เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
SET วันนี้ลุ้นรีบาวด์ โฟลว์ขายชะลอ-ดอกเบี้ยคลาย ชู DELTA-HANA-KCE
Finance SET วันนี้ลุ้นรีบาวด์ โฟลว์ขายชะลอ-ดอกเบี้ยคลาย ชู DELTA-HANA-KCE
‘อนุทิน’ จี้​สัปดาห์นี้คิกออฟจ่ายเยียวยาน้ำท่วม หลัง 4.7 พันล้านถึงมือออมสิน
Politics ‘อนุทิน’ จี้​สัปดาห์นี้คิกออฟจ่ายเยียวยาน้ำท่วม หลัง 4.7 พันล้านถึงมือออมสิน
ค่าเงินบาทวันนี้ (5 ต.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.55 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (5 ต.ค. 69) เปิดตลาดแข็งค่า 33.55 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ 66,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 ต.ค. 69) ดีดขึ้น 200 บาท ทองรูปพรรณ 66,950 บาท
เตือนความเสี่ยง ‘เฮดจ์ฟันด์’ ‘ปั่นป่วน’ ตลาดพันธบัตรสหรัฐ
World เตือนความเสี่ยง ‘เฮดจ์ฟันด์’ ‘ปั่นป่วน’ ตลาดพันธบัตรสหรัฐ
How To ใช้ ‘อารมณ์ขัน’ ในงานธุรกิจ ยิ้มได้ มัดใจคนฟัง ไม่เสีย ‘ความน่าเชื่อถือ’
SD How To ใช้ ‘อารมณ์ขัน’ ในงานธุรกิจ ยิ้มได้ มัดใจคนฟัง ไม่เสีย ‘ความน่าเชื่อถือ’
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (5 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 1.98% อยู่ที่ 86,362 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (5 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 1.98% อยู่ที่ 86,362 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (5 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (5 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดวงรายสัปดาห์ 4-10 ตุลาคม 2569
ดวง ดวงรายสัปดาห์ 4-10 ตุลาคม 2569
สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
Biz Movement สำนักพิมพ์มติชน ชวนรำลึก 6 ตุลา ผ่าน 3 เวทีเสวนา
ดูทั้งหมด

กสทช.ดันเต็มสูบ “ดาวเทียมไทยดวงใหม่” เอกชนหวั่นค่าต๋งแพง

12 มิ.ย. 2563 | 14:30น.
กสทช.ดันเต็มสูบ "ดาวเทียมไทยดวงใหม่" เอกชนหวั่นค่าต๋งแพง

กสทช.ขีดเส้นต้นปี”64 ได้ผู้ชนะคว้าสิทธิยิงดาวเทียมใหม่ ชงบอร์ดเคาะ “ประมูล-คัดเลือก” ฟากเอกชนร้องอย่าจัดแพ็กขายพ่วง พร้อมขอทบทวนเกณฑ์วางเงินประกันโครงการ-ค่าธรรมเนียมไลเซนส์ หวั่นแข่งตลาดยาก

พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ รองเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานจัดทำหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตให้มีการใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในการจัดชุด (Package) เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช.จะเร่งคัดเลือกผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้วงโคจรดาวเทียมที่เป็นสิทธิของประเทศไทย เพื่อปลดล็อกสุญญากาศในกิจการดาวเทียมของประเทศที่หยุดชะงักไปตั้งแต่ปี 2559 หลังการยิงดาวเทียมไทยคม 8 ขึ้นสู่วงโคจร และเปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรมในกิจการนี้ ทั้งยังเป็นการเร่งรักษาสิทธิในวงโคจรดาวเทียมตามที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้

รอเคาะ “ประมูล-คัดเลือก”

โดยจะนำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการใช้สิทธิในการเข้าใช้วงโคจรดาวเทียมในลักษณะจัดชุด (Package) ออกประชาพิจารณ์ในเดือน ส.ค. นี้ หลังจากนำไปปรับปรุงตามข้อเสนอแนะในการรับฟังความเห็นเฉพาะกลุ่ม (focus group) เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา และเริ่มกระบวนการจัดสรรในเดือน พ.ย. ก่อนประกาศผู้ชนะการคัดเลือกได้ในต้นปี 2564 โดยจะมีใบอนุญาต 15 ปี

ส่วนรูปแบบการคัดเลือกนั้น ยังต้องรอให้ที่ประชุมบอร์ด กสทช.ตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการประมูล หรือการคัดเลือกแบบ “ไฮบริด” คือพิจารณาทั้งเกณฑ์ทางด้านเทคนิค ข้อเสนอด้านประโยชน์ให้กับรัฐกับสาธารณะและด้านการวิจัยพัฒนา คู่กับเกณฑ์ด้านราคา

“กสทช.ไม่ได้เน้นว่าจะหาเงินรายได้เข้ารัฐเยอะ ๆ แต่ต้องการหาผู้ที่จะนำตำแหน่งวงโคจรไปใช้ประโยชน์และรักษาสิทธิของประเทศมากกว่า”

จัดแพ็ก 4 ชุด

เบื้องต้นจะนำ 7 ตำแหน่งวงโคจรที่ไม่มีผู้ใช้งานอยู่มาจัดเป็น 4 ชุด เพื่อนำออกจัดสรร ชุดที่ 1 ประกอบด้วย วงโคจร 50.5 ตะวันออก กับ 51 ตะวันออก ชุดที่ 2 วงโคจร 78.5 ตะวันออก ชุดที่ 3 วงโคจร 119.5 ตะวันออก กับ 120 ตะวันออก และชุดที่ 4 วงโคจร 126 ตะวันออก กับ 142 ตะวันออก

“ตำแหน่งที่ 50.5E และ 142E ถือเป็นจำเป็นเร่งด่วนเพราะใกล้ครบเวลาที่ ITU ให้สิทธิไว้แล้ว ส่วนวงโคจร 78.5E เป็นของไทยคม 5 ที่ปลดระวางแล้วและ 119.5E ของไทยคม 4 ที่มีอายุทางวิศวกรรมถึงปี 2566 เป็นการนำมาจัดสรรล่วงหน้า”

ส่วนวงโคจรที่พร้อมจะยิงดาวเทียมดวงใหม่ได้ทันทีคือ 50.5E 51E 126E และ 142E จึงน่าจะมีเอกชนสนใจ

หนักใจกลัวเอกชนเมิน

รองเลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า หากไม่มีคนสนใจหรือเข้าไม่ครบ ก็อาจจะพิจารณาปรับลดราคาลง แต่ยืนยันว่า ตัวเลขมูลค่าที่ประเมินไว้ไม่สูง หลัก ๆ คือจะคิดจากค่าใช้จ่ายที่แต่ละสลอตเคยยื่นขอไฟลิ่งกับ ITU เพราะหากคิดราคาสูง ๆ ถ้าไม่มีใครสนใจเลยจะยิ่งหนัก จึงพยายามประเมินจากสิ่งที่ต้องจ่ายให้กับ ITU จริง ๆ เท่านั้น เพื่อหาคนมารักษาสิทธิดาวเทียมให้ได้มากกว่า นี่ยังกังวลว่า อาจจะมีคนไปเทียบกับระบบสัมปทานที่ไทยคมเคยจะต้องจ่ายให้รัฐถึง 22.5% แต่ต้องเข้าใจว่า ในประเทศอื่น ๆ ไม่มีระบบนี้ ปกติคือรัฐบาลจะให้สิทธิเอกชนไปดำเนินขอวงโคจรดาวเทียมเบ็ดเสร็จทั้งหมดเอง และมีแค่ 2-3 ประเทศทั่วโลกที่ใช้วิธีประมูลวงโคจร จึงต้องหาวิธีที่ทำให้กิจการดาวเทียมไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ด้วย

แต่ถ้าสุดท้ายแล้วยังไม่มีผู้สนใจ รวมถึงภาครัฐเองก็ไม่สนใจลงทุน กสทช.ก็มีสิทธิจะประเมินว่า หากเป็นภาระกับหน่วยงานภาครัฐมากเกินจำเป็น ก็อาจจะต้องสละสิทธิในบางตำแหน่งวงโคจร

ร้องอย่าขายพ่วง

ด้านนายเอกชัย ภัคดุรงค์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการอาวุโส ส่วนงานรัฐกิจ บมจ.ไทยคม กล่าวในเวที focus group ว่า กสทช.ไม่ควรนำวงโคจรมารวมจัดแพ็กเกจ แต่ควรเปิดให้ยื่นขอรับอนุญาตเป็นรายวงโคจร ที่สำคัญควรรีบประกาศรายละเอียดหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่ชัดเจนเพื่อให้มีเวลาศึกษาโครงการ

“ที่ผ่านมาไทยคมใช้เวลาเป็นปีกว่าจะประเมินมูลค่าโครงการ ถ้า กสทช.ให้เวลาแค่ 30 วันอาจจะไม่เพียงพอ ที่สำคัญคือกิจการดาวเทียมไม่เหมือนมือถือ การสกรีนคุณสมบัติของคนที่จะขอรับใบอนุญาตก่อนว่า มีเงินและทำเป็น เป็นเรื่องที่ต้องคำนึงก่อนจะมองว่าจะประมูลในรูปแบบไหน เพื่อให้ได้คนที่พร้อมจะทำธุรกิจนี้จริง ๆ หากพบว่ามีมากกว่า 1 ราย ค่อยมาดีไซน์รูปแบบประมูลก็ได้ เพราะเป็นตลาดที่แข่งขันสูง มีคู่แข่งเป็นต่างชาติมากมาย และส่วนใหญ่ทำธุรกิจกันมามากกว่า 20 ปี มีประสบการณ์สูง ทั้งยังแทบจะไม่มีภาระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ เลย”

นอกจากนี้ควรมีการทบทวนอัตราค่าธรรมเนียมโดยแยกระหว่างค่าวงโคจรหรือไฟลิ่งในระดับ 0.25% กับค่าดำเนินการของ กสทช. ที่อาจจะเป็นจำนวนคงที่เพื่อให้สะดวกในการประเมินมูลค่า หรือคิดราว 0.1% เหมือนที่ผู้ประกอบการในต่างประเทศส่วนใหญ่จ่ายอยู่

ขณะที่ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการนั้น ควรจะมีการระบุแยกให้เก็บจากรายได้ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเท่านั้น และควรคำนึงถึงการจัดเก็บซ้ำซ้อนเพราะลูกค้าดาวเทียมส่วนใหญ่ก็จะต้องจ่ายค่าไลเซนส์ให้ กสทช.ด้วยเช่นกัน เพื่อไม่ให้เกิดภาระมากจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้

ขอทบทวนเกณฑ์หลักประกัน

นายธานินท์ หยวกขาว ผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์สื่อสารดาวเทียม บมจ. กสท โทรคมนาคม (แคท) เปิดเผยว่า ประเด็นที่เอกชนกังวลส่วนใหญ่จะคล้ายกับที่ไทยคมตั้งข้อสังเกต ในส่วนของแคทเองต้องการความชัดเจนเรื่องการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ประกอบการในกรณีที่เป็น “กิจการร่วมค้า” หรือการจับมือร่วมกับพาร์ตเนอร์หลาย ๆ รายเข้าร่วมการคัดเลือก จะยึดเกณฑ์คุณสมบัติอย่างไรบ้าง อาทิ กรณีที่พาร์ตเนอร์เป็นต่างชาติ เพราะบริษัทในไทยที่มีประสบการณ์ในธุรกิจดาวเทียมมีแต่ไทยคมเท่านั้น

ขณะที่ตัวแทนจากบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเกณฑ์การวางหลักประกันโครงการของ กสทช.ที่จะไม่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามา เพราะเป็นโครงการที่มีมูลค่าสูงและในช่วง 3-4 ปีแรกยังไม่มีรายได้เข้ามา แต่ กสทช.มีแนวคิดอาจจะให้วางเงินประกันในระดับ 50% ของมูลค่า ทั้งยังไม่ชัดเจนว่า จะได้รับเงินประกันคืนเมื่อใด

ตลาดดาวเทียมไทย ความต้องการ-ต้นทุน

ก่อนที่ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ฉบับล่าสุดจะประกาศใช้เมื่อ เม.ย. 2562 และมอบอำนาจให้ “กสทช.” เป็นผู้กำกับดูแลกิจการดาวเทียมแบบเบ็ดเสร็จ กสทช.ได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ด้วยการจ้างบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำอย่าง บริษัท เดเทคอน (ไทยแลนด์) จำกัด ให้ศึกษาความต้องการใช้งานดาวเทียมในประเทศไทย

โดยผลการศึกษาที่สำคัญระบุว่า อุปสงค์ดาวเทียมในประเทศไทยในปัจจุบัน และประมาณการความต้องการในอนาคต พิจารณาจากแนวโน้มโลก การใช้ประโยชน์และแนวโน้มการเติบโตเทียบกับภาพรวมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ร่วมกับสภาพการใช้งานดาวเทียมของตลาดในปัจจุบัน และความต้องการใช้งานของภาครัฐและภาคทหารในอนาคต พบว่าความต้องการใช้งานดาวเทียมของประเทศไทยมีแนวโน้มไปสู่ความต้องการแบบความจุสูง ในอัตราเติบโตสะสมเฉลี่ย 26.6% มากกว่าความต้องการดาวเทียมแบบทั่วไป อัตราเติบโตสะสมเฉลี่ย -4.2%

เช่นเดียวกับแนวโน้มของรายได้การให้บริการในช่วงเวลาที่ศึกษาคือ ปี 2559-2569 ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอัตราเติบโตสะสมเฉลี่ย 14.9% จากการเติบโตของความต้องการดาวเทียมแบบความจุสูง ขณะที่รายได้ของการให้บริการดาวเทียมแบบทั่วไปมีแนวโน้มไม่เพิ่มขึ้น เนื่องจากข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ไม่จูงใจต่อความต้องการใช้งาน แตกต่างจากดาวเทียมสื่อสารแบบความจุสูงที่มีประสิทธิภาพการใช้งานและประสิทธิภาพเชิงต้นทุน ทั้งยังมีอุปสงค์ดาวเทียมในการสื่อสารข้อมูล ดาวเทียมในการเข้าถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ดาวเทียมในการขนส่งเชิงพาณิชย์ (commercial mobility service/ESIM)

และเนื่องจากเทคโนโลยี 5G กำลังจะเปิดให้บริการเพื่อให้บริการบรอดแบนด์ความเร็วสูง และรองรับความต้องการใช้งาน IOT ซึ่งอาจทำให้เกิดความต้องการในการเข้าถึงพื้นที่เครือข่ายบรอดแบนด์ภาคพื้นดินไม่ครอบคลุม หรือรองรับแอปพลิเคชั่นที่ต้องการค่าความหน่วงต่ำ (latency) ซึ่งอาจจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีดาวเทียมสื่อสารความจุสูงแบบไม่ประจำที่ (NEGO-HTS) อย่างไรก็ตาม เป็นเพียงทางเลือก หากผู้ให้บริการเครือข่ายบรอดแบนด์เคลื่อนที่ภาคพื้นดินในไทย ต้องการใช้งานดาวเทียมร่วมกับเครือข่าย 5G เพื่อเพื่อประสิทธิภาพในด้านการขยายพื้นที่ครอบคลุม

ขณะที่ดาวเทียมสื่อสารความจุสูง ซึ่งปัจจุบันมีเพียงไทยคม 4 เพียงดวงเดียว ไม่เพียงพอต่ออุปสงค์ในอนาคต ส่วนอุปสงค์ดาวเทียมในด้านความมั่นคงทางการทหารนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งานจริง อาทิ หากต้องการใช้ในการติดตาม tracking การถ่ายภาพด้วยความละเอียดสูง อาจจำเป็นต้องใช้ดาวเทียมวงโคจรระยะต่ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA ก็มีโครงการ THEOS-2 เพื่อจัดหาดาวเทียมสำรวจขึ้นสู่วงโคจร ขณะที่ผลการตั้งสมมติฐานต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงทุนหลักในกิจการดาวเทียม (CAPEX) กรณีจะยิงดาวเทียมดวงใหม่ขึ้นสู่วงโคจร โดยรวมค่าเครื่องดาวเทียมค่าใช้จ่ายในการส่งดาวเทียมสู่วงโคจร คำนวณค่าใช้จ่ายต่อหน่วยความจุดาวเทียมแต่ละประเภทพบว่า กรณีดาวเทียมแบบความจุสูงจะมีค่าใช้จ่าย 2 ล้านเหรียญสหรัฐต่อจิกะบิตต่อวินาที

กรณีดาวเทียมแบบทั่วไปจะมีค่าใช้จ่าย 4 ล้านเหรียญสหรัฐต่อทรานสปอนเดอร์ และอีก 0.5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อ 1 สถานีภาคพื้นดิน ซึ่งในแบบจำลองกำหนดให้ต้องมีอย่างน้อย 4 สถานี

นอกจากนี้ ทั้งยังมีค่าธรรมเนียมข่ายงานดาวเทียม (network filing) ที่ผู้ประกอบการจะต้องยื่นขอจาก ITU (สหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ) อีก 165,984 ฟรังก์สวิส หรือราว 0.17 ล้านเหรียญสหรัฐ และค่าธรรมเนียมคลื่นความถี่ (ปัจจุบันอยู่ที่ 5,000 บาทต่อคำขอ/ยื่นต่อทุก 5 ปี) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตวิทยุคมนาคม (อัตราขึ้นอยู่กับประเภทคำขอใช้งาน) ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตให้ตั้งสถานีวิทยุคมนาคม (อัตราขึ้นกับกำลังส่งตั้งแต่ 125-10,000 บาท) และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการ (คิดตามขั้นบันไดของรายได้ตั้งแต่ 0.125-1.5%)

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กสทช. ดาวเทียม