ส.อ.ท.ชง 5 ข้อเสนอร้องรัฐช่วยเอสเอ็มอีฝ่าวิกฤตโควิด-19 ด้านสมาพันธ์-สภาเอสเอ็มอีหวั่นเข้าไม่ถึงเงินทุน ชงรัฐเจียดซอฟต์โลนตั้งกองทุน 3 แสนล้านพร้อมปรับเกณฑ์เจาะลึกช่วย “ไมโคร-เอสเอ็มอีไซซ์ S” ก่อน พร้อมปลดล็อกปล่อยกู้กองทุนประกันสังคม 12 เดือนปลอดดอกเบี้ย หวังนำไปจ่ายค่าแรงพยุงธุรกิจ
นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังการประชุม คณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจภาคเอกชนในศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) ครั้งที่ 2/2563 ว่า ภาคเอกชนได้รวบรวมข้อเสนอเพื่อเร่งนำส่งให้กับทางรัฐบาลเป็นการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ประกอบการ SMEs โดยด่วน ทั้งในช่วงที่กำลังเกิดวิกฤตเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19)และหลัง โดยคณะทำงานกลุ่มมาตรการเพื่อธุรกิจ SMEs นี้ วางไว้ 5 มาตรการสำคัญไว้ ทั้งด้านประกันสังคม/กองทุน/แรงงาน ด้านภาษี ด้านสาธารณูปโภค/ที่ดิน ด้านการเงิน และด้านอื่น ๆ
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช เลขาธิการสมาพันธ์ SME ไทย และประธานสมาพันธ์ SME ไทย ส่วนภูมิภาค เปิดเผย”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ปัญหาหลักที่เอสเอ็มอี และไมโครเอสเอ็มอีพบเป็นเรื่องสภาพคล่องและการเข้าไม่ถึงมาตรการสินเชื่อของภาครัฐ ทางสมาพันธ์จึงได้เรียกร้องผ่านคณะที่ปรึกษาด้านธุรกิจว่า ขอให้จัดสรรเงินกู้ซอฟต์โลนที่รัฐบาลจะออก 500,000 ล้านบาท แบ่งเงินนี้สัดส่วน 200,000-300,000 ล้านบาท มาตั้งเป็นกองทุนเพื่อให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยให้บริหารในรูปแบบกรรมการเป็นรายจังหวัด 76 จังหวัด ที่มีองค์ประกอบ คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด เป็นประธาน ร่วมด้วยกรรมการจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดหอการค้าจังหวัด พาณิชย์จังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด เป็นต้น
และให้แบ่งการจ่ายผ่านสถาบันการเงิน เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเอสเอ็มอี และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เป้าหมายเพื่อให้เอสเอ็มอีแต่ละจังหวัดเข้าถึงแหล่งเงินทุน สามารถพยุงธุรกิจและรักษาการจ้างงานได้พร้อมทั้งขอให้ปรับเกณฑ์การให้สินเชื่อตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) แทนของธนาคารแห่งประเทศไทย เพราะหลักของ ธปท.จะมีขอบเขตในการดูแลเรื่องคนค้ำ หลักทรัพย์ ความสามารถในการชำระหนี้ ตลอดจนโอกาสในการชำระเงินคืนในอนาคต และกำหนดวงเงินหลักทรัพย์ตามเวิร์กกิ้งแคปที่สูง ซึ่งหากใช้หลักเกณฑ์นี้พิจารณาจะทำให้กลุ่มไมโครเอสเอ็มอี และเอสเอ็มอีไซซ์ S เข้าไม่ถึงเงินทุน
“เดิมรัฐให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เช่น วงเงิน 500 ล้านบาท อนุมัติวงเงินตามเวิร์กกิ้งแคป ประมาณ 20% ของวงเงินคงค้าง หรือประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งวงเงินขนาดนี้มีแต่เอสเอ็มอีไซซ์ Mบวกบวกที่เข้าถึง ตอนนี้เปิดธุรกิจไม่ได้ ไม่มีทางที่จะหาคนค้ำหรือหลักทรัพย์มาค้ำประกันแน่นอน ดังนั้นควรหันมาใช้เกณฑ์ของ สสว. ที่ลดวงเงินในการคำนวณต่ำลง เหลือ 50-100 ล้านบาทและหากเอกชนที่เป็นกลุ่มลูกค้าที่ดีไม่เคยผิดนัดชำระหนี้ก็ควรเข้าถึงแหล่งเงินทุน”
นายแสงชัยกล่าวว่า หากรัฐบาลไม่ช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีล้มจะกระทบภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ เพราะไมโครเอสเอ็มอีคิดเป็นสัดส่วน 60-70% ของผู้ประกอบการ รวมกับเอสเอ็มอีไซซ์ S จะมีประมาณ 20% รวม 2 กลุ่มนี้มีประมาณ 80% ส่วนไซซ์ M มีประมาณ 5-7% และไซซ์แอลมี 1% ซึ่ง 2 กลุ่มหลังนี้มีความสามารถเข้าเกณฑ์เข้าถึงแหล่งเงินทุนมากกว่า หากรัฐปล่อยให้เอสเอ็มอีล้ม พนักงานตกงาน กลับมาเป็นปัญหาของเศรษฐกิจต่อไปอีก
นอกจากนี้ สมาพันธ์ขอให้รัฐเร่งรัดการให้ความช่วยเหลือตามที่ได้ผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปก่อนหน้านี้ เช่น เงินกองทุน สสว. และเอสเอ็มอีแบงก์ 5,000 ล้าน รวมถึงเงินกองทุนธนาคารออมสินช่วยเอสเอ็มอี 10,000 ล้านบาท ที่ผ่าน ครม.ไปตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมแล้ว แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถใช้โครงการได้
ส่วนกองทุนประกันสังคม 30,000 ล้านบาทสำหรับสมทบค่าจ้าง 50% ให้ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่ยังไม่ได้ปิดกิจการนั้น “วงเงินค่อนข้างน้อย” อาจจะไม่เพียงพอหากเทียบกับจำนวนธุรกิจที่เดือดร้อนขณะนี้ รวมถึงรูปแบบการใช้เงินกองทุนที่มีลักษณะเป็นการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ยากต่อการเข้าถึง ดังนั้นควรปรับเป็นการให้ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจกู้สำหรับนำไปจ่ายค่าแรงปลอดดอกเบี้ย 12 เดือน โดยผ่านสถาบันการเงินที่ผูกโยงกับบัญชีเงินเดือน เพื่อให้ธุรกิจเดินต่อไปได้ และพยุงการจ้างงาน
ส่วนข้อเสนออื่น ๆ ขอให้เร่งจัดทำ nation gigital platform ของประเทศไทย ที่บูรณาการให้ SMEs ได้ใช้ e-Commerce ขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ไทยมี big data เป็นของเราเอง เพื่อเป็นช่องทางสนับสนุนสินค้าไทยอย่างเป็นระบบ โดยอาจใช้ระบบ PPP (public private partnership) การลดการว่างงานให้บัณฑิตอาสาพัฒนาบ้านเกิด พัฒนา
องค์ความรู้ประชาชน 75,000 หมู่บ้าน โดยเน้น digital transform การใช้สมาร์ทโฟน แอปพลิเคขั้นต่างๆในการทำธุรกิจ ขณะเดียวกันขอให้เปลี่ยนไปรษณีย์ไทย เป็น hub logistic แห่งชาติมีระบบ DC เชื่อมต่อกับ SME logistics เพื่อลดต้นทุนการขนส่งสินค้า การทำ Thai Post Delivery สร้างเครือข่ายไปรษณีย์ไทยในชุมชนสร้างอาชีพ และขอให้ทูตพาณิชย์ปรับเปลี่ยนการทำงาน โดยส่งเสริมช่องทางการตลาด demand-supply เพื่อเชื่อมโยง SMEs ไทยสู่ตลาดโลก
ด้านนายไชยวัฒน์ หาญสมวงศ์ ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภา SMEs) กล่าวว่า หลังจากสำรวจปัญหาและแนวทางแก้ไข จากภาคีเครือข่าย 170 องค์กร จากผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อนำผลสรุปดังกล่าวเป็นข้อเสนอมาตรการเร่งด่วนไปยังรัฐบาลโดยขอให้รัฐบาลช่วยเหลือสถานประกอบการเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบประกันสังคม ด้วยการจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้าง 75% เป็นเวลา 3 เดือน ตามฐานข้อมูลจากสำนักงานประกันสังคม เพื่อพยุงกิจการของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
พร้อมทั้งจ่ายเงินช่วยผู้ประกอบการในอัตรา 25% ของเงินที่บริษัทได้ชำระผ่านระบบประกันสังคม (ที่ไม่ใช่เงินกู้) ให้ธนาคารผ่อนปรนเงื่อนไขในการพิจารณาให้สินเชื่อ โดยพิจารณาจากประวัติการกู้ยืมเงินเดิมของลูกค้าธนาคาร และพิจารณาให้วงเงินเพิ่มเติม โดยไม่ต้องยื่นเรื่องใหม่จากอัตราส่วนเงินกู้เดิมที่ชำระแล้ว
ขณะเดียวกันมีความจำเป็นต้องใช้กลไกงบประมาณจังหวัดผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด ในการให้เงินช่วยเหลือฟื้นฟูเศรษฐกิจของเอสเอ็มอี ซึ่งส่วนมากไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบธนาคารได้ มักเป็นปัญหาสะสมมายาวนานเลื่อนการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน work permit ออกไป 6 เดือนโดยอัตโนมัติ สำหรับแรงงานฝีมือต่างชาติและแรงงานไร้ฝีมือ ที่ไม่สามารถกลับไปต่ออายุได้ ให้นำค่าใช้จ่ายในช่วงวิกฤต 6 เดือน เช่น ค่าเช่าสำนักงาน ไปลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล และเมื่อจบวิกฤตครั้งนี้ รัฐจะต้องเน้นให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีด้านธุรกิจการเกษตรและอุปโภคบริโภค หรือสินค้าปัจจัย 4 เพื่อรักษาและเพิ่มศักยภาพในการผลิตอาหารของโลก ทั้งกลุ่มปกติและกลุ่มเฉพาะ เช่น ฮาลาล โคเชอร์ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ยังคงยืนยันว่า จากนี้ไปประเทศไทยจะต้องพึ่งพาธุรกิจในประเทศมากขึ้น สร้าง SMEs ให้เข้มแข็งแล้วสร้างตลาด โอกาสให้เขาขยายธุรกิจเติบโตในประเทศ ควบคู่ไปกับขยายเปิดตลาดไปต่างประเทศและค้าขายผ่านช่องทางอื่น ๆ ให้มากขึ้น เมื่อเกิดวิกฤตครั้งต่อไป เขาจะได้รับมือได้เร็ว ไม่ต้องล้มหรือรอแต่รัฐบาล