“ปาล์มคอมเพล็กซ์” ผงาด PTG ทำครบวงจรจ่อเข้า ตลท.ปี”65
สัมภาษณ์พิเศษ
นับจากโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ หรือโครงการอุตสาหกรรมปาล์มครบวงจรแห่งแรกของประเทศไทย ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2558 โดย PPPGC บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากน้ำมันปาล์ม ในเครือ PTG ตั้งอยู่บนพื้นที่ 1,000 ไร่ อ.บางสะพานน้อย จ.ประจวบคีรีขันธ์ มูลค่าการลงทุน 4,600 ล้านบาท “ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสลงพื้นที่ และสัมภาษณ์ “นายชัยทัศน์ วันชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีพีพี กรีน คอมเพล็กซ์ จำกัด หรือ PPPGC ถึงโอกาสธุรกิจปาล์มคอมเพล็กซ์หลังจากไทยมุ่งกระตุ้นการใช้ไบโอดีเซลมากขึ้น
จุดเริ่ม “ปาล์มคอมเพล็กซ์”
เป็นที่ทราบกันดีว่า พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันนั้นในประเทศไทยมีประมาณ50 ล้านไร่ ผลผลิตต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่15-17 ล้านตัน ส่วนใหญ่ประมาณ 90% อยู่ในจังหวัดทางภาคใต้ของประเทศไทย อุตสาหกรรมปาล์มแบบครบวงจรยังไม่เคยมีและยังไม่เคยเกิดขึ้นในไทย ส่วนใหญ่แล้วอุตสาหกรรมปาล์มตลอดซัพพลายเชน ได้ถูกแยกออกจากกันทั้งโรงสกัดน้ำมันปาล์ม โรงกลั่น
น้ำมันปาล์ม โรงผลิตน้ำมัน กระบวนการผลิตล้วนอยู่กันคนละที่ นั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการนี้ PPPGC เห็นถึงโอกาสในการทำตลาดนี้ จึงได้ร่วมมือกับ 3 พันธมิตรสำคัญที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้านที่จะสร้างจุดแข็งขึ้นมา เพื่อการแข่งขันในตลาด ระหว่างบริษัท ทีซีจี โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งถือหุ้นสัดส่วน 51% บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG ในสัดส่วน 40% และบริษัท อาร์ดี เกษตรพัฒนา จำกัด ในสัดส่วน 9%
“เมื่อเกิดความร่วมมือกันแล้วยุทธศาสตร์สำคัญ คือ การหาพื้นที่ก่อสร้างปาล์มคอมเพล็กซ์ ทางกลุ่มจึงเลือกพื้นที่ที่นี่ อำเภอบางสะพานน้อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งใกล้แหล่งผลผลิตสำคัญ จังหวัดประจวบฯเป็นจุดเริ่มต้นของผลผลิตปาล์มน้ำมันไล่ลงไปยังจังหวัดทางภาคใต้ ทำให้การจัดการเรื่องของต้นทุนวัตถุดิบถูกลงและการขนส่งมีความสะดวกเมื่อเทียบกับคู่แข่ง และที่สำคัญ ปาล์มคอมเพล็กซ์ เป็นจุดศูนย์รวมกระบวนการผลิตตลอดซัพพลายเชนในที่เดียว แม้ปาล์มคอมเพล็กซ์จะเป็นน้องใหม่ที่เข้ามาในอุตสาหกรรมไบโอดีเซล บี 100 แต่ด้วยศักยภาพและความพร้อม ความเชี่ยวชาญจะเป็นจุดขายสำคัญในการแข่งขันและดึงดูดการลงทุนในอนาคต”
ปี”63 เดินเครื่องเต็ม 100%นับจากที่ปาล์มคอมเพล็กซ์ เริ่มก่อสร้างปี 2558 เริ่มดำเนินการผลิตเต็มกำลังการผลิต 100% ได้เมื่อต้นปี 2563 ที่ผ่านมา โดยมีสัดส่วนการผลิตหลัก 77% ของกำลังการผลิตโดยรวม ผลิตออกมา คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล (B100) ที่ประมาณ500,000 ลิตรต่อวัน ลูกค้าหลักอยู่ในกลุ่มปิโตรเคมี รองลงมาสัดส่วน 13% ของกำลังการผลิต คือ ผลิตน้ำมันโอเลอินอยู่ที่ 150 ตันต่อวัน ลูกค้าอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วไปและอีก 10% ของกำลังการผลิต ผลิตกลีเซอรีนบริสุทธิ์และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ อยู่ที่ 45 ตันต่อวัน ซึ่งลูกค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอางยา มีทั้งในและต่างประเทศ
“ปัจจุบันบริษัทมีแท็งก์เก็บน้ำมันปาล์มดิบ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ประมาณ 100,000 ตัน รองรับได้ถึง 3 เดือน โดยมั่นใจว่ามีจะไม่มีปัญหาเรื่องของการกักเก็บน้ำมันปาล์มอย่างแน่นอน นอกจากนี้บริษัทยังผลิตไฟฟ้าเองโดยนำวัสดุที่ไม่ใช้จากการสกัด หีบ ผลปาล์มแล้วก็เข้าสู่กระบวนการผลิตไฟฟ้าใช้เองในโรงงานซึ่งทำให้ไฟฟ้าที่ใช้ถูกกว่าไฟฟ้ารัฐถึง 1 บาทต่อหน่วย และช่วยลดต้นทุนได้อีกด้วย เบื้องต้นกำลังการผลิตไฟฟ้าอยู่ที่ 7 เมกกะวัตต์ ใช้จริงอยู่ที่ประมาณ 4 เมกะวัตต์”
ลุยตลาด B100
ผลิตภัณฑ์ของเรามีกลุ่มลูกค้าหลัก โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ไบโอดีเซล (B100) จะเป็นกลุ่มโรงกลั่น โดยเกือบทุกบริษัทในประเทศ เช่น Thai Oil และ IRPC เอสโซ่ ซัสโก้ บางจากฯ เป็นต้น ซึ่งเมื่อมีการเปิดประมูลในการรับซื้อไบโอดีเซลทุก 6 เดือน โดยเร็ว ๆ นี้ทางเชลล์จะเปิดประมูลรับซื้อไบโอดีเซลบริษัทได้รับสิทธิเข้าร่วมประมูลซึ่งก็พร้อมเต็มที่ โดยคู่แข่งในตลาดบี 100 ก็เป็นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม 13 โรงทั่วประเทศ
ส่วนน้ำมันโอเลอิน ตลาดหลัก ๆคือ กลุ่มลูกค้าแบ่งบรรจุขายตามตลาด(repacker) 70% และกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม มีสัดส่วนอยู่ที่ 30% ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเพิ่มสัดส่วนของกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมมากขึ้นอีก 10% และมีแผนที่จะสร้างแบรนด์เองในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่สามารถเพิ่มมูลค่าให้สินค้าได้ ส่วนกลีเซอรีนบริสุทธิ์อยู่ที่45 ตันต่อวัน ปัจจุบันเน้นตลาดส่งออก100% โดยมีลูกค้าหลัก คือ ญี่ปุ่น
“ครบวงจร” เหนือคู่แข่ง
“แม้ว่ากลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปาล์มในประเทศไทยจะมีอยู่ด้วยกันประมาณ 13 โรง และในพื้นที่จังหวัดประจวบฯมีโรงสกัดน้ำมันปาล์มประมาณ 100 โรง แต่ในแต่ละโรงไม่ได้มีกระบวนการผลิตน้ำมันปาล์มแบบครบวงจรแบบเรา ดังนั้นจึงไม่ได้มีข้อกังวลจากการแข่งขัน การตลาดปาล์มขึ้นอยู่กับดีมานด์และซัพพลายในตลาดด้วย ขณะที่เรื่องของราคาผลผลิตและราคาขายนั้นขึ้นอยู่กับราคาตลาดของผลผลิตรวมไปถึงสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบในปัจจุบัน เพราะจะมีผลกระทบต่อราคา และก็ไม่ได้มีความกังวลในเรื่องของการแข่งขันในการรับซื้อผลปาล์มด้วย”
ในส่วนการรับซื้อผลผลิตหากในช่วงนั้นมีการแข่งขันการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันจำนวนมาก บริษัทก็จะปรับการรับซื้อไปรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบแทน หรือหากช่วงนั้นราคาน้ำมันปาล์มดิบสูงมีการแข่งขันการรับซื้อ บริษัทก็จะไปรับซื้อผลปาล์มน้ำมันแทน เพื่อให้เกิดความสมดุลมากที่สุด และการรับซื้อผลผลิตนั้นบริษัทไม่ได้ทำคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่งกับเกษตรกรแต่อย่างไร จะรับซื้อผลผลิตกับเกษตรกรทุกราย ขณะที่ราคารับซื้อก็จะมีราคาอ้างอิงจากกรมการค้าภายใน ซึ่งปริมาณรับซื้อช่วงที่ผลผลิตออกเยอะรับซื้อปริมาณ 2,000 ตันต่อวัน หรือช่วงปกติก็ประมาณ 600-700 ตันต่อวัน และกำลังการผลิตของโรงสกัดน้ำมันปาล์มที่รับได้อยู่ที่ 1,800 ตันต่อวัน
ที่สำคัญบริษัทยังมั่นใจเรื่องของจุดแข็งในด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยและการผลิตแบบครบวงจรที่เดียวของประเทศไทย ซึ่งทำให้การแข่งขันในตลาดบริษัทมีความได้เปรียบ ประกอบกับการเดินหน้าสร้างมาตรฐานและยกระดับมาตรฐานของปาล์มคอมเพล็กซ์ ให้ได้ในระดับสากล ซึ่งขณะนี้ปาล์มคอมเพล็กซ์เป็นโรงงานระดับมาตรฐานสากลที่ได้รับเครื่องหมายรับรองคุณภาพมากมาย ทั้ง ISO 9001 (2015), GMP, HACCP, Kosher, Halal และ RSPO ซึ่งเป็นมาตรฐานการผลิตน้ำมันปาล์มอย่างยั่งยืน ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม อาชีวอนามัย สิ่งแวดล้อม และยังคงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ได้สินค้าที่มีคุณภาพได้รับการรับรองภายใต้ระบบมาตรฐานสากลต่อไป
รายได้ทะลุ 5 พันล้าน
เป้าหมายผลการดำเนินธุรกิจของบริษัท ในปี 2563 คาดว่าจะมีรายได้อยู่ที่5,000-6,000 ล้านบาท จากโครงการปาล์มคอมเพล็กซ์ ที่เดินหน้าธุรกิจได้เต็มกำลังการผลิต ประกอบกับนโยบายของภาครัฐในการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B10 เป็นน้ำมันดีเซลหลักของประเทศ ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณการใช้ไบโอดีเซล (B100) ในประเทศเติบโตขึ้น
ขณะที่ในอนาคตบริษัทมีแผนจะนำเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯเพื่อระดมทุนในการดำเนินงานโครงการในเฟส 2 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มศึกษาภายในปี 2565 หากระดมทุนได้ก็จะศึกษาความเป็นไปได้เพื่อเริ่มดำเนินการในเฟส 2 โดยคาดว่าจะทำให้มีกำลังการผลิตเพิ่มจากเดิมเป็นเท่าตัว จากปกติอยู่ที่ 500,000 ลิตรต่อวัน เป็น 1 ล้านลิตรต่อวันคาดว่างบฯลงทุนที่ใช้ 800-1,000 ล้านบาทและใช้เวลาในการก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 1 ปี