MTL กางแผนปี’63 ปรับเกมสู้ “ยีลด์ต่ำ-เบี้ยติดลบ”
นอกจากภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงขาลงแล้ว โจทย์หินของธุรกิจ “ประกันชีวิต” ในปีหนูนี้ คงหนีไม่พ้นภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำต่อเนื่อง ขณะที่การบังคับใช้กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล จะเริ่มวันที่ 28 พ.ค.นี้ รวมถึงมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS17 ที่จะบังคับใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะขับเคลื่อนอย่างไร “สาระ ล่ำซำ” กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เมืองไทยประกันชีวิต (MTL) ได้ฉายภาพธุรกิจในปี 2563 แก่สื่อมวลชน ในทริปเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ “สรรค์สาระ” บนเนื้อที่กว่า 48 ไร่ ที่ จ.ราชบุรี ที่บริษัทได้ทุ่มเงินลงทุนไปกว่า 600 ล้านบาท
แก้เกมเบี้ยต่ออายุติดลบ
“สาระ” เล่าถึงผลการดำเนินงานของบริษัทในปี 2562 ที่ผ่านมา ว่า บริษัทมีเบี้ยรับรวมอยู่ที่ 83,840 ล้านบาท ติดลบไป 11% แบ่งเป็นเบี้ยปีแรก 25,956 ล้านบาท เติบโต 30% และเบี้ยปีต่ออายุ 57,885 ล้านบาท ติดลบ 19% โดยเบี้ยประกันชีวิตควบการลงทุน (ยูนิตลิงก์) เบี้ยใหม่เติบโต 163% ประกันสุขภาพและโรคร้ายแรงโต 11%
ขณะที่ในปี 2563 นี้ ปัจจัยเสี่ยงมีอยู่ค่อนข้างมาก หากเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียวได้ก็ถือว่าเก่งแล้ว เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยต่ำ เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (yield curve) ทำสถิติต่ำสุดรอบใหม่ ซึ่งบริษัทต้องพยายามรักษาส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เก็ตแชร์) โดยพิจารณาว่าพอร์ตโฟลิโอแบบประกันใดที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้ในอนาคต นอกจากนี้ ยังต้องคำนึงถึงความเพียงพอของเงินกองทุน (CAR) รวมทั้ง IFRS17 ที่ต้องทดสอบความเพียงพอของหนี้สินประกันภัย (LAT) เข้าไปด้วย
“ดังนั้น ปีนี้แบบประกันสะสมทรัพย์ แม้จะยังมีขาย แต่ผลตอบแทนที่ระดับ 3% ไม่น่าทำได้แล้ว โดยปัจจุบันบริษัทยังมีพอร์ตที่เป็นแบบประกันสะสมทรัพย์ ที่ชำระเบี้ยครบแล้ว แต่ยังให้ความคุ้มครองต่อไปตามเงื่อนไข (paid-up policy) หรือกรมธรรม์ที่ครบกำหนด (maturity) ซึ่งกดดันทำให้เบี้ยต่ออายุและเบี้ยรับรวมของบริษัทยังติดลบอยู่”
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ตัวแทนและพนักงานแบงก์ได้ปรับไปขายสินค้าความคุ้มครอง ประกันสุขภาพ และยูนิตลิงก์เต็มที่มากขึ้น โดยคาดว่าปีนี้เบี้ยใหม่ยูนิตลิงก์จะโต 28%
“โคโรน่า” หนุนประกันสุขภาพ
ส่วนธุรกิจประกันสุขภาพและโรคร้ายแรง (Health&CI) “สาระ” บอกว่า คาดว่าจะโตสูงถึง 99% ในปีนี้ จากปีก่อนโต 11% เนื่องจากประกันสุขภาพจะได้รับการตอบรับที่ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า
“คาดว่าถึงสิ้นปีนี้ สัดส่วนพอร์ตผลิตภัณฑ์ความคุ้มครอง สุขภาพ โรคร้ายแรง และการลงทุน จะกินส่วนแบ่งเพิ่มเป็น 73% จากสิ้นปี 2562 อยู่ที่ 67%”
เจาะกลุ่มรายได้ปานกลาง
ทั้งนี้ บริษัทจะเดินหน้าเจาะตลาดผู้มีรายได้ปานกลาง เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึง health insurance มากขึ้น หลังจากปีที่แล้วส่ง elite health เจาะตลาดกลุ่มบนได้ดี และจะขยายความคุ้มครอง ทั้งอายุที่กว้างขึ้น และปรับความคุ้มครองเพิ่มขึ้น
ด้านประกันกลุ่มจะเข้าไปเจาะลูกค้าองค์กรเพิ่ม ล่าสุด ได้เปิดตัวเมืองไทย สมาร์ท ลิงค์ 10/1 (Global) แบบประกันประเภท index linked ที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในภาวะดอกเบี้ยต่ำ โดยจัดสรรเงินลงทุนอ้างอิงกับการลงทุน จากดัชนี Citi Global Multi Asset Index ซึ่งบริหารจัดการโดย Citi ที่มีกลยุทธ์การลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์ทั่วโลก
ปรับพอร์ตลงทุนปั้นผลตอบแทน
“สาระ” กล่าวว่า ส่วนการบริหารผลตอบแทนปีนี้ การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ออกประกาศด้านการลงทุนใหม่ เป็นโอกาสที่จะขยายสัดส่วนลงทุนเพิ่มทั้งในและต่างประเทศ แต่ต้องดูให้รอบคอบ ซึ่งกำลังพิจารณา
“ดวงพร วาสนาสมปอง” รองกรรมการผู้จัดการ MTL เสริมว่า ณ สิ้นปี 2562 บริษัทมีสินทรัพย์รวมที่ 5.31 แสนล้านบาท โต 10% จากปีก่อนหน้า โดยการปรับพอร์ตปีนี้ อาจต้องหาโอกาสลงทุนหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยหลัก ๆ จะเน้นลงทุนในหุ้นสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ดี พอร์ตใหญ่ 80% จะยังคงลงทุนผ่านตราสารหนี้ ส่วนที่เหลือลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และเงินให้กู้ยืม
เร่งขยายตลาดอาเซียน
ส่วนแผนขยายกิจการในต่างประเทศ “สาระ” บอกว่า ปัจจุบันบริษัทออกไปลงทุนใน 3-4 ประเทศ ซึ่งเบี้ยเติบโตค่อนข้างดี โดยบริษัทร่วมทุน Sovannaphum Life Assurance PLC ในประเทศกัมพูชา มีเบี้ยรับรวมเติบโต 194% ขณะที่บริษัทร่วมทุน MB Ageas Life ในเวียดนาม มีเบี้ยรับรวมเติบโต 178% และบริษัทร่วมทุน ST-Muang Thai Insurance ใน สปป.ลาว มีเบี้ยรับรวมเติบโต 127%
“เราอยู่ระหว่างหาบริษัทร่วมทุนในเมียนมา และมีแผนขยายตลาดในอินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ด้วย”
“นิรัตน์ บูชาสุข” รองกรรมการผู้จัดการ MTL เสริมว่า ปีนี้คาดว่าความชัดเจนการหาบริษัทร่วมทุนในเมียนมา จะมีความชัดเจน หลังบริษัทเปิดสำนักงานผู้แทนในเมืองย่างกุ้งมากว่า 5-6 ปีแล้ว
“เราสนใจเข้าไปลงทุนแบบ joint venture เพราะไม่ต้องสร้างฐานลูกค้าใหม่ และพันธมิตรท้องถิ่นจะมีความเชี่ยวชาญตลาดอยู่แล้ว”
ทั้งหมดนี้ คือการปรับตัวของค่ายใหญ่อย่าง “เมืองไทยประกันชีวิต” ที่พยายามหาวิธีทำให้ธุรกิจเติบโตได้ดีขึ้นท่ามกลางปัจจัยลบที่รุมเร้า