ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง หลังผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพิ่มขึ้น
ค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง จากจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศเพิ่มขึ้น หลังมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกแรงงานต่างด้าว คาดประชุมกนง. 23 ธ.ค.นี้ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% เหมือนเดิม
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันอังคารที่ 22 ธันวาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/21) ที่ระดับ 30.10/13 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันจันทร์ (21/12) ที่ระดับ 30.05/06 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นเทียบเงินสกุลหลัก หลังจากที่นักลงทุนมีความวิตกเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 จากการที่มีรายงานพบการกลายพันธุ์ของไวรัสในประเทศอังกฤษ
นอกจากนี้มีรายงานว่า ทางด้านแกนนำในสภาคองเกรสสหรัฐสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์ โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
โดยนายมิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐจากพรรครีพับลิกัน และนายชัค ชูเมอร์ ผู้นำเสียงข้างน้อยในวุฒิสภาจากพรรคเดโมแครต ได้ประกาศการบรรลุข้อตกลงดังกล่าว ทั้งนี้สภาคองเกรสจะลงมติต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวในวันนี้
สำหรับการเคลื่อนไหวค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเนื่องจากตลาดกังวลสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในประเทศ จากการพบผู้ติดเชื้อแพร่กระจายมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการประกาศล็อกดาวน์พื้นที่ใน จ.สมุทรสาครเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เป็นลบต่อภาวะเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักลงทุน และคาดว่าอาจจะมีการล็อกดาวน์เพิ่มในหลายจังหวัดหากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่มขึ้น
โดยในวันนี้ (22/12) มีรายงานพบผู้ติดเชื้อภายในประเทศที่เป็นแรงงานต่างชาติ จากการตรวจคัดกรองเชิงรุกในชุมชนเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 397 ราย
อย่างไรก็ตามตลาดติดตามการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทสไทย (ธปท.) ในวันพุธนี้ (23/12) โดยตลาดคาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 0.50% ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.08-30.22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 30.22/24 บาท/ดอลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/12) ที่ระดับ 1.2227/29 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (21/12) ที่ระดับ 1.2201/04 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสถานการณ์ในยุโรปมีผู้ติดเชื้อโควิดมากขึ้นและกังวลไวรัสโควิด-19 กลายพันธุ์ โดยเฉพาะในอังกฤษ
ซึ่งทำให้อังกฤษกลับมาล็อกดาวน์ฉุกเฉิน โดยอังกฤษได้ประกาศยกระดับมาตรการคุมเข้มการแพร่ระบาดของโควิด-19 สู่ระดับ Tier 4 จากเดิมที่ระดับ Tier 3 ซึ่งจะใกล้เคียงกับมาตรการล็อกดาวน์ที่เคยประกาศใช้เมื่อเดือนพฤศจิกายน หลังพบไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่แพร่เชื้อรวดเร็วกว่าเดิมถึง 70%
ทั้งนี้เมื่อคืนนี้ (21/12) ทางการยุโรปมีประกาศตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคยูโรโซนประจำเดือนธันวาคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น -13.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนพฤศจิกายนที่ -17.6 และมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ -16.8 ทั้งนี้ตลาดยังคงจับตาการเจรจาระหว่างสหภาพยุโรป (EU) และสหราชอาณาจักร ซึ่งยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเพื่อบังคับใช้หลังจากที่สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจาก EU (Brexit) เนื่องจากทั้งสองฝ่ายยังคงมีความเห็นต่างกันในด้านการประมง
ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.2204-1.2237 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.2211/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/12) ที่ระดับ 103.33/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันจันทร์ (21/12) ที่ระดับ 103.59/62 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยนักลงทุนเข้าถือครองสกุลเงินเยน ซึ่งเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั่วโลก
นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นอนุมัติร่างงบประมาณประจำปี 2564 ซึ่งมีวงเงินสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 106.61 ล้านล้านเยน (1.03 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในวันนี้ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 103.27-103.48 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 103.39/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ดัชนีสำคัญทางเศรษฐกิจในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ สหราชอาณาจักร ประจำไตรมาส 3 (22/12), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเยอรมนีประจำเดือนมกราคม (22/12), ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศสหรัฐ ประจำไตรมาส 3 (22/12), ยอดขายบ้านมือสองสหรัฐ ประจำเดือนพฤศจิกายน,
ผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งที่ 8/2563 (23/12), ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ (23/12), ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐ ของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประจำเดือนธันวาคม (23/12), ยอดขายบ้านใหม่สหรัฐ ประจำเดือนพฤศจิกายน (23/12),
ดัชนีราคาจากรายจ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลสหรัฐ ประจำเดือนพฤศจิกายน (23/12), ยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนสหรัฐ ประจำเดือนพฤศจิกายน (24/12), ยอดค้าปลีกญี่ปุ่นประจำเดือนพฤศจิกายน (25/12)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -2.25/1.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -1.60/-0.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ