ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศระหว่างวันที่ 2-6 กันยายน 2562 ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (2/9) ที่ระดับ 30.64/65 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 30.57/58 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ โดยประเด็นที่กดดันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ คือสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีน โดยสหรัฐปฏิเสธข้อเรียกร้องของจีนในการเลื่อนเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าจีน แม้ทั้งสองประเทศจะส่งสัญญาณว่าการเจรจามีความคืบหน้า แต่ทั้งสองประเทศก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในเงื่อนไขพื้นฐานของการเจรจา โดยสหรัฐเริ่มเก็บภาษีสินค้านำเข้า 15% จากสินค้าจีนมูลค่า 1.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากจีนแล้วในวันที่ 1 กันยายน นับตั้งแต่เวลา 11.00 น.ตามเวลาไทย ในขณะที่ีจีนได้ตอบโต้กลับสหรัฐ โดยการเรียกเก็บภาษีนำเข้า 5% จากการนำเข้าน้ำมันดิบของสหรัฐ
ทั้งนี้ปัญหาสงครามการค้าได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นภายหลังจากการรายงานข่าวว่าทางการจีนตัดสินใจยื่นฟ้องต่อองค์การการค้าโลก (WTO) ต่อกรณีที่สหรัฐบังคับใช้มาตรการทางภาษีกับสินค้าส่งออกของจีนครั้งล่าสุด ซึ่งจีนไม่พอใจอย่างมากและไม่ยอมรับอย่างเด็ดขาด โดยแถลงการณ์ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของสหรัฐถือเป็นการละเมิดฉันทามติที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เห็นพ้องร่วมกันในระหว่างการพบปะหารือของผู้นำทั้งสองนอกกรอบของการประชุมสุดยอด G20 ที่โอซาก้า เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากนี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ขู่จีนว่า หากเขาชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐเป็นสมัยที่ 2 จีนจะต้องเจอกับการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐที่ยากลำบากมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์ปรับตัวแข็งค่่าขึ้นเมื่อเทียกับสกุลเงินอื่นภายหลังจากกระทรวงพาณิชย์จีนแถลงว่า นายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ได้ทำการสนทนาทางโทรศัพท์กับนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเชอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ และนายสตีเวน มนูชิน รมว.คลังสหรัฐ ซึ่งทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันเกี่ยวกับการจัดการเจรจาการค้ารอบต่อไปที่กรุงวอชิงตันในช่วงต้นเดือนหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่ของสหรัฐและจีนจะทำการปรึกษาหารือกันในช่วงกลางเดือนนี้เพื่อเตรียมการประชุมดังกล่าว ซึ่งแหล่งข่าววงในของจีนที่ใกล้ชิดกับการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ระบุว่า การเจรจาการค้าระหว่างทั้งสองฝ่ายในครั้งนี้ จะแตกต่างจากการเจรจา 12 รอบในช่วง 18 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งมักจบลงด้วยการประกาศทำสงครามการค้าระหว่างกัน อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาใกล้ชิดเกี่ยวกับประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน
ในส่วนของการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของสหรัฐในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมานั้นประกอบด้วย ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนกรกฎาคม เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.1% ในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้สถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) ได้รายงานว่า ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐลดลงสู่ระดับ 49.1 จุดในเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคมปี 2559 และลดลงจากระดับ 51.2 จุดในเดือนกรกฎาคม โดยการที่ดัชนีดังกล่าวอยู่ที่ต่ำกว่าระดับ 50 จุดนั้นบ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคการผลิตของสหรับ ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2559 หลังจากที่มีการขยายตัวติดต่อกัน 36 เดือน โดยภาคธุรกิจมีความกังวลเกี่ยวกับการทำสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ส่งผลให้คำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกหดตัวลงในเดือนสิงหาคม ในขณะที่ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐปรับตัวลดลง 2.7% สู่ระดับ 5.4 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนกรกฎาคมขาดดุลมากกว่าระดับการขาดดุลที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้เพียงเล็กน้อยที่ 5.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และลดลงจากระดับ 5.55 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเดือนมิถุนายน
สำหรับค่าเงินบาทในสัปดาห์ที่ผ่านมาปรับตัวเคลื่อนไหวตามปัจจัยนอกประเทศเป็นหลัก โดยค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ อย่างมีนัยยะสำคัญภายหลังจากที่นางแคร์รี่ ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ร่วมกับนายแมทธิว เฉิง เลขาธิการผู้ว่าการฯ และนายเลา กง-วาห์ รัฐมนตรีฝ่ายกิจการฮ่องกง ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่ารัฐบาลฮ่องกงได้ตัดสินใจถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ซึ่งการถอนร่างกฎหมายดังกล่าวจะไม่มีการลงคะแนนเสียงหรือการอภิปราย เพื่อที่จะช่วยขจัดความกังวลที่ว่า เจ้าหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติที่สนับสนุนฝั่งรัฐบาลจะคัดค้านการถอนร่างกฎหมาย อีกทั้ง นางลัมให้คำมั่นว่าจะจัดการเจรจาร่วมกันโดยตรง เพื่อให้ประชาชนสามารถแสดงความคิดเห็นและแสดงความไม่พอใจต่อรัฐบาลได้
นอกจากนี้ยังกล่าวถึงมาตรการ 4 ประการที่เธอต้องการผลักดันให้ฮ่องกงสามารถเดินหน้าต่อไป ซึ่งรวมถึงการมุ่งเน้นในประเด็นเศรษฐกิจและสังคมของฮ่องกง รวมทั้งแนวทางที่ประชาชนจะสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง โดยกล่าวว่า เธอจะเชิญนักวิชาการและผู้นำชุมนุมเข้าร่วมการปรึกษาหารือ และย้ำว่าการประชุมภายในที่เธอได้จัดขึ้นในช่วงที่ผ่านมานั้น ช่วยเปิดช่องทางเจรจาเพื่อผลักดันให้ฮ่องกงสามารถก้าวต่อไปได้
นอกจากนี้ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้รายงานผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนสิงหาคมของไทยในปี 2562 ว่าอยู่ที่ระดับ 73.6 จุด ซึ่งลดลงจากระดับ 75.0 จุดในเดือนกรกฎาคม โดยดัชนีดังกล่าวได้ปรับตัวลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 มาอยู่ที่ระดับที่ต่ำสุดในรอบ 33 เดือน เนื่องจากผู้บริโภคมีความกังวลสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมืองของประเทศไทย ทั้งนี้ค่าเงินบาทมีการเคลื่อนไหวในกรอบระหว่าง 30.54-30.70 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดวันศุกร์ (6/9) ที่ระดับ 30.64/66 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (2/9) ที่ระดับ 1.0985/89 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 1.1042/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยประเด็นสำคัญที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรคือ Brexit โดยนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประสบความล้มเหลวในความพยายามท่ี่จะจัดการเลือกตั้งใหม่หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษได้สนับสนุนกฎหมายป้องกันการทำ Brexit โดยไม่มีการทำข้อตกลง หรือ “no-deal Brexit” โดยนายจอห์นสันจะต้องผลักดันข้อตกลงใหม่ผ่านสภาผู้แทนราษฎรภายในวันที่ 19 ตุลาคม หรือโน้มน้าวให้สมาชิกสภานิติบัญญัติสนับสนุน Brexit แบบไม่มีข้อตกลง หากนายจอห์นสันไม่สามารถบรรลุผลใด ๆ กำหนดการ Brexit อาจจะต้องถูกเลื่อนออกไปอีกครั้งจนถึงวันที่ 31 ม.ค. ภายใต้กฎใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อขัดขวางโอกาสการทำ Brexit แบบไม่มีข้อตกลง
นอกจากนี้ค่าเงินยูโรยังได้รับแรงกดดันหลังตัวเลขเศรษฐกิจของยูโรโซนชะลอตัว ส่งผลให้เกิดการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) อาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และออกมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) รอบใหม่ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 12 กันยายนนี้ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0924-1.1084 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (6/9) ที่ระดับ 1.1031/35 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
ค่าเงินเยนเปิดตลาดวันจันทร์ที่ (2/9) ที่ระดับ 106.15/17 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (30/8) ที่ระดับ 106.40/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนยังคงได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย เนื่องจากตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้ายสัปดาห์ ค่าเงินเยนปรับตัวอ่อนค่าลงภายหลังจากการรายงานข่าวเชิงบวกที่ว่า สหรัฐและจีนจะมีการเจรจาเรื่องสงครามการค้าของผู้นำระดับสูงในต้นเดือนตุลาคม โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีการรายงานตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญของญี่ปุ่น คือ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายซื้อ (PMI) สำหรับภาคการผลิตของญี่ปุ่นลดลงสู่ระดับ 49.3 จุดในเดือนสิงหาคมจากระดับ 49.4 จุดในเดือนกรกฎาคม นับเป็นการลดลง 4 เดือนติดต่อกัน หลังได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ที่ชะลอตัวทำให้เผชิญกับการลดการผลิต ทั้งนี้ในสัปดาห์นี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวระหว่าง 105.72-107.22 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (6/9) ที่ระดับ 107.03/06 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ