ค่าเงินบาทแข็งค่า หลังตัวเลขส่งออกดีกว่าคาด ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิดน้อยลง
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 21 เมษายน 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/4) ที่ระดับ 32.50/52 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันจันทร์ (20/4) ที่ระดับ 32.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อคืนที่ผ่านมาค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นในฐานะสกุลเงินปลอดภัย เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักอื่น ๆ หลังราคาน้ำมันดิบ WTI สัญญาส่งมอบเดือนพฤษภาคม ได้ทรุดตัวลงแตะระดับติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายสัญญาน้ำมันในตลาด NYMEX เนื่องจากนักลงทุนยังคงวิตกกังวลว่า การที่รัฐบาลทั่วโลกมีมาตรการล็อกดาวน์ จะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทรุดตัวลง อีกทั้งในขณะนี้อุปทานของน้ำมันทั่วโลกได้ล้นตลาด จนราคาการเก็บน้ำมัน (Storage cost) เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งตรงข้ามกับอุปสงค์หรือความต้องการที่ลดลงอย่างมาก นอกจากนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ถึงแม้ในบางประเทศจะเริ่มดูดีขึ้นและเริ่มมีการส่งสัญญาณผ่อนคลายการปิดเมือง อาทิ ในนิวซีแลนด์และเยอรมนี ที่มีการปรับระดับความเข้มงวดของการปิดเมืองลง อย่างไรก็ตามผลกระทบที่เกิดขึ้นได้เริ่มสะท้อนออกมายังตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่บ้างแล้ว โดยเมื่อคืนนี้ ดัชนี Chicago Fed National Activity Index (CFANAI) ซึ่งเป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักตัวชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐจำนวน 85 รายการ ดิ่งลงสู่ระดับ -4.19 ในเดือน มี.ค. หลังจากแตะระดับ +0.06 ในเดือน ก.พ.
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในวันนี้ค่าเงินบาทเริ่มปรับตัวอ่อนค่าขึ้นในตอนเช้าตามเงินสกุลหลักอื่น ๆ อย่างไรก็ตามในช่วงสาย มีแรงหนุนให้บาทกลับมาแข็งค่าอยู่สองปัจจัย ได้แก่ ตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนมีนาคมที่ผ่านมา ด้านการส่งออกขยายตัว 4.17% สูงกว่าที่ตลาดคาดว่าจะหดตัว 5.8% ซึ่งถือว่ามีมูลค่าสูงสุดในรอบ 8 เดือน ส่วนการนำเข้าขยายตัวที่ระดับ 7.25% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 1,592.1 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ทำให้ภาพรวมในไตรมาสที่ 1 ของปี 2563 การส่งออกขยายตัว 0.91% ส่วนการนำเข้าหดตัว 1.92% ส่งผลให้ดุลการค้าเกินดุล 3,933.7 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้อีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนค่าเงินบาท ได้แก่ ในวันนี้ (21/4) ตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพิ่มขึ้น 19 ราย ส่งผลให้ขณะนี้มียอดผู้รักษาตัวในโรงพยาบาลลดเหลือเพียง 655 คน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ยังต้องรอฟังมติเกี่ยวกับแนวทางการป้องกันโรคต่อไป ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.47-32.60 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 32.46/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรในวันนี้ (21/4) ค่าเงินยูโรเปิดตลาดที่ระดับ 1.0855/57 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/4) ที่ระดับ 1.0881/85 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรยังคงอ่อนค่าจากความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส ซึ่งยังมีหลายประเทศในภูมิภาคที่ตัวเลขการติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะสเปน ที่ล่าสุดกลายเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อไวรัสโควิ-19 มากที่สุดในยุโรป และเป็นประเทศที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากสหรัฐ โดยนักลงทุนจะจับตาอย่างใกล้ชิดกับการประชุมสุดยอดของสหภาพยุโรป (อียู) ในวันพฤหัสบดีนี้ (23/4) เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้เกี่ยวกับมาตรการของอียู ในการรับมือกับวิกฤตโควิด-19 หลังจากที่มีการเรียกร้องให้ อียู ออกพันธบัตรยูโรโซนร่วมกัน นอกจากนี้แล้วค่าเงินปอนด์ได้อ่อนค่าลงเช่นกัน หลังจากการที่รัฐบาลอังกฤษยังไม่มีแนวโน้มผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ในเร็ว ๆ นี้ โดยนายไมเคิล โกฟ รัฐมนตรีประจำสำนักคณะรัฐมนตรีอังกฤษ กล่าวว่า รัฐบาลอังกฤษจะยังไม่มีการพิจารณาผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ที่มีการบังคับใช้เมื่อ 4 สัปดาห์ก่อน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0820-1.0858 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0840/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนในวันนี้ (21/4) เปิดตลาดที่ระดับ 107.70/72 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (20/4) ที่ระดับ 107.65/68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ในวันนี้ค่าเงินเยนแกว่งตัวแข็งค่าขึ้นในฐานะเงินสกุลปลอดภัย หลังราคาน้ำมันทรุดตัวอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถแข็งค่าได้มากหลังยังถูกกดดันจากรายงานที่ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นจะเพิ่มวงเงินมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 โดยจะมีการแจกเงินสดให้กับประชาชนรายละ 100,000 เยน ซึ่งทำให้งบฯมาตรการฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 เพิ่มเป็น 117.1 ล้านล้านเยน (1.09 ล้านล้านดอลลาร์) ซึ่งเป็นวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทั้งนี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 107.31-107.75 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 107.35/37 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจของสหรัฐในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดขายบ้านมือสองเดือน พ.ค. (21/4) ดัชนีราคาบ้านเดือน ก.พ. (22/4) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน เม.ย.จากมาร์กิต (23/4) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นต้นเดือน เม.ย. จากมาร์กิต (23/4) ยอดขายบ้านใหม่เดือน มี.ค. (23/4) จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (23/4) ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือน มี.ค. (24/4)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.3/+0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +2.75/+4.6 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ