เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ท่องเที่ยวไทยส่อเสียแชมป์! หอการค้าฯ ชี้เวียดนามแย่งลูกค้า คาดปี’70 ฟื้น 34 ล้านคน แต่เสี่ยงหลุดเป้า
Economic ท่องเที่ยวไทยส่อเสียแชมป์! หอการค้าฯ ชี้เวียดนามแย่งลูกค้า คาดปี’70 ฟื้น 34 ล้านคน แต่เสี่ยงหลุดเป้า
ครม.ตั้ง ปลัดคมนาคม เป็น ‘ประธานบอร์ด รฟม.’
Politics ครม.ตั้ง ปลัดคมนาคม เป็น ‘ประธานบอร์ด รฟม.’
มช. ปั้น “PockaJoo” ถุงซึมซับปัสสาวะผู้ป่วยชาย แก้เพนพ้อยท์ผู้ป่วยติดเตียง เร่งต่อยอดเชิงพาณิชย์
การศึกษา มช. ปั้น “PockaJoo” ถุงซึมซับปัสสาวะผู้ป่วยชาย แก้เพนพ้อยท์ผู้ป่วยติดเตียง เร่งต่อยอดเชิงพาณิชย์
ครม.ปรับใหญ่ ‘กม.ภาษีป้าย’ เก็บตามเดือนที่ติดตั้ง เพิ่มเพดานอัตรากรณีรุกที่สาธารณะเป็น 2 เท่า
Politics ครม.ปรับใหญ่ ‘กม.ภาษีป้าย’ เก็บตามเดือนที่ติดตั้ง เพิ่มเพดานอัตรากรณีรุกที่สาธารณะเป็น 2 เท่า
ครม. ให้ ‘การรถไฟฯ’ กู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน บรรเทาการขาดสภาพคล่อง
Politics ครม. ให้ ‘การรถไฟฯ’ กู้เงิน 1.8 หมื่นล้าน บรรเทาการขาดสภาพคล่อง
ยุโรปป่วน ใครแฮกตู้แช่ซูเปอร์มาร์เก็ต ภัยโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่อีกแล้ว
World ยุโรปป่วน ใครแฮกตู้แช่ซูเปอร์มาร์เก็ต ภัยโจมตีไซเบอร์ครั้งใหญ่อีกแล้ว
นายกฯสั่ง ครม. เตรียมข้อมูลแจง ‘ศึกซักฟอก’ 7-11 ธ.ค.นี้
Politics นายกฯสั่ง ครม. เตรียมข้อมูลแจง ‘ศึกซักฟอก’ 7-11 ธ.ค.นี้
ครม.ไฟเขียว ‘ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม’ ขยายอายุผู้ประกันตนถึง 65 ปี รับสังคมสูงวัย
Politics ครม.ไฟเขียว ‘ร่าง พ.ร.บ.ประกันสังคม’ ขยายอายุผู้ประกันตนถึง 65 ปี รับสังคมสูงวัย
เอกนิติ เปิด 3 เหตุผลขึ้น ‘ภาษีรถอีวีนำเข้า’ เป็น 35% เดินสายโรดโชว์ญี่ปุ่น 17 พ.ย.นี้
Finance เอกนิติ เปิด 3 เหตุผลขึ้น ‘ภาษีรถอีวีนำเข้า’ เป็น 35% เดินสายโรดโชว์ญี่ปุ่น 17 พ.ย.นี้
ครม.ไฟเขียว งบ 5.8 พันล้าน ชดเชยมาตรการ ‘ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท’ ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.70
Economic ครม.ไฟเขียว งบ 5.8 พันล้าน ชดเชยมาตรการ ‘ค่ารถไฟฟ้า 17-45 บาท’ ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ธ.ค.70
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่า หลังนักลงทุนรอผลการประชุม

29 ก.ค. 2563 | 18:20น.
ดอลลาร์สหรัฐ

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวการณ์เคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 29 กรกฎาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/7) ที่ระดับ 31.47/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 31.73/74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ปรับตัวอ่อนค่าจากหลายปัจจัย ทั้งปัจจัยความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน หลังจากเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (24/7) รัฐบาลสหรัฐได้มีการสั่งปิดสถานกงสุลจีนที่เมืองฮิวตันด้วยข้อหาที่ว่าจีนได้ทำการจารกรรมข้อมูลลับของสหรัฐ ขณะที่จีนก็ได้ตอบโต้โดยแจ้งให้สหรัฐปิดสถานกงสุลในเมืองเฉิงตูเช่นกัน นอกจากนี้ปัจจัยการระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายรัฐของสหรัฐ ก็ยังคงกดดันค่าเงินดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง หลังจากการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่จำนวนมาก โดยสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานว่า สหรัฐเป็นประเทศที่มีอัตราการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สูงที่สุดในโลก โดยมีผู้ติดเชื้อรายใหม่มากกว่า 2,600 รายในแต่ละชั่วโมง ซึ่งในปัจจุบันสหรัฐมีผู้ติดเชื้อสะสมจำนวนมากกว่า 4 ล้านคน ขณะที่นักลงทุนยังคงจับตาดูผลการประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ได้จัดขึ้นในวันที่ 28-29 กรกฎาคมนี้ โดยนักลงทุนส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเฟดจะยังตรึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.00-0.25% และคาดว่าเฟดจะมีการส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับดังกล่าวต่อไปในช่วงหลายปีข้างหน้า พร้อมทั้งนักลงทุนยังคงจับตาดูการเจรจาระหว่างทำเนียบขาวและสภาคองเกรสเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับใหม่ภายในสิ้นเดือนนี้ โดยคาดว่าจะมีวงเงินประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากโครงการช่วยเหลือผู้ว่างงานโดยการจ่ายเงิน 600 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อสัปดาห์จะหมดอายุลงในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ แต่ในวงเงินช่วยเหลือดังกล่าวคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 100 ดอลลาร์ต่อสัปดาห์ และสำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ได้เปิดเผยในช่วงปลายสัปดาห์และต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาพบว่า ยอดขายบ้านใหม่ประจำเดือนมิถุนายนได้ปรับตัวพุ่งสูงขึ้น 13.8% สู่ระดับ 776,000 ยูนิต และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้น 4% สู่ระดับ 700,000 ยูนิต, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและภาคบริการเบื้องต้นของสหรัฐประจำเดือนกรกฎาคม ได้ดีดตัวสู่ระดับ 50.0 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 47.9 ในเดือนมิถุนายน ส่วนดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้น อยู่ที่ระดับ 51.3 จากระดับ 49.8 ในเดือนมิถุนายน และสำหรับดัชนี PMI ภาคบริการเบื้องต้น อยู่ที่ระดับ 49.6 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือน จากระดับ 47.9 ในเดือนมิถุนายนเช่นกัน และนอกจากนี้ได้มีการเปิดเผยยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนของสหรัฐ ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.3% ในเดือนมิถุนายน โดยการปรับตัวขึ้นของยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนในเดือนมิถุนายนดังกล่าว ได้รับแรงหนุนจากยอดขายรถยนต์ ซึ่งทำให้ยอดสั่งซื้อสินค้าในกลุ่มขนส่งเพิ่มขึ้น 20% ส่วนยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนพื้นฐาน ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.3% ในเดือนมิถุนายน หลังจากเพิ่มขึ้น 1.6% ในเดือนพฤษภาคม ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.44-31.55 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 31.44/46 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้านี้ (29/7) ที่ระดับ 1.1721/23 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 1.1606/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ค่าเงินยูโรได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ได้มีการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนีประจำเดือนกรกฎาคม ได้ปรับตัวสู่ระดับ 90.5 จากระดับ 86.3 ในเดือนมิถุนายน โดัชนีดังกล่าวปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 89.2 และสำหรับภาคธุรกิจของเยอรมนีก็ต่างมีความเชื่อมั่นมากขึ้น หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.3 แสนล้านยูโร รวมทั้งปรับลดอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1714-1.1769 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1745/48

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (29/7) ที่ระดับ 105.11/12 ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (24/7) ที่ระดับ 106.27/29 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าเนื่องจากนักลงทุนได้เข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัยจากการขัดแย้งระหว่างสหรัฐและจีน และจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในหลายประเทศ แม้ว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ได้มีการเปิดเผยรายงานสรุปมุมมองของกรรมการบริหารของ BOJ ในการประชุมครั้งล่าสุด โดยกรรมการ BOJ ส่วนใหญ่แสดงความกังวลว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นจะใช้เวลาฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 นานกว่าที่คาด ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าจะใช้เวลาควบคุมการแพร่ระบาดนานเท่าใด โดยกรรมการรายหนึ่งได้เปิดเผยว่า BOJ จำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นว่า การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อนโยบายการเงินในทิศทางใดบ้าง โดยจำเป็นต้องพิจารณาช่องทางการส่งผ่านนโยบายและผลกระทบของนโยบายอย่างรอบคอบ พร้อมทั้งกรรมการอีกรายก็ได้มีความคิดเห็นว่า BOJ จำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมหากมีความจำเป็น โดยจะต้องประเมินอย่างต่อเนื่องว่ากรอบนโยบายที่ใช้ปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 104.79-105.23 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 104.92/94 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ยอดทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เดือนมิถุนายนของสหรัฐ (29/7), ผลการประชุมนโยบายทางการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (30/7), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (30/7), ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2563 (ประมาณการเบื้องต้น) ของสหรัฐ (30/7), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เดือนมิถุนายน และความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกรกฎาคมจากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (31/7)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ +0.4/+0.5 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ +2.00/+3.60 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ