Skip to content

“พรรคสุเทพ” ค้านแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ชี้เซ็นเช็กเปล่ากรอกอำนาจตามอำเภอใจ

16 พ.ย. 2563 | 12:11น.
“พรรคสุเทพ” ค้านแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ชี้เซ็นเช็กเปล่ากรอกอำนาจตามอำเภอใจ

เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) แถลงการณ์จุดยืนของพรรคต่อร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม 7 ฉบับ คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โยนทำประชามติถามประชาชน-แก้รายมาตรา

ผมในนามพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ขอแถลงจุดยืนของพรรคฯ ในเรื่องที่ได้มีการเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญหลายฉบับเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวันที่ 17-18 พฤศจิกายนศกนี้

ดังนี้ ข้อ 1. เราขอเริ่มด้วยประเด็นความชอบธรรมของรัฐธรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 ที่มีผลบังคับอยู่ใน
ปัจจุบัน เรามักได้ยินฝ่ายนั้นฝ่ายนี้กล่าวกันว่ารัฐธรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่จัดทำขึ้นภายใต้อำนาจของคณะ คสช.ที่มีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้นำโดยได้อำนาจมาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ดังนั้นจึงเป็นรัฐธรรมนูญที่น่ารังเกียจ ควรต้องถูกล้มเลิกไปโดยจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้แทน

“เราเห็นว่า จุดเริ่มต้นหรือที่มาในการจัดทำรัฐธรรมนูญไม่ใช่ประเด็นชี้ขาดความชอบธรรม
หรือไม่ชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ เพราะแม้แต่รัฐธรรมนูญฉบับที่คณะราษฎร์จัดทำขึ้นหลังการ
เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทยในปี พ.ศ.2475 ก็ก่อกำเนิดมาจากการยึดอำนาจจาก
พระมหากษัตริย์ของกลุ่มทหารและพลเรือนผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเช่นกัน”

การพิจารณาความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญต้องพิจารณาที่เนื้อหาสาระทั้งมวลที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและโอกาสของประชาชนทั้งประเทศที่ได้พิจารณาให้การรับรองหรือไม่รับรองรัฐธรรมนูญฉบับนั้นๆ โดยการลงประชามติอย่างอิสระเสรีตามครรลองแห่งระบบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นที่ทราบกันแล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 นี้ได้มีประชาชนลงมติเห็นชอบด้วยเสียงข้างมากเป็นจำนวนเกือบ 17 ล้านเสียง ซึ่งย่อมต้องถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้รับการสถาปนาโดยประชาชน จึงเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมอย่างบริบูรณ์

การที่บุคคลคณะหนึ่งได้รับมอบหมายให้เป็นคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญอันเนื่องจากคุณวุฒิประสบการณ์และความรู้ทางนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์และศาสตร์อื่นๆเป็นแนวทางปฏิบัติอันเป็นปกติแม้แต่หากจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญและมี ส.ส.ร ขึ้นก็มิใช่ว่า ส.ส.ร. แต่ละคนจะร่วมกันเป็นผู้ร่างบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญขึ้นเอง หากแต่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณาวุฒิทำนองเดียวกับที่ได้กล่าวมาแล้วให้เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญอยู่ดี

ดังนั้นความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญฉบับหนึ่งฉบับใด ย่อมจะต้องขึ้นอยู่กับการเห็นชอบของรัฐสภาและการลงประชามติรับรองโดยประชาชนทั่วประเทศ ดังที่ได้กล่าวแล้ว

ข้อ 2 ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่เสนอโดยพรรคการเมืองฝ่ายค้านและฉบับที่เสนอโดยพรรคร่วมรัฐบาล อันถือว่าเป็นฉบับหลักสำคัญ 2 ฉบับซึ่งมีเนื้อหาสาระสำคัญคล้ายคลึงกันคือ แก้ไขมาตรา 256 ในอันที่จะทำให้วิธีการและขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรมนูญสามารถทำได้ง่ายขึ้นกว่าบทบัญญัติที่ใช้อยู่ในปัจจุบันกับการเพิ่มเติมหมวด 15/1 การจัดทำธรมนูญฉบันใหม่ โดยจะให้มีการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรมนูญและให้สมาชิกสภาร่งรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เป็นผู้เข้ามาจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นทั้งฉบับ ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่มีผลบังคับอยู่ในเวลานี้มี หมวด 15 การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีความหมายชัดอยู่ในตัวว่า

“ให้มีการแก้ไขหรือเพิ่มเติมเป็นบางส่วนบางหมวด บางมาตรา เท่านั้น ไม่ใช่การล้มเลิกฉบับเดิมแล้วจัดทำใหม่ทั้งฉบับ(แม้ในร่างฉบับใหม่ที่เขียนไว้ขัดแย้งกันในตัวว่า จะไม่แก้ไขเพิ่มเติม หมวด 1 บททั่วไป และหมวด 2 พระมหากษัตริย์ ซึ่งหากจะไม่แตะต้องทั้งสองหมวดดังกล่าวจริงแล้วเหตุใดจะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ)”

อนึ่ง การที่จะล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับเดิมแล้วจะให้ส.ส.ร. ดำเนินการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยประชาชนทั่วไปไม่อาจคาดคิดได้ว่าโฉมหน้าของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะปรากฏออกมาเป็นเช่นใด ก็เปรียบเสมือนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยเซ็นเช็กฉบับว่างเปล่ามอบให้แก่ตัวแทนไปเขียนตัวเลขจำนวนเงินเอาเองตามอำเภอใจ ซึ่งจะเป็นรูปการณ์ที่เป็นอันตรายและสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง

ในเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 มีความชอบธรรมจากการลงประชามติของประชาชนดังกล่าวในข้อ 1.แล้วหากจะเสนอให้ล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับนั้นด้วยการจัดทำใหม่ทั้งฉบับตามร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอเข้าสู่รัฐสภาในครั้งนี้เพื่อความชอบธรรมและด้วยจิตวิญญาณแห่งระบบประชาธิปไตยดังที่มักกล่าวอ้างกันอยู่ก็ควรถามประชาชนป็นเบื้องต้นด้วยการเสนอหลักการสำคัญให้มีการลงประชามติเสียก่อนว่าจะเห็นชอบให้จัดทำฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

ข้อ 3. รัฐธรรมนูญปี 2560 มีบทบัญญัติอันดีงามอยู่นานาประการอันมีความมุ่งหมายเพื่อการ
แก้ไขและป้องกันปัญหาเลวร้ายทางการมืองและสังคมที่ผ่านมาเป็นบทเรียนให้เกิดการพัฒนา สร้างกรอบทางกฎหมายขึ้นได้แก่ระบบกาเลือกตั้งที่ป้องกันปัญหาเผด็จการเสียงข้างมาก หรือเผด็จการทางรัฐสภา การป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบในแวดวงการเมืองและในระบบบริหารราชการแผ่นดิน การมีบทบัญญัติบังคับภาครัฐดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างทั่วทุกด้าน (แม้ขณะนี้จะยังไม่เห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนแต่การปฏิรูปก็อยู่ในกระบวนการดำเนินการทั้งสิ้นหากภาครัฐไม่ดำเนินการก็จะเป็น
การมิชอบด้วยรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญบังคับให้ต้องดำเนินการ)

หากจะมีการสนใจศึกษาบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญปี 2560 อย่างถ่องแท้จะเห็นเนื้อหาสาระอันทรงคุณค่าเป็นอย่างยิ่ง แต่ที่เห็นปรากฏการณ์วิพาษ์วิจรณ์ตำหนิติเตียนรัฐธรรมนูญฉบับนี้อยู่ก็เป็นเพียงบทบัญญัติบางมาตรา ได้แก่ มาตรา 272 ที่สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิในการออกเสียงเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งเป็นเพียงบทเฉพาะกาลที่ใกล้จะสิ้นผลลงในไม่ช้านี้แล้ว) เป็นต้น

“หากจะมีการแก้ไขบทบัญญัติที่ไม่พึงปรารถนาของภาคส่วนทางการเมือง ก็ย่อมจะกระทำได้เป็นรายหมวดรายมาตรหามีเหตุอันสมควรจะต้องล้มเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน แล้วจัดทำฉบับใหม่ขึ้นมาแทนแต่อย่างใดไม่”

ข้อ 4. รัฐสภาเป็นองค์กรแห่งอำนาจนิติบัญญัติซึ่งเป็นเสาหลัก 1 ใน 3 เสา แห่งอำนาจอธิปไตย
งปวงชนชาวไทย การดำเนินการใดๆ ของสมาชิกรัฐสภาอันได้แก่ การตราหรือการแก้ไขกฎหมายใดๆ จะต้องกระทำภายใต้หลักแห่งนิติรัฐและนิติธรรม ไม่พึงกระทำเพียงเพื่อ “ตามกระแส” หรือหวังบรรเทาแรงกดดันอันปราศจากความชอบธรรมอย่างแท้จริง เพื่อให้ผ่านสถานการณ์ช่วงหนึ่งไปเท่านั้น

พรรครวมพลังประชาชาติไทยยืนหยัดคัดค้านการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ