บอร์ดแข่งขัน เคาะ 3 คดีค้าง 8 ปีตั้งแต่ปี’54 สั่งปรับ เอ็ม 150- รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรอย่างไม่เป็นธรรม ผิดมาตรา 25/29 จำกัดทางเลือกการแข่งขัน – ยุติเคสคูปองในห้างค้าส่งค้าปลีก และโฆษณาบัตร I – Wish ไม่สามารถเอาผิดทางปกครองตามม.57 ได้ เหลือแค่คดีฟ้องแพ่ง
ศ.ดร.สกนธ์ วรัญญูวัฒนา ประธานกรรมการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยการดำเนินงานว่า ขณะนี้มีคำตัดสินคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) 3 กรณี ซึ่ง 2 กรณีแรกเกิดขึ้นมาในช่วงกฎหมายเดิม พรบ.แข่งขันทางการค้าปี 2542 ส่วนคดีที่ 3 ขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2560 มีผลบังคับใช้ โดยหลังจากนี้อยู่ระหว่างสะสางคดีค้างอีก 11 คดี ซึ่งเป็นคดีค้างภายใต้กฎหมายฉบับเดิม 2 คดีคาดว่าจะเสร็จสิ้น ใน 2 เดือน และคดีใหม่ 11 คดี
ส่วนคดีที่มีการร้องเรียนเข้าใหม่ตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน ซึ่งมีผู้ร้องเข้ามาจากการลงพื้นที่ของกขค. เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงมีทั้งหมด 40-50 คดี และคดีที่เป็นประเด็นที่มีส่วนสำคัญและส่งผลกระทบต่อผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ
ซึ่งทางกขค. ได้ตั้งเรื่องขึ้นมาศึกษาข้อเท็จจริงมีหลายคดี เช่น ท่อร้อยสาย, สายการบิน, ประมูลดิวตี้ฟรี, การค้าออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มต่าง, พฤติกรรมการร่วมกันกำหนดราคาของโรงพยาบาล เป็นต้น ซึ่งหากได้ผลสรุปการศึกษาแล้วก็จะดำเนินการส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการที่กำกับดูแลในธุรกิจนั้นๆ เช่น กรณีท่อร้อยสายก็จะยื่นข้อมูลต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งตามกฎหมายใหม่กำหนดกรอบระยะเวลาในการตรวจสอบว่าจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 1 ปี ทั้งนี้ 3 กรณี ประกอบด้วย
กรณีที่ 1 จากกรณีที่ตัวแทนจำหน่ายร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าว่าบริษัท เอ็ม – 150 จำกัด ห้ามมิให้ขายสินค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังของคู่แข่ง หากไม่ปฏิบัติตามจะไม่ส่งสินค้าตรา เอ็ม – 150 ทำให้ตัวแทนจำหน่ายได้รับความเดือดร้อน
โดยเหตุเกิดในระหว่างเดือนตุลาคม 2554 ถึงเดือนกรกฎาคม 2555 ในช่วงพรบ.แข่งขันทางการค้าปี 2542 ทางคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเพื่อสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริงพบว่า บริษัท เอ็ม – 150 มีอำนาจเหนือตลาด
จากที่มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า ร้อยละ 50 และมียอดเงินขายในปีที่ผ่านมามากกว่า 1 พันล้านบาท มีพฤติกรรมในการกำหนดเงื่อนไขจำกัดการเลือกซื้อหรือขายสินค้าเครื่องดื่มบำรุงกำลังตราอื่น ๆ อย่างไม่เป็นธรรม ฝ่าฝืน พ.ร.บ.แข่งขันทางการค้า 2542 มาตรา 25(2) กระทำการแทรกแซงการประกอบธุรกิจของผู้อื่นโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร และ(4)กระทำการอันมิใช่การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และมีผลเป็นการทำลาย ทำให้เสียหาย ขัดขวาง กีดกัน และจำกัดการประกอบธุรกิจของผู้ร้อง
จนทำให้ได้รับความสียหาย ขาดกำไรและรายได้จากการขายเครื่องดื่มบำรุงกำลัง สูญเสียลูกค้า และตามมาตรา 29 เป็นการปฏิบัติ ทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม มีผลทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับความเสียหาย ทางกขค.จึงมีความเห็นสั่งฟ้องบริษัท เอ็ม – 150 จำกัด เป็นผู้ต้องหาที่ 1 และนายประธาน ไชยประสิทธิ์ ในฐานะกรรมการบริษัทฯ เป็นผู้ต้องหาที่ 2 ต่อสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 สำนักงานอัยการพิเศษ ฝ่ายคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ 2 โดยได้ให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้าสอบสวนเพิ่มเติม
ต่อมาบริษัท เอ็ม – 150 จำกัด ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายประธาน ไชยประสิทธิ์ กรรมการบริษัทฯ เป็นผู้ต้องหาที่ 2 ได้ยื่นหนังสือแสดงความประสงค์ต่อ กขค. ขอให้พิจารณาเปรียบเทียบตามมาตรา 79 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า 2560 กขค. จึงมีมติเป็นเอกฉันท์กำหนดจำนวนค่าปรับผู้ต้องหาทั้งสอง ได้แก่ บริษัท เอ็ม – 150 จำกัด ผู้ต้องหาที่ 1 และ นายประธาน ไชยประสิทธิ์ กรรมการบริษัทฯ ผู้ต้องหาที่ 2 เป็นจำนวนเงินรายละ 6 ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 12 ล้านบาท
โดยให้เลขาธิการคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ดำเนินการเปรียบเทียบปรับเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เป็นผลให้คดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ได้ส่งผลการดำเนินการไปยังสำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อทราบเรียบร้อยแล้ว
กรณีที่ 2 การแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกโดยใช้คูปอง สองเท่าและโฆษณาบัตร “I Wish” บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (ห้างบิ๊กซี) มหาชน และ บริษัท เซ็นคาร์ จำกัด (ห้างคาร์ฟูร์) ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าว่า บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (ห้างเทสโก้ โลตัส) ผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ ห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ ได้ตีพิมพ์โฆษณาหนังสือพิมพ์มีข้อความว่า
“เทสโก้ โลตัส ยินดีต้อนรับลูกค้าคาร์ฟูร์ด้วยใจ สิทธิพิเศษสำหรับ ผู้ถือคูปองคาร์ฟูร์ นำคูปองมาเพิ่มมูลค่าเป็น 160 บาท สำหรับซื้อสินค้าที่เทสโก้ โลตัสและร้านคุ้มค่าที่มียอดรวมตั้งแต่ 600 บาทขึ้นไป ต่อ 1 ใบเสร็จ เมื่อใช้คู่กับบัตรเทสโก้คลับการ์ด สมัครฟรี รวดเร็ว ง่าย ทันใจ”
และ บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (ห้างเทสโก้ โลตัส) ได้ออกโฆษณาโดยการแจกใบปลิวในพื้นที่บริเวณห้างคาร์ฟูร์ที่มีพื้นที่ใกล้เคียงกับห้างเทสโก้ โลตัสอ้างอิงถึงบัตรสมาชิก “ไอวิช” (I Wish) ว่า “สมาชิกบัตร คาร์ฟูร์ I Wish มีโอกาสรับ 200 บาท” และ “บัตรสมาชิกคาร์ฟูร์ไอวิช มีค่าอย่าทิ้ง” โดยมีเงื่อนไขให้ผู้ที่มีบัตรสมาชิก “ไอวิช” (I Wish) ที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกบัตรเทสโก้คลับการ์ดส่ง SMS ไปที่ห้างเทสโก้ โลตัส เพื่อรับบัตรของขวัญมูลค่า 200 บาท สำหรับนำไปใช้จ่าย ในห้างเทสโก้ โลตัส
ซึ่งเป็นกระทำการอันเป็นการใช้สถานะของการเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดอย่างไม่เป็นธรรม และกระทำการอันมิใช่การแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม และมีผลเป็นการทำลาย ขัดขวาง กีดกัน หรือจำกัดการประกอบธุรกิจหรือต้องล้มเลิกการประกอบธุรกิจ
เป็นเหตุให้ผู้กล่าวหาได้รับความเสียหาย สูญเสียรายได้ อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 มาตรา25และ มาตรา 29(ปัจจุบันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 50 และ มาตรา 57) เหตุเกิดระหว่างวันที่ 23 – 28 มกราคม 2554 วันที่ 15 – 24 กรกฎาคม 2554 และ วันที่ 1 – 24 สิงหาคม 2554
คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสอบสวนเพื่อทำการสืบสวนและสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการแข่งขันว่า บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (ห้างเทสโก้ โลตัส) ผู้ต้องหาที่ 1 และนายเคิร์ท ปีเตอร์ แคมพ์ ในฐานะกรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด
ซึ่งรับผิดชอบสั่งการเกี่ยวกับการดำเนินงานในเรื่องนโยบายให้จัดทำโปรโมชั่นเพิ่มมูลค่าคูปองสองเท่าของนิติบุคคลดังกล่าว กระทำความผิดตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นการกระทำความผิดทางอาญา และยังคงหลักการกำหนดความผิดไว้ตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
อีกทั้งผู้กล่าวหาทั้งสอง ได้มีการฟ้องต่อศาลดำเนินคดีทางแพ่งด้วย โดยศาลฎีกาได้มี คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6599/2559 วินิจฉัยว่าการจัดรายการส่งเสริมการขายของผู้ต้องหาที่ 1 ที่ได้นำคูปองของผู้กล่าวหาที่ 1 มาเพิ่มมูลค่าเป็นสองเท่า ที่ห้างของผู้ต้องหาที่ 1 เป็นการกระทำการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 421 ให้ผู้ต้องหาที่ 1 รับผิดชอบต่อผู้กล่าวหาที่ 1 เป็นเงิน 2,456,412.88 บาท และรับผิดชอบต่อผู้กล่าวหาที่ 2 เป็นเงิน 1,493,137 บาท
ส่วนกรณีบัตร I – Wish เนื่องจากเมื่อผู้บริโภคดำเนินการตามที่ห้างเทสโก้ โลตัส โฆษณาไว้ ก็จะได้รับเงิน 200 บาท ไปซื้อของที่เทสโก้ โลตัส แต่ไม่ได้ผูกมัดว่าจะต้องซื้อของที่ห้างเทสโก้ โลตัส ตลอดไป ยังสามารถกลับไปซื้อของที่ห้างบิ๊กซีได้ โดยไม่มีผลกระทบต่อการเป็นสมาชิกบัตรของผู้กล่าวหาที่ 2 ซึ่ง ’ไม่เข้าข่าย’ เป็นการใช้อำนาจตลาดอย่างไม่เป็นธรรม
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ได้พิจารณาและมีมติว่า บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด (ห้างเทสโก้ โลตัส) ผู้ต้องหาที่ 1 และนายเคิร์ท ปีเตอร์ แคมพ์ กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กระทำความผิด ตามมาตรา 29 แห่ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 และยังคงหลักการกำหนดความผิดตามมาตรา 57 แห่ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
แต่เนื่องจากการกระทำความผิดตามมาตรา 57 ดังกล่าวได้กำหนดโทษปกครอง คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า จึงมีความเห็นว่าไม่อาจนำโทษทางปกครองมาใช้บังคับแก่ผู้กระทำความผิดดังกล่าวได้ ทั้งนี้ เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นว่า การนำหลักบทบัญญัติมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญามาใช้บังคับ ในฐานะกฎหมายเป็นคุณ ให้กระทำได้เฉพาะการใช้บังคับแก่ความรับผิดทางอาญาของผู้กระทำความผิดเท่านั้น ไม่สามารถนำมาใช้กับโทษทางปกครองได้ ซึ่งคณะกรรมการฯ จะนำเสนอยุติเรื่องส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาต่อไป
กรณีที่ 3 พฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมของผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร หลังจากเกษตรกร ตำบลแม้ต้อบใต้ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้แจ้งเบาะแสว่านายยุทธ จันตา และนางสาวจำเนียร เหลืองสวรรค์ ซึ่งร่วมกันประกอบอาชีพเป็นผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเชียงใหม่มีพฤติกรรมกดราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร
อีกทั้ง ยังมีพฤติกรรมห้ามมิให้ผู้รับรายอื่นเข้ามารับซื้อในพื้นที่ โดยอ้างว่าตนเป็นผู้แจกจ่ายเมล็ดพันธุ์แก่เกษตรกร และหากผู้รับซื้อรายอื่นต้องการซื้อจะต้องซื้อในราคาที่ผู้ถูกกล่าวหากำหนดเท่านั้น เป็นเหตุให้ผู้ประกอบธุรกิจ รายอื่นได้รับความเสียหาย เนื่องจากถูกกีดกันและกำหนดเงื่อนไขทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม อันเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 เหตุเกิดระหว่างเดือนกันยายนต่อเนื่อง ถึงเดือนตุลาคม 2560 (ช่วงระยะเวลาเก็บเกี่ยวผลผลิตฤดูกาล 2560)
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าได้แต่งตั้งคณะปฏิบัติงานเฉพาะกิจเพื่อสืบสวนข้อเท็จจริงซึ่งได้เสนอความเห็นต่อคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าว่า จากการขยายผลการสืบสวนข้อเท็จจริงพบว่า นายยุทธ จันตา ผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 และนางสาวจำเนียร เหลืองสวรรค์ผู้ถูกกล่าวหาที่ 2 ได้กระทำการข่มขู่ผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรรายหนึ่งที่แข่งขันกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองราย จนเป็นเหตุให้ ผู้รับซื้อผลผลิต
ทางการเกษตรรายดังกล่าว ได้แจ้งความลงประจำวันไว้เป็นหลักฐานที่ สภ.กองก๋อย ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาที่ 1 ได้ยอมรับว่าตนได้กระทำการข่มขู่จริง อีกทั้งยังได้อ้างกับผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรรายอื่นว่า ตนได้นำเมล็ดพันธุ์ไปแจกจ่ายให้เกษตรกรเพาะปลูกจึงห้ามมิให้ผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรรายอื่นเข้าไปรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรกับเกษตรกรในพื้นที่บ้านแม่ต้อบใต้ หรือหากจะเข้าไปรับซื้อจะต้องรับซื้อในราคาที่ตนกำหนด เป็นผลให้ผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรรายอื่นไม่เข้าไปรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่
ตามประเพณีปฏิบัติที่ผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจะไม่รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากเกษตรกรที่รับเมล็ดพันธุ์จากผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตรรายอื่นมาเพาะปลูก ซึ่งจากข้อเท็จจริงผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองรายได้นำเมล็ดพันธุ์ไปแจกจ่ายให้เกษตรกรเพียงบางรายเท่านั้น ทำให้ผู้รับซื้อผลผลิตทางการเกษตร 3 ราย สูญเสียรายได้คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวมจำนวนประมาณ 21,000 บาท จึงเข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 (3) แห่ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
ในส่วนของข้อกล่าวหากรณีการกดราคารับซื้อสินค้าเกษตรกับเกษตรกร คณะปฏิบัติงานเฉพาะกิจเห็นว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้รับจากเกษตรกรผู้ขายสินค้าเกษตรให้กับผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองราย พบว่า ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาแจ้งปรับลดราคารับซื้อต่ำกว่าที่ตกลงกันไว้ เกษตรกรสามารถต่อรองราคารับซื้อได้จึงไม่เข้าข่ายเป็นการใช้อำนาจต่อรองที่เหนือกว่าอย่างไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 57 (2) แห่ง พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560
คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองต้องด้วยความผิดตามมาตรา 57 (3) แห่ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 ประกอบ ข้อ 10 (6) ของประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการพิจารณาการกระทำ อันเป็นผลเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น พ.ศ. 2561 และกำหนดค่าปรับให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองรายร่วมกันชำระตามที่มาตรา 82 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กำหนด
ส่วนในกรณีการกดราคารับซื้อผลผลิตทางการเกษตร คณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองรายไม่เข้าข่ายเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 57 (2) แห่ง พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 กำหนดให้ปรับผู้ฝ่าฝืนได้สูงสุดร้อยละ 10 ของรายได้ในปีที่กระทำผิด ซึ่งในกรณีนี้ผู้ถูกกล่าวหามีรายได้ปีละประมาณ 5 แสนบาท เมื่อคิดคำนวณอัตราโทษจากรายได้จึงเป็นเงิน 50,000 บาท
ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพและให้ความร่วมมือในการดำเนินการสืบสวนสอบสวนของสำนักงานฯ เป็นอย่างดี กอรปกับเป็นการกระทำความผิดครั้งแรก จึงเห็นควรกำหนดค่าปรับลงกึ่งหนึ่ง ให้เหลือจำนวน 25,000 บาท ซึ่งมีความสอดคล้องกับความเสียหายที่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่นได้รับ