Data เปลี่ยนจักรวาล เอกชนตื่นตัวภาครัฐยังหลับใหล
เทรนด์ของ big data รุกคืบไปทั่วโลกได้พักใหญ่แล้ว แต่ในเวทีเสวนา “โลกของ data มีน้ำยาจริงไหม ?” ได้เปิดหลายมุมมองที่เกี่ยวกับการใช้ data ในประเทศไทย
โดย “ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์” ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ย้ำภาพความสำคัญของ “ข้อมูล” ที่ไม่ใช่แค่เปลี่ยนโลก แต่สามารถเปลี่ยนจักรวาล ด้วยข้อมูลที่เป็นสถิติการเคลื่อนย้ายของดวงดาวที่ทำให้เห็นว่า โลกไม่ใช่ศูนย์กลางจักรวาลตามความเชื่อดั้งเดิมอีกต่อไป
แต่แม้ว่า “ข้อมูล” จะเป็นเรื่องสำคัญ แต่จะมี “น้ำยา” ได้ไม่ใช่แค่เพียงลำพังตัวข้อมูลเอง ยังต้องสามารถเล่าเรื่องและมีคนนำไปทำต่อได้จึงจะมีโอกาสทำให้เรื่องราวทั้งหมดประสบความสำเร็จได้
โดยได้ยกตัวอย่างของ “Rose Diagram” ของ “ฟลอเรนซ์ ไนติงเกล” นางพยาบาลที่ไม่ใช่เป็นแค่ต้นแบบของนางพยาบาลทั้งปวง แต่ยังเป็นแม่แบบของ “data” ด้วยการบันทึกข้อมูลการรักษาทหารอังกฤษ ทำเป็น “Rose Diagram” ทำให้พบว่าทหารอังกฤษไม่ได้ตายในสนามรบ แต่ตายในโรงพยาบาลเพราะติดเชื้อ เนื่องจากในยุคนั้นไม่มียาปฏิชีวนะ
“Rose Diagram เก็บ data จากภาคสนามในแบบที่ไม่เคยมีใครเก็บมาก่อน และนำมาพรีเซนต์ดึงดูดความสนใจ ทำแคมเปญให้สังคมตระหนักและกดดันให้เกิดการออกกฎหมายปฏิรูปการรักษาพยาบาลได้สำเร็จ”
Open Data ภาครัฐล้มเหลว
“แต่ปัญหาในไทย คือ หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีข้อมูล แต่ละคนอ้างความเป็นเจ้าของข้อมูล อ้างความเป็นเจ้าภาพในการทำหน้าที่ ซึ่งไม่ว่าจะหยิบมาเรื่องไหนของไทยก็จะเป็นแบบนี้ ฉะนั้น การจะทำให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาได้หรือไม่ คือ ความท้าทายที่จะเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาทำงานร่วมกันให้ได้”
open data จะเกิดได้มี 4 องค์ประกอบสำคัญ คือ
1.ต้องมีการเปิดเผยข้อมูลในรายละเอียด อาทิ ไม่ใช่เปิดเผย แค่คนไทยตายเพราะอุบัติเหตุปีละ 2 หมื่นกว่าคน แต่ต้องลงถึงระดับจุดเกิดเหตุแต่ละเคสที่จะสามารถนำไปวิเคราะห์ได้
2.การเปิดต้องไม่มีค่าใช้จ่าย “ในไทยยังมีข้อมูลเปิดไม่ค่อยเยอะ และเปิดแล้วฟรียิ่งมีน้อย อย่างการวิจัยเรื่องการถือหุ้นของบริษัทต่าง ๆ ที่ทางสถาบันป๋วยฯกว่าจะวิจัยได้ต้องใช้ข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ เฉพาะค่าข้อมูลหมดเป็นแสน หรือทีดีอาร์ไอทำวิจัยเกี่ยวกับคนตกงาน ก็ต้องซื้อข้อมูลสถิติรายไตรมาสจากสำนักงานสถิติแห่งชาติก็ต้องจ่ายหลายหมื่นบาท ข้อมูลเรื่องดินฟ้าอากาศก็ต้องซื้อ”
3.ข้อมูลต้องอยู่ในรูปแบบที่คอมพิวเตอร์นำมาใช้งานต่อได้ ซึ่งมีปัญหามากในราชการไทย คือ ข้อมูลอยู่ในกระดาษ หรือเป็นไฟล์รูปแบบ PDF ที่คอมพิวเตอร์นำไปใช้ต่อไม่ได้ ถือเป็นความล้มเหลวของข้อมูลภาครัฐ
4.คือต้องเป็นการใช้งานแบบไม่มีเงื่อนไข เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงมีปัญหาข้อมูลไม่มีน้ำยา ทั้งที่หลายเรื่องทำได้ง่าย ๆ ซึ่งต้องมีการทำงานร่วมกัน
โดยภาคประชาชนและภาควิชาการเพื่อนำข้อมูลภาครัฐมาใช้งานให้ได้ ผ่านกฎหมายรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่เปิดให้เรียกข้อมูลจากราชการได้ เพื่อให้ขยับไปสู่การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ และก้าวไปสู่โอเพ่นกัฟเวิร์นเมนต์ได้
“การทำงานในประเทศไทยต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้เยอะอย่ารอแต่ภาครัฐ มิฉะนั้น ทุกอย่างก็จะล้มเหลว เราต้องทำเองเพื่อเอาตัวรอดไปด้วย พร้อมกับการกระตุ้นภาครัฐไปด้วย อย่างข้อมูลจาก IOT จากสมาร์ทดีไวซ์ต่าง ๆ ซึ่งยังมีอีกเยอะ และมีข้อมูลให้ได้นำมาใช้ประโยชน์ได้”
“น้ำยา” อยู่ที่คนทำ-คนรับ
“ภาณุเดช วศินวรรธนะ” จาก Opendream ผู้ทำแผนที่จุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ “YAK DATA” โดยใช้ข้อมูลจุดอันตรายที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อย ทั้งจากโรงพยาบาล กู้ภัย ประกันภัย มาบูรณาการร่วมกัน แล้วเผยแพร่บนเว็บไซต์เพื่อหวังช่วยลดอุบัติเหตุ
“ใครที่มีดาต้าที่คนอื่นไม่มีอยู่ในมือจะรวย ข้อมูลที่อยู่ในภาคธุรกิจมีอยู่ละเอียดมากไม่ต้องห่วง แต่ภาครัฐไทยยังไม่เห็นความสำคัญของ data ฉะนั้น ภาครัฐจะค่อย ๆ ง่อยลงเรื่อย ๆ แม้ปัจจุบันก็ยังไม่เห็นความตื่นตัวในเรื่องนี้โดยเฉพาะในแง่ของการวัดผล”
ด้าน “ณภัทร จาตุศรีพิทักษ์” จาก Siametrics Consulting กล่าวว่า ในแง่ธุรกิจ data ก็ช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตั้งแต่การรับสมัครคัดเลือกคนทำงานไปจนถึงการเลือกทำเลตั้งสาขาหรือร้านใหม่ รวมไปถึงการบริหารซัพพลายเชนซึ่งเหมือนว่าธุรกิจควรจะใช้อยู่แล้ว แต่จริง ๆ มีบริษัทที่ใช้งานไม่มาก พวกนี้ data สามารถนำมาประมวลผลเพื่อทำนายได้
“ปัญหาอุบัติเหตุเป็นวาระระดับโลก ในไทยทุก 24 ชั่วโมงมีคนตาย 50 คนจากอุบัติเหตุ และเป็นปัญหาปราบเซียน ตั้งแต่ทำ data มานี่คือยากที่สุดแล้ว เพราะ data ไม่ค่อยสมบูรณ์ ซึ่งแค่นำ data มาระบุจุดที่เกิดเหตุ ยังไม่ต้องใช้แมชีนเลิร์นนิ่งมาช่วยก็สามารถช่วยลดการตายได้ เพราะช่วยให้คนระวังได้มากขึ้น”
ส่วน data จะมีน้ำยาหรือไม่นั้น “ขึ้นอยู่กับคนทำและคนรับดาต้าไปว่ามีน้ำยาในการนำไปใช้ประโยชน์ด้วยหรือไม่”