ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/2) ที่ระดับ 31.16/18 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (31/1) ที่ระดับ 31.15/177 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นหลังตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงคืนที่ผ่านมา (31/1) เปิดเผยออกมาแข็งแกร่ง ได้แก่ ผลสำรวจของมหาวิทยาลัยมิชิแกนระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐ ดีดตัวสู่ระดับ 99.8 ในเดือนมกราคม สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวอยู่ที่ระดับ 99.1 โดยได้รับแรงหนุนจากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และการเพิ่มขึ้นของรายได้
อีกทั้งกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ รายงานการใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐ เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธันวาคม สอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนธันวาคมเมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายนปี 2562
อย่างไรก็ตาม ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อเขตชิคาโก หดตัวสู่ระดับ 42.9 ในเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2558 ดัชนีนี้อยู่ต่ำกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้ถึงภาวะหดตัว ซึ่งได้หดตัวเป็นเดือนที่ 7 โดยได้รับผลกระทบจากการลดลงของคำสั่งซื้อใหม่ อย่างไรก็ดีตลาดยังคงกังวลต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่
ในระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวน หลังตลาดการเงินในประเทศจีนเปิดทำการวันนี้ (3/2) เป็นวันแรกหลังจากหยุดช่วงเทศกาลตรุษจีน และทางธนาคารกลางจีนได้มีการอัดฉีดเงินเข้าระบบเพิ่มเติมพร้อมทั้งประกาศลดอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะสั้น 7 วันลง 0.1% สู่ระดับ 2.4% เพื่อทำให้ค่าเงินหยวนมีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับปัจจัยในประเทศ นายดอน นาครทรรพ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยประเมินเศรษฐกิจไทย (GDP) ปี 2563 มีโอกาสขยายตัวต่ำกว่าประมาณการที่ระดับ 2.7%-3.7% จากปัจจัยลบเข้ามากระทบ ได้แก่ การระบาดของไวรัสโคโรน่าที่กระทบภาคการท่องเที่ยว การบริโภคและการส่งออกบางส่วน ความล่าช้าของการเบิกจ่ายงบประมาณปี 2563 ที่มีผลต่อการใช้จ่ายภาครัฐ และการตัดสินใจลงทุนภาคเอกชน และภัยแล้ง
ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะถูกนำมาทบทวนเพื่อประมาณการอัตราการเติบโตเศรษฐกิจอีกครั้ง ในการประชุมนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธนี้ (5/2) ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.0-31.25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.10/12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (3/2) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.1082/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/1) ที่ระดับ 1.1026/28 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรแข็งค่าหลังสหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากยูโรโซน (Brexit) เป็นไปอย่างราบรื่นในวันศุกร์ (31/1) ที่ผ่านมาโดยหลังจากนี้ช่วงเวลา 11 เดือนจะเป็นช่วงที่สหราชอาณาจักรต้องบรรลุข้อตกลงการค้า ฉบับใหม่ทั้งกับยูโรโซนและประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก เพราะฉะนั้นยังคงมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปีนี้ อย่างไรก็ดีการเจรจาครั้งแรกระหว่างสหราชอาณาจักรและยูโรโซนจะเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 3 มีนาคมนี้
ในส่วนของตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่เปิดเผยในช่วงคืนที่ผ่านมา (31/1) เผยออกมาหดตัวเล็กน้อย ได้แก่ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูโรโซน โดยสำนักงานสถิติแห่งสหภาพยุโรป (ยูโรสแตท) ขยายตัว 0.1% ในไตรมาส 4 เมื่อเทียบรายไตรมาส ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 0.2% โดยการชะลอตัวของเศรษฐกิจยูโรโซนได้รับผลกระทบจากการหดตัวของเศรษฐกิจฝรั่งเศสและอิตาลี ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1062-.1095 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1065/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (3/2) เปิดตลาดที่ระดับ 108.55/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (31/1) ที่ระดับ 108.96/98 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นักลงทุนมีความวิตกกังวลว่าเชื้อไวรัสโคโรนากำลังแพร่ระบาดไปยังหลายประเทศ และจะส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมจึงเข้าถือเงินเยนในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ล่าสุดคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) แถลงว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในจีน เพิ่มขึ้นเป็น 362 ราย ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสดังกล่าวอยู่ที่ 17,390 ราย โดยค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 108.31-108.68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 108.56/59 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิตของสหรัฐ โดย ISM เดือนมกราคม (3/1), ดัชนีภาคการผลิตของยูโรโซนเดือนมกราคม (3/1), ดัชนีภาคการผลิตของสหราชอาณาจักรเดือนมกราคม (3/1), ผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของออสเตรเลีย (4/1), ยอดดุลการค้าของสหรัฐ เดือนธันวาคม (5/1), ดัชนีภาคบริการของสหรัฐ โดย ISM เดือนมกราคม (5/1), การจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐ โดย ADP เดือนมกราคม (5/1), ดัชนีภาคบริการของยูโรโซนเดือนมกราคม (5/1),
ผลการประชุมการกำหนดนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (5/1), ดัชนีราคาผู้บริโภคของประเทศไทยเดือนมกราคม (6/2), จำนวนการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐเดือนมกราคม (7/2), อัตราการว่างงานของสหรัฐเดือนมกราคม (7/2), สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -1.9/-1.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +2.8/+6.3 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ