ค่ายประกันแห่ปรับพอร์ตลงทุน “ฟิลลิป” เพิ่มทุน 300 ล. ถม CAR รับกฏใหม่
สแกนบริษัทประกัน ปรับพอร์ตรับมือเกณฑ์ดำรงเงินกองทุน RBC2 บังคับใช้ปีนี้ “ฟิลลิปฯ” ดิ้นเพิ่มทุน 200-300 ล้านบาทในครึ่งปีหลัง ค่าย “โตเกียวมารีนฯ” มั่นใจดูแล CAR ระดับ 600% ไหว ยอมรับสภาพสินค้าปีแรกจะขาดทุน กดดัน CAR ปรับลดลง บิ๊ก “ไทยประกันฯ” ลงทุนรัดกุมคุมพอร์ต 4 แสนล้านบาท หนุน CAR เพิ่มแตะ 370%
นายนพพล เบี้ยวไข่มุข รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ฟิลลิปประกันชีวิต เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3-4 นี้บริษัทจะเสนอคณะกรรมการ (บอร์ด) ของบริษัททำการเพิ่มทุนอีกประมาณ 200-300 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทได้รับผลกระทบจากกรอบการดำรงเงินกองทุนตามระดับความเสี่ยงระยะที่ 2 (RBC2) ที่มีผลบังคับใช้ปีนี้ จะส่งผลต่ออัตราส่วนเงินกองทุน (CAR ratio) ของบริษัทลดลงมาอยู่ที่ 140% จากปัจจุบันอยู่ที่ 179% อย่างไรก็ดี นโยบายการดูแล CAR ไม่ให้ต่ำกว่า 155% ดังนั้น จึงใช้วิธีการเพิ่มทุนเพื่อเพิ่มให้ CAR มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นมา

“การเพิ่มทุนครั้งนี้จะช่วยทำให้สัดส่วน CAR เพิ่มขึ้นกลับมาอยู่ระดับ 160% แม้ว่าจะเป็นระดับที่ค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบทั้งระบบ แต่ยังสูงกว่าเกณฑ์กำหนด คปภ.ที่อยู่ที่ 140% ส่วนหนึ่งบริษัทต้องรักษาสมดุลระหว่างผู้ถือหุ้นบริษัทและลูกค้าด้วย” นายนพพลกล่าว
ขณะที่ด้านสินทรัพย์การลงทุนของบริษัทนั้น ได้มีการปรับพอร์ตมาตั้งแต่ต้นปีนี้ เพื่อให้สัดส่วนการลงทุนอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมีการเน้นลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและหุ้นกู้สัดส่วน 70% และลดการลงทุนในหุ้นเหลือ 30% จากเดิมอยู่ที่ 35% เนื่องจาก RBC2 จะทำให้ค่าความเสี่ยง (risk charge) ในส่วนที่ลงทุนหุ้นปรับสูงขึ้นเป็น 24-25% จากเดิม 16-17% โดยหุ้นที่ลงทุนจะอยู่ในกลุ่มโทรคมนาคม, สื่อสาร, พลังงาน ทั้งนี้ ปัจจุบันพอร์ตลงทุนของบริษัทอยู่ที่ 9,890 ล้านบาท และคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 หมื่นล้านบาท อัตราผลตอบแทนทั้งปีคาดอยู่ที่ 4%
นางสาวยุวดี เฉลิมศรีภิญโญรัช รองกรรมการผู้จัดการสายงานบริหารการเงิน บมจ.โตเกียวมารีนประกันชีวิต กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทยังคงรักษาสัดส่วนการลงทุนในหุ้นอยู่ที่ 5% ซึ่งเน้นลงทุนในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) อสังหาริมทรัพย์และพลังงาน ส่วนที่เหลือจะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล 80% และอีก 15% ลงทุนหุ้นกู้
โดยช่วงไตรมาส 1/62 พอร์ตการลงทุนของบริษัทขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.5 หมื่นล้านบาท และ CAR ratio อาจปรับลดลงมาเหลือ 700% เนื่องจากการขยายธุรกิจที่เติบโตขึ้นมาก ๆ โดยปกติในปีแรก ๆ สินค้าประกันชีวิตจะขาดทุน จึงเป็นแรงกดดันต่อ CAR ปรับลดลง ซึ่งคาดว่าปีนี้ CAR จะอยู่ในระดับ 600% ซึ่งถือว่าสูงเพียงพอแล้ว
นายไชย ไชยวรรณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยประกันชีวิต กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า บริษัทยังคงนโยบายการลงทุนที่รอบคอบและรัดกุมโดยจะเน้นลงทุนความเสี่ยงต่ำ เนื่องจากเป็นการบริหารเบี้ยประกันของลูกค้าที่มีอยู่กว่า 4 ล้านกรมธรรม์ในปัจจุบัน ขณะเดียวกัน ต้องบริหารพอร์ตลงทุนให้ได้ผลตอบแทนที่เพียงพอกับผลประโยชน์ที่ให้กับลูกค้าตามสัญญากรมธรรม์ด้วย ดังนั้น การลงทุนส่วนใหญ่เน้นพันธบัตร (บอนด์) ของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจที่มีความมั่นคง โดยก่อนหน้านี้ได้ลดการลงทุนในหุ้นลง เนื่องจากตลาดหุ้นมีความผันผวนสูง รวมถึงได้ประเมินผลกระทบจาก RBC2 ไว้ด้วย
ทั้งนี้ สิ้น มี.ค. 62 บริษัทมีสินทรัพย์ลงทุนตามราคาตลาด ณ สิ้นเดือน มี.ค. 62 ประมาณ 401,358 ล้านบาท แบ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาล 47.5% หุ้นกู้ 29.5% หุ้นสามัญ 6.2% หน่วยลงทุน 5.6% พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ 4.5% ตั๋วแลกเงิน 3% ตั๋วสัญญาใช้เงิน 2.7% เงินฝากประจำ 0.9% และบัตรเงินฝาก 0.1% โดยมีอัตราผลตอบแทนตามราคาตลาดที่ 10.26% ขณะที่ CAR อยู่ที่ 369.91% เพิ่มขึ้นจากช่วงสิ้นปี 2561 ที่อยู่ที่ 361.68%
“เราต้องดูแลเงินของลูกค้าไปเป็นระยะเวลา 10-20 ปี เพราะฉะนั้น เราจะลงทุนบน fix income เป็นส่วนใหญ่ เพราะธุรกิจประกันค่อนข้างซีเรียสในการบริหารความเสี่ยง เพราะมีหลายปัจจัยทั้งอัตราการตายหรือโรคภัยไข้เจ็บที่ต้องมีค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงในเรื่องการลงทุนระยะยาว ดอกเบี้ยวันนี้กับดอกเบี้ยในอนาคต” นายไชยกล่าว