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด กล่าวก่อนหน้านี้ว่า เฟดกำลังจับตามองพัฒนาการทางเศรษฐกิจในขณะนี้ และจะดำเนินการในสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจดำเนินต่อไป ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 31.13-31.28 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (14/6) ที่ระดับ 31.13/15 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรนั้น ค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (10/6) ที่ระดับ 1.1310/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/6) ที่ระดับ 1.1262/64 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยนายเยนส์ วีดมานน์ ประธานธนาคารกลางเยอรมนี กล่าวว่า หลังการประชุม รมว.คลังและผู้ว่าการธนาคารกลางกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา 19 ประเทศ รวมทั้งสหภาพยุโรป (จี 20) ว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีนอาจทำให้การค้าทั่วโลกปรับตัวลดลง 1% ในระยะกลาง โดยเศรษฐกิจโลกกำลังได้รับผลกระทบอย่างมากจากความไม่แน่นอน ขณะที่วันพฤหัสบดี (13/6) ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลงหลังประธานาธิบดีทรัมป์ ได้ประกาศขู่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้ารของเยอรมนี หากเยอรมนียังสนับสนุนการสร้างท่อส่งแก๊สซึ่งเชื่อมต่อมาจากรัสเซีย
นอกจากนี้มีรายงานตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภคของเยอรมนีประจำเดือนพฤษภาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.2 สอดคล้องกับระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ผนวกกับมีรายงานตัวเลขอัตราการว่างงานของอิตาลีประจำไตรมาส 1 ของปี 2562 ออกมาอยู่ที่ร้อยละ 10.4 เท่ากับระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ อีกทั้งยังมีรายงานดัชนีภาคการผลิตอุตสาหกรรมประจำเดือนเมษายนของสหภาพยุโรปปรับตัวลดลงร้อยละ 0.5 เท่ากับระดับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 1.1265-1.1342 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1269/71 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ (10/6) ที่ระดับ 108.52/55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/6) ที่ระดับ 108.58/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้ปรับเพิ่มประมาณการการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 1/2562 ขึ้นสู่ระดับ 2.2% จากตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระดับ 2.1% เนื่องจากตัวเลขการใช้จ่ายด้านทุนมีความแข็งแกร่ง สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า การปรับเพิ่มประมาณการตัวเลข GDP ของสำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นนั้น สอดคล้องกับมุมมองของรัฐบาลที่ว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก กำลังฟื้นตัวขึ้นเล็กน้อย แม้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังคงไม่แน่นอน อันเนื่องมาจากข้อพิพาทการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ทั้งนี้ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นโดยได้รับแรงหนุนการเข้าถือครองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ภายใต้ความไม่แน่นอนจากความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันรัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยในวันพุธ (12/6) ว่า ยอดสั่งซื้อเครื่องจักรพื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 5.2% ในเดือนเมษายน จาก 3.8% ในเดือนก่อนหน้า โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 9.137 แสนล้านเยน หรือประมาณ 8.42 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 108.20-105.55 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 108.19/21 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ