Skip to content

ไทยเบฟฯ ซุ่มส่ง “นิยมไทย-พญานาค” เขย่าน้ำเมา

27 ก.ค. 2563 | 07:07น.
ไทยเบฟฯ ซุ่มส่ง “นิยมไทย-พญานาค” เขย่าน้ำเมา

“ไทยเบฟ” เขย่าตลาด ส่งน้ำเมาใหม่ 2 แบรนด์สู้ศึก เปิดตัวสุราข้าวหอม “นิยมไทย” ชน “ตะวันแดง” ของค่ายคาราบาว ชู “พญานาค” แย่งส่วนแบ่งสุราแช่สมุนไพรจากเพ็ญภาค พร้อมจัดทัพฝ่าโควิด ปรับแผนครึ่งปีหลังยกกระบิ “เหล้า-เบียร์-ฟู้ด-น็อนแอลกอฮอล์” บุกหนัก “ออนไลน์” รัดเข็มขัด หั่นรายจ่าย-ลดงบฯลงทุน กอดเงินสด-กำไร

หลังจากปล่อยให้คู่แข่ง “ตะวันแดง” ของค่ายคาราบาว ออกโปรดักต์มาชิงส่วนแบ่งทั้งเหล้าขาว เหล้าสี รวมทั้งการเปิดเซ็กเมนต์ใหม่อย่าง สุราข้าวหอม มีรูปลักษณ์ที่ทันสมัย ในขวดสีเขียว คล้ายกับโซจู เหล้าขาวเกาหลี รวมถึงเซ็กเมนต์สุราแช่สมุนไพร แบบขวดเล็ก ที่ปล่อยให้กลุ่มเพ็ญภาคสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ล่าสุดไทยเบฟได้ลอนช์ 2 เครื่องดื่มใหม่เข้าสู่ตลาด เพื่อปิดช่องว่างสร้างพอร์ตโฟลิโอให้หลากหลายยิ่งขึ้น

แตกไลน์เหล้า 2 แบรนด์ใหม่

รายงานข่าวจากบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) จากการประชุมข้อมูลประจำปีแบบเสมือนจริง (Virtual Annual Information Meeting) เมื่อเร็ว ๆ นี้ระบุว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และผลกระทบที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัทได้ปรับรูปแบบของการลงทุน การทำตลาด ฯลฯ ให้สอดคล้องกับวิถีใหม่มากขึ้น เริ่มจากธุรกิจเหล้าที่ยังคงเดินหน้าสร้างแบรนด์ลอยัลตี้ และทำให้สินค้ามีความพรีเมี่ยมมากขึ้น สำหรับแบรนด์หงษ์ทอง การผลักดันขนาดใหม่ 345 มล. ของเบลนด์ 285 ซิกเนเจอร์ การสร้างโพซิชั่นทางการตลาดของแบรนด์แสงโสม ที่เป็นเหล้ารัมให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ผ่านคอนเซ็ปต์ Moonismโดยได้ออกแบบฉลากใหม่ ลิมิเต็ดเอดิชั่น 4 รูปแบบที่สำคัญ ไทยเบฟฯยังได้ส่งเครื่องดื่มใหม่ 2 รายการ เข้าสู่ตลาด ได้แก่ สุราข้าวหอม “นิยมไทย” (ขนาด 330 มล.) และสุราแช่สมุนไพร “พญานาค” 12.8 ดีกรี (ขนาด 175 มล.) เพื่อขยายฐานไปยังเซ็กเมนต์ใหม่ของกลุ่มเหล้าได้อย่างครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาไทยเบฟฯได้ส่งสุราข้าวหอม “นิยมไทย” กระจายเข้าไปยังช่องทางร้านค้า เทรดดิชั่นนอลเทรดทั่วประเทศ ขายราคาขวดละ 60 บาท ซึ่งถูกกว่าสุราข้าวหอม “ตะวันแดง”ในเครือคาราบาวกรุ๊ป ที่ขายในราคา 70 บาท ซึ่งทั้งคู่มีการทำแพ็กเกจจิ้งที่คล้ายคลึงกัน โดยใช้ขวดสีเขียว จากปกติที่เหล้าขาวมักจะใช้ขวดสีชา นอกจากนี้ในช่วงแรกของการเปิดตัวแนะนำสินค้า พบว่าร้านค้าบางแห่งได้จัดทำโปรโมชั่นสะสมฝาขวด 10 ฝา และเงินอีก 10 บาทเพื่อแลกรับเสื้อยืดนิยมไทยเป็นของพรีเมี่ยม

ส่วนสุราแช่สมุนไพร “พญานาค” ที่ตั้งราคาไว้ที่ขวดละ 25 บาท พบว่าที่ผ่านมามีผู้ที่ทำตลาดหลัก ๆ คือ “ตราพญานาค” ของบริษัท ขายยาเพ็ญภาค จำกัด ที่มีทั้งสุราแช่สมุนไพร (มีแอลกอฮอล์ จดทะเบียนเป็นสุรา) จำหน่ายเฉพาะร้านค้าที่มีใบอนุญาตขายสุราเท่านั้น ยาบำรุงร่างกาย (มีแอลกอฮอล์ จดทะเบียนเป็นยา) จำหน่ายเฉพาะร้านขายยาที่ได้ใบอนุญาตขายยาแผนโบราณขึ้นไป และเครื่องดื่มสมุนไพร (ไม่มีแอลกอฮอล์) ที่ร้านค้าทั่วไปขายได้

เร่งเครื่องรุก “ออนไลน์”

รายงานข่าวจากบริษัท ไทยเบฟฯยังระบุด้วยว่า สำหรับธุรกิจเบียร์ยังคงเป้าหมายที่จะผลักดันให้เบียร์ช้าง เป็นเบียร์อันดับ 1 ในไทย พร้อมกับการปรับแผนการทำตลาดใหม่ โดยมุ่งเน้นช่องทางดิจิทัลและออนไลน์มากขึ้น ในการสร้างแบรนด์อะแวร์เนสผ่านแคมเปญต่าง ๆ ผ่านมิวสิกมาร์เก็ตติ้งแคมเปญ อาทิ ช้างเมก้าฮิต เน้นศิลปินและแนวเพลงลูกทุ่ง เช่น ลำไย ไหทองคำ, ไผ่ พงศธร ผ่านเฟซบุ๊ก Chang World, ช้าง มิวสิก คอนเน็กชั่น กับศิลปินแนวหน้าของไทย เช่น บอดี้สแลม โปเตโต้ ปาล์มมี่ ฯลฯ ผ่านช่องทางเฟซบุ๊กของแบรนด์ รวมถึงช่องทางของพันธมิตร อาทิ GMM Grammy Official, Atimeshowbiz, Plan B และ GoodThings Happen ตลอดจนคลื่นวิทยุ Green Wave 106.5 และ 94 EFM และ live show ผ่านจอดิจิทัลของ Plan B ทั่วกรุงเทพมหานคร

ส่วนเครื่องดื่มน็อนแอลกอฮอล์ได้โฟกัสไปที่การบริการพื้นฐานให้แข็งแกร่ง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพในการลงทุนแบรนด์ ตัดโปรแกรมที่ไม่ได้ตามเป้าหมาย และเดินหน้าใส่เงินลงทุนในโปรแกรมที่สร้างอัตรากำไรเพิ่มขึ้นได้ รวมทั้งการลดค่าใช้จ่าย การปรับปรุงโครงสร้างรายจ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการทำกำไรด้วยการเลือกโฟกัสการทำตลาดในเอสเคยูที่มีกำไรสูง

สำหรับธุรกิจอาหาร การขยายสาขาจะยังคงเป็นกลยุทธ์หลักที่จะสร้างการเติบโต แต่เนื่องจากสภาพของตลาดที่เปลี่ยนไปในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้บริษัทเร่งพัฒนารูปแบบของสโตร์ และคอนเซ็ปต์ร้านใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เกิดขึ้น และจะให้น้ำหนักกับการพัฒนาช่องทางดิจิทัล พัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับรองรับช่องทางที่หลากหลาย เพื่อสะดวกต่อการใช้งานของผู้บริโภค รวมถึงจับมือกับฟู้ดอะกริเกเตอร์ต่าง ๆ ในการเข้าถึงผู้บริโภคและตลาดโฮมดีลิเวอรี่มากขึ้น

หั่นงบฯลงทุน รักษาเงินสด

ไทยเบฟฯยังได้ชี้แจงถึงฐานะทางการเงินว่า ยังคงแข็งแกร่งเนื่องจากเป็นธุรกิจเงินสด โดยส่วนใหญ่ยอดขายที่ได้มาจากการจ่ายเงินสดก่อนส่งมอบ (cash before delivery) เป็นหลัก ส่วนนโยบายการลงทุนในช่วงนี้จะเน้นการลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ รวมถึงงบฯลงทุนปกติ (CAPEX) และการลงทุนที่ไม่จำเป็น ตลอดจนการซื้อกิจการขนาดใหญ่ ซึ่งยังไม่อยู่ในแผนขณะนี้ แต่ยังคงเปิดกว้างสำหรับการซื้อกิจการขนาดเล็กเพื่อช่วยเพิ่มยอดขายและกำไร โดยผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก (1 ต.ค. 62-31 มี.ค. 63) อยู่ที่ 137,092 ล้านบาท ลดลง 3.9% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาที่มีรายได้อยู่ที่ 142,619 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 14,789 ล้านบาท เติบโต 3.9%

รายงานข่าวจากไทยเบฟฯยังระบุด้วยว่า ที่ผ่านมาธุรกิจของบริษัทได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ไม่ว่าจะเป็นเหล้า-เบียร์ มียอดขายที่ชะลอตัวลงตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยเฉพาะในเดือนเมษายนที่มีมาตรการห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วประเทศ ประกอบกับการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เคอร์ฟิวมีการปิดสถานบริการหลายประเภท ทำให้ช่องทางการขายทั้งออนเทรด หรือนั่งกินที่ร้านไม่สามารถเปิดได้ รวมถึงมีการจำกัดเวลาเปิด-ปิดของช่องทางออฟเทรดหรือซื้อกลับบ้าน ตลอดจนมาตรการรักษาระยะห่างทางสังคม ที่ทำให้การจัดกิจกรรมอีเวนต์ ในรูปแบบเดิมต้องยกเลิกไป

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทางการได้มีการปลดล็อกให้ขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 3 พ.ค.และอนุญาตให้บริโภคที่ร้านได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน ทำให้บริษัทมียอดขายเดือนพฤษภาคมมีการฟื้นตัวขึ้น ส่วนธุรกิจน็อนแอลกอฮอล์ และฟู้ด ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่ห้ามนั่งรับประทานในร้านเช่นเดียวกัน