กสิกรไทยลุยบริหารที่ดินเศรษฐี 2.8 หมื่นล้าน แนะทิศทางลงทุนปี’64
กสิกรไทย ลุยธุรกิจไพรเวทแบงก์ ตั้งเป้าปี 64 ดันสินทรัพย์บริหารโต 10-15% จากปัจจุบันมีสินทรัพย์ 8.06 แสนล้านบาท แนะลงทุนหุ้นโลก-เอเซีย อย่าทิ้งทองคำ ระวังดอลลาร์ เดินหน้าขอธปท.ทำ Land Loan for Investment วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท หลังมีลูกค้าสนใจ 90 ราย มูลค่าที่ดิน 2.8 หมื่นล้านบาท
นายจิรวัฒน์ สุภรณ์ไพบูลย์ Private Banking Group Head ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แผนการดำเนินธุรกิจบริหารความมั่นคั่ง (Wealth Management) ของกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์และการลงทุน (AUM) ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป หรือ Private Banking ในปี 2564 ธนาคารยังคงตั้งเป้าขยายการเติบโตสินทรัพย์ AUM ประมาณ 10-15% จากปัจจุบันมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการประมาณ 8.06 แสนล้านบาท โดยในจำนวนดังกล่าวแบ่งเป็นสินทรัพย์ลงทุนรวมประมาณ 5.4 แสนล้านบาท หรือประมาณ 67% และที่เหลือราว 3 แสนล้านบาทจะเป็นเงินฝาก
อย่างไรก็ดี สินทรัพย์ที่ปรับเพิ่มขึ้นจะมาจาก 2 ส่วน คือ 1.ฐานลูกค้าใหม่ 2.ฐานลูกค้าเก่า จะมาจากกลุ่มลูกค้าที่อัพเกรดจากฐานลูกค้า The Wisdom มาเป็นลูกค้า Private Banking โดยปัจจุบันธนาคารมีฐานลูกค้า Private Banking จำนวน 1.2 หมื่นราย และจากลูกค้านำสินทรัพย์จากสถาบันการเงินอื่นมาให้ธนาคารกสิกรไทยบริหารมากขึ้น
รวมถึงลูกค้าที่แปลงสินทรัพย์ที่ดินมาเป็นการลงทุน โดยใช้เครื่อง Land Loan for Investment ซึ่งธนาคารได้ขออนุมัติจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วงเงินเพิ่มเติม 1.5 หมื่นล้านบาท จากตอนนี้ธนาคารมีลูกค้าให้ความสนใจทำ 90 คน มูลค่าที่ดิน 2.8 หมื่นล้านบาท โดยธนาคารอยู่ระหว่างทำการแปลงเป็นสินเชื่อและเบิกใช้วงเงินแล้ว 5,158 ล้านบาท และกำลังอนุมัติอีก 8,915 ล้านบาท จากภาพรวมประเมินลูกค้าที่มีที่ดินอยู่ราว 300 คน ที่ดิน 2,000 แปลง 6,000 โฉนด และมูลค่า 2 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ หากดูผลตอบแทนจากการบริหารสินทรัพย์ AUM 8 แสนล้านบาท โดยในจำนวนลูกค้าที่ต้องการลงทุน 5.4 แสนล้านบาท ซึ่งในจำนวนดังกล่าวจะมีลูกค้าราว 3 แสนล้านบาทที่ธนาคารช่วยบริหารจัดการผ่านกองทุน K-Alpha ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นและสินทรัพย์ที่ให้รายได้คงที่ ซึ่งโดยเฉลี่ยพบว่าหากเป็นลูกค้าที่รับความเสี่ยงได้สูงจะได้รับผลตอบแทน (Yield) เฉลี่ยอยู่ที่ 9% และค่าเฉลี่ยทั้งพอร์ตอยู่ที่ 4% อย่างไรก็ดี ในปี 2564 ธนาคารคาดว่า กองทุน K-Alpha จะสามารถสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนราว 5% ต่อปี
“ปี 64 เรามองว่าน่าจะเป็นปีที่สิ้นสุดของการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยการค้าโลกจะกลับมา และจีดีพีโลกกลับมาเป็นบวก 5.2% ซึ่งเราแนะนำการลงทุนไว้ 10 ข้อ หลักๆ คือ การลงทุนหุ้นโลก หุ้นเอเซียยังเป็นจุดโฟกัสสำคัญ หรือหุ้นที่เปลี่ยนแปลงตามภาะเศรษฐกิจ รักษาพอร์ตการลงทุน เพราะความเสี่ยงไม่หายไป และทองคำยังต้องถืออยู่ ระวังสินทรัพย์ดอลลาร์ และเน้นการลงทุนในเรื่องของความยั่งยืน”
นายจิรวัฒน์ กล่าวอีกว่า ธนาคารยังคงสานต่อกลยุทธ์ 3S ต่อเนื่อง โดย S แรกคือ Sustainability ผ่านการแนะนำการลงทุนด้วยเป้าหมายที่มีความยั่งยืน ทั้งการมองหาและริเริ่มการลงทุนที่สร้างผลกระทบในเชิงบวก (Positive Investment) ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม S ที่สอง คือ Sharing เพราะธนาคารฯ เชื่อว่าบุคคลและสังคมต้องเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน
ธนาคารฯ จึงร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งองค์กรสาธารณกุศล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุน และสร้างความกลมเกลียวให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างยั่งยืน และ S ที่สาม คือ New S-Curve โดยธนาคารเปิดโอกาสต่อยอดความมั่งคั่งให้กับลูกค้า เช่น การลงทุนในธุรกิจแห่งอนาคตที่ต่างประเทศผ่านทางกองทุนรวม
สำหรับบริการที่ปรึกษาด้านการบริหารสินทรัพย์ครอบครัว (Family Wealth Planning Service) ถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าของธนาคารในเชิงลึกและเปิดโอกาสในการขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยในปี 2564 มีแผนที่จะเพิ่มบริการในเรื่องการช่วยจัดตั้งสำนักงานครอบครัว (Family Office) และงานด้านสาธารณกุศล (Philanthropy) รวมถึงการจัดกิจกรรมการลงทุนตามความชอบ (Passion Investment)