เจาะเทรนด์ ‘เทเลเมดิซีน’ ‘ชีวี’ พลิกโควิดเป็นโอกาสบุกต่างประเทศ
วิกฤตโควิด-19 เป็นโอกาสสำคัญของบริการแพทย์ทางไกล หรือ “เทเลเมดิซีน” ที่พูดถึงกันมานานให้เติบโตขึ้นทั่วโลก รวมไปถึงภูมิภาคเอเชีย และประเทศไทยที่มีโอกาสขยายตัวก้าวกระโดด
จากปัจจัยบวกเสริมส่งหลายด้านทั้งโครงสร้างพื้นด้านโครงข่ายทำให้การเข้าถึงบริการง่ายขึ้น รวมเข้ากับการระแวดระวังตัวเองของผู้บริโภค และการตระหนักถึงการเว้นระยะห่างทางสังคม เพื่อความปลอดภัย
“โควิด” ปลุกเทเลเมดิซีนโต
“แพทย์หญิงพิรญาณ์ ธำรงธีระกุล” หนึ่งในผู้ก่อตั้งแอปพลิเคชั่นชีวี (Chiiwii) ผู้ให้บริการปรึกษาด้านสุขภาพแบบเรียลไทม์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า โควิด-19 เป็นตัวเร่งที่กระตุ้นให้บริการเทเลเมดิซีนในไทยเติบโตขึ้น สะท้อนจากยอดผู้ใช้บริการผ่านแอปพลิเคชั่น “ชีวี” ที่สูงขึ้น 200%
เทียบช่วงปกติทำให้ต้องเร่งปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานภายในใหม่ โดยดึงความเชี่ยวชาญของทีมในแต่ละด้านออกมาพร้อมขยายทีมเพื่อพัฒนาบริการใหม่ ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้ในช่วงเวลานั้น ๆ
ในแง่พฤติกรรมผู้บริโภคหลังโควิดก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสนใจในเรื่องสุขภาพมากขึ้น พร้อมกับการยอมรับบริการที่ปรึกษารูปแบบเทเลเมดิซีน ส่วนหนึ่งมาจากมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (social distancing)ที่ส่งผลต่อเนื่องถึงปัจจุบันทำให้บริการนี้ก็ยังโตขึ้นเรื่อย ๆ
ผู้เล่นใหม่เต็มสนาม
อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เปิดกว้างทำให้ภาพรวมการแข่งขันในธุรกิจเฮลท์เทค และเทเลเมดิซีนสูงขึ้นเช่นกัน จากการเข้ามาของผู้ให้บริการรายใหม่ ๆ ซึ่งแต่ละรายต่างมีจุดแข็งที่ต่างกันตามความเชี่ยวชาญแต่ละด้าน
เช่น มีแอปพลิเคชั่นปรึกษาด้านสุขภาพจิต ด้านโภชนาการ และกำหนดอาหาร เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มโรงพยาบาลเอกชน และรัฐบาลที่เริ่มสนใจเข้ามาทำแอปพลิเคชั่นนี้มากขึ้น รวมถึงมีผู้เล่นจากต่างประเทศเข้ามา ขณะที่สตาร์ตอัพไทยก็เพิ่มขึ้นแต่เป็นรายเล็กๆ
ในอนาคตคาดว่าจะมีผู้เล่นรายใหม่ ๆ กระโดดเข้ามาในกลุ่มเฮลท์เทคมากขึ้น เพราะสอดรับกับพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวก ซึ่งจุดยืนของแต่ละรายก็จะต่างกัน เช่น แอปพลิเคชั่น สำหรับฟิตเนสโค้ช หรือการส่งนักกายภาพบำบัดไปที่บ้าน เป็นต้น เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคมากขึ้นด้วย
เฮลท์เทคไทยยังสปีดช้า
อย่างไรก็ตาม เทียบประเทศอื่น ๆ สตาร์ตอัพในกลุ่มเฮลท์เทคในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มเทเลเมดิซีนยังถือว่าเติบโตช้า เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านกฎหมาย แต่ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา หลายหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมีความพยายามที่จะเดินหน้าแก้ไขข้อกำหนดต่าง ๆ
ล่าสุดภาครัฐเตรียมร่างพระราชบัญญัติโทรเวช (Telemedicine) เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่เข้าไปช่วยร่าง white paper คาดว่าถ้ากฎหมายนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นจะทำให้ธุรกิจนี้เติบโตได้อย่างรวดเร็ว
แพทย์หญิงพิรญาณ์กล่าวว่า บริการเทเลเมดิซีนเป็นธุรกิจที่ค่อยเป็นค่อยไป แต่ถ้ามีกฎหมายเข้ามาดูแลชัดเจนจะทำให้ธุรกิจโตเร็วขึ้น เพราะการให้คำปรึกษาทางการแพทย์ผ่านระบบออนไลน์ต้องมีความปลอดภัย และตรวจสอบได้
ยกตัวอย่างเช่น กรณีการเปิดคลินิกหรือสถานพยาบาลจะมีหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาตรวจสอบเพื่อให้สถานพยาบาลนั้น ๆ ถูกสุขลักษณะ เช่นกันกับบริการเทเลเมดิซีนก็ต้องมีระบบตรวจสอบที่ชัดเจน
แต่เป็นเรื่องข้อมูลคนไข้ที่ถูกต้อง ปลอดภัย และตรวจสอบได้ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งแพทย์และผู้ใช้บริการ
สำหรับสิ่งที่ถือเป็นความท้าทายสำคัญของสตาร์ตอัพในกลุ่มเฮลท์เทค โดยเฉพาะด้านเทเลเมดิซีน คือ การไม่มีหน่วยงานกำกับดูแลอย่างชัดเจน ประกอบกับคนไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาสวัสดิการรัฐเป็นหลัก ซึ่งไม่รองรับการรักษาแบบเทเลเมดิซีนทำให้การบริการรูปแบบนี้ในไทยยังไปได้ไม่ทั่วถึง
และในต่างประเทศ ที่กลุ่มเฮลท์เทค เทเลเมดิซีนโต และมีผู้เล่นจำนวนมาก เพราะสัดส่วนการซื้อประกันสุขภาพผ่านบริษัทประกันภัยสูง และครอบคลุมการรักษารูปแบบเทเลเมดิซีนด้วย ขณะที่ไทยสัดส่วนการซื้อประกันสุขภาพไม่ถึง 10% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ ทำให้ตลาดโตช้า
ระดมทุนขึ้นระดับ Series A
ส่วนทิศทางธุรกิจแอปพลิเคชั่น “ชีวี” จากนี้ไปจะเน้นการเพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ พร้อมไปกับการตอกย้ำโพซิชันนิ่งในการเป็นแอปพลิเคชั่นที่มีความเชี่ยวชาญด้านการให้คำปรึกษาทางการแพทย์เฉพาะทาง
โดยมีเป้าหมายระดมทุนระดับ series A ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในกลางปี 2564 จากปัจจุบันอยู่ในระดับ preseries A ซึ่งมีนักลงทุนให้ความสนใจจำนวนมาก ทั้งรายย่อย และกองทุนร่วมลงทุน (venture capital)
โพซิชันนิ่งของ “ชีวี” คือ โรงพยาบาลออนไลน์ที่ให้บริการปรึกษาทางการแพทย์เฉพาะทางหลายด้าน เป็นจุดแข็งที่ทำให้มีความแตกต่างไปจากแอปพลิเคชั่นเทเลเมดิซีนรายอื่น ๆ โดยมีให้เลือกทั้งทีมแพทย์แผนปัจจุบันในแต่ละแผนก เช่น สุขภาพผู้หญิง ผิวหนังชะลอวัย หู คอ จมูก เป็นต้น
รวมถึงแพทย์แผนจีน และที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิต ซึ่งมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมากถึง 120 ท่าน มีอัตราค่าบริการหลากหลายตามความยากง่ายของโรค เช่น ค่าปรึกษาอายุรกรรมอยู่ที่ 260-675 บาทต่อ 15 นาที เป็นต้น
“บิ๊กดาต้า” เสริมธุรกิจ
หลังจากเปิดตัวแอปพลเคชั่นในปี 2560 และมีการพัฒนาบริการอย่างต่อเนื่องทำให้ปัจจุบันกลายเป็นแอปพลิเคชั่นที่พร้อมให้บริการผู้เข้ามาใช้บริการไม่ต่างจากโรงพยาบาลทั่วไป เพียงแต่อยู่บนระบบออนไลน์ โดยรูปแบบการให้บริการเริ่มตั้งแต่การกรอกประวัติ, เลือกทีมแพทย์ และจัดส่งยาถึงบ้าน ซึ่งขณะนี้รองรับการส่งพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑลแล้ว
โครงสร้างบริการแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ การให้บริการที่ปรึกษาทางการแพทย์ผ่านแอปพลิเคชั่น “ชีวี” บริการออกแบบแอปพลิเคชั่นเทเลเมดิซีนให้ลูกค้าองค์กรต่าง ๆ และเอเยนซี่ทางการแพทย์ ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการหาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเพื่อให้ข้อมูลในงานสัมมนา หรืออีเวนต์ต่าง ๆ
โดยกลุ่มลูกค้ามีกลุ่มองค์กรต่าง ๆ และประกันภัย 80% และลูกค้าทั่วไป 20% (นับเป็นรายบุคคลจะมี 6-7หมื่นราย)
แพทย์หญิงพิรญาณ์กล่าวว่า ในแง่การให้บริการมีการพัฒนาแอปพลิเคชั่นมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มความสะดวกให้ผู้ใช้
ทั้งระบบจ่ายเงินที่ครอบคลุม เช่น มีทั้งบัตรเครดิต โอนเงิน และคูปองโค้ด รวมไปถึงช่องทางการให้คำปรึกษาที่มีความหลากหลาย เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้บริการ และแพทย์ เช่น มีทั้งวิดีโอคอล แชต และวอยซ์คอล
ซึ่งต่อไปจะนำข้อมูลมาทำการวิเคราะห์ และเชื่อมโยงการใช้งานเข้ากับทุกดีไวซ์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่
ในส่วนของข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เข้ามาใช้บริการ เช่น ประวัติการรักษา เป็นต้น มีการจัดเก็บไว้อยู่แล้ว โดยคนไข้ก็สามารถนำประวัติไปเป็นข้อมูลให้แพทย์ในการรักษาต่อที่โรงพยาบาลหรือคลินิกต่าง ๆ ได้
ปักธงรบเจาะลูกค้า ตปท.
แพทย์หญิงพิรญาณ์ทิ้งท้ายด้วยว่าจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้ากลุ่มองค์กร และประกันภัยเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นตลาดที่มีแนวโน้มการเติบโตค่อนข้างสูง ประกอบกับบริษัทประกันภัยต่าง ๆ เริ่มเข้ามาใช้บริการเทเลเมดิซีนมากขึ้น อีกทั้งมีแผนขยายบริการไปยังต่างประเทศมากขึ้น
เนื่องจากประเทศไทยเป็น “เมดิคอลฮับ”แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ชาวต่างชาติต้องเดินทางเข้ามารักษา แต่เมื่อเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ทำให้การเดินทางระหว่างประเทศไม่สะดวก
ดังนั้น บริการเทเลเมดิซีนน่าจะมีโอกาสสำคัญในการติดตามอาการ หรือให้คำปรึกษาจากผู้ป่วยต่างประเทศ และแอปพลิเคชั่น“ชีวี” ก็รองรับบริการได้ทั่วโลกแล้ว เพียงแต่ต้องเร่งทำการตลาดและสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพื่อทำให้เป็นแอปพลิเคชั่นที่ทุกคนนึกถึงเมื่อต้องการคำปรึกษาเรื่องสุขภาพ