หัวเว่ยเร่งเก็บแชร์สมาร์ทดีไวซ์ ชู1+8+Nพัฒนาสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภค
“หัวเว่ย” ย้ำกลยุทธ์ 1+8+N เชื่อม “ฮาร์ดแวร์-ซอฟต์แวร์”ตอบโจทย์ผู้บริโภค โชว์ยอดขายสมาร์ทดีไวซ์โต 34% รักษาส่วนแบ่งสมาร์ทโฟนที่ 2 ของโลก เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์-เปิดตัวสินค้าใหม่ฝ่าทุกวิกฤต
นายอิงมาร์ หวาง ผู้อำนวยการ บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมากลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทโฟน และสมาร์ทดีไวซ์ของบริษัทยังเติบโตต่อเนื่อง โดยมียอดขายเพิ่ม 34% มีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนเป็นอันดับ 2 ของโลกที่ 17.6%
ขณะที่ยอดนำส่งผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงกว่า 240 ล้านเครื่อง เทียบแบบปีต่อปีโต 16.8% เช่นกันกับกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่นก็โตอย่างมีนัยสำคัญ อาทิ คอมพิวเตอร์แล็ปทอป มียอดนำส่งเพิ่ม 200% ส่วนกลุ่มอุปกรณ์สวมใส่ (wearables) โต 170% กลุ่มหูฟังไร้สาย (wireless audio) โตกว่า 200%
“ความท้าทายปีนี้ก็คงเหมือนทุกแบรนด์จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่เรายังเดินหน้าพัฒนา และเปิดตัวผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องทุกประเภทผลิตภัณฑ์ เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้ โดยปลายปีนี้จะเปิดตัวสินค้าหลายกลุ่ม เช่น สมาร์ทวอตช์, wearable, แล็ปทอปใหม่”
จากอัตราการเติบโตในแง่ยอดสั่งซื้อและนำส่งผลิตภัณฑ์ทั้งสมาร์ทโฟนและสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ รวมกับภาพรวมการเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง 5G สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีอัจฉริยะและอินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่ง (IoT) ทำให้ทิศทางครึ่งปีหลัง บริษัทยังมุ่งไปที่การสร้าง
วิถีชีวิตอัจฉริยะที่ไร้รอยต่อ (seamlesssmart AI life) ด้วยการเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์เข้ากับซอฟต์แวร์ ตามกลยุทธ์ 1+8+N ตอบโจทย์ความต้องการในการใช้งาน และไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค
สำหรับกลยุทธ์ 1+8+N มาจากเลข 1 คือ สมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์หลักเป็นหัวใจในการเชื่อมต่อ และควบคุมการทำงานดีไวซ์อื่น ๆ 8 ประเภท ได้แก่ แล็ปทอป แท็บเลต สมาร์ทวอตช์ หูฟังไร้สาย แว่นตา ทีวี หรือหน้าจออัจฉริยะ ลำโพง และรถยนต์
ส่วน N หมายถึง IOT หรือ internet of things และเครื่องหมาย + หมายถึงเครือข่ายการเชื่อมต่อในบริเวณกว้าง (WAN) และเทคโนโลยีการเชื่อมต่อระยะใกล้ เช่น Huawei share และ hilink ที่มี router, CPE, T-box และ module ผสานอีโคซิสเต็มให้สมบูรณ์
“ในไทยเราทำตลาดสมาร์ทดีไวซ์ 5 ประเภท ได้แก่ แล็ปทอป แท็บเลต สมาร์ทวอตช์ หูฟังไร้สาย และลำโพง ส่วนแว่นตา ทีวีหรือหน้าจออัจฉริยะและรถยนต์ยังไม่มี แต่คาดว่าในไตรมาสแรกปีหน้าจะนำแว่นตาเข้ามา”
ในแง่การลงทุนพัฒนาผลิตภัณฑ์มีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อเนื่องรวมกันกว่า 6 แสนล้านหยวน หรือราว 2.7 ล้านล้านบาทในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทั้งยังมองเห็นถึงแนวโน้มการเติบโตด้านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับ “เอไอ” และมีจำนวนอุปกรณ์ที่ไม่ใช่สมาร์ทโฟนแต่เชื่อมต่อกับระบบได้กว่า 180 ล้านเครื่อง
นายอิงมาร์กล่าวต่อว่า บริษัทจึงพัฒนาโซลูชั่น Huawei seamless smart AI life หรือชีวิตเอไอ ไร้รอยต่อ เพื่อพัฒนาอีโคซิสเต็มของฮาร์ดแวร์ และแอปพลิเคชั่นหรือระบบเพิ่มเติม
“ฮาร์ดแวร์มีสมาร์ทโฟนเป็นหัวใจสำคัญ ขณะที่ด้านแอปพลิเคชั่นจะมี HMS หรือ Huawei mobile services เป็นศูนย์กลาง และการพัฒนาด้านฮาร์ดแวร์จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้ได้ลองใช้สมาร์ทดีไวซ์ตามไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกันได้ โดยการพัฒนาแอปยังช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานทั้งสองส่วนต้องเชื่อมโยง และบูรณาการการทำงานผ่านเทคโนโลยีเอไอ ในแง่จำนวนผู้ใช้ เราไม่ได้มีการสกัดออกมาเป็นตัวเลขว่ามีผู้ใช้ดีไวซ์ของหัวเว่ยคนละกี่อย่าง แต่สำหรับตัวผมเองรวมแล้วใช้ 5-6 ประเภท” ผู้บริหารหัวเว่ยกล่าว