ตลาดจับตาโควิดในไทย ขณะที่สหรัฐผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ตลาดจับตาโควิดในไทย ขณะที่สหรัฐผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเนื่องจากตลาดกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศไทยรอบใหม่
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 21-25 ธันวาคม 2563 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (21/22) ที่ระดับ 29.95/98 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดในวันศุกร์ (18/22) ที่ระดับ 29.80/81 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยค่าเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวแข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินสกุลหลัก หลังนายมิตช์ แมคคอนเนลล์ ผู้นำเสียงข้างมากในวุฒิสภาสหรัฐ เปิดเผยว่าสภาคองเกรสได้บรรลุข้อตกลงเพื่อออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์แล้ว โดยมาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายที่จะเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
ขณะที่ Conference Board เปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ Leading Economic Index (LEI) ปรับตัวขึ้น 0.6% ในเดือนพฤศจิกายนโดยดีดตัวขึ้น 7 เดือนติดต่อกัน และสูงกว่าที่คาดการณ์ที่ระดับ 0.5% โดยการปรับตัวขึ้นของดัชนี LEI ได้แรงหนุนจากการลดลงของตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงาน และการเพิ่มขึ้นของคำสั่งซื้อใหม่, ตัวเลขการอนุญาตสร้างบ้าน และการดีดตัวของตลาดหุ้น
โดยในวันพุธ (23/12) สภาคองเกรสสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเยียวยาประชาชนและภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19
นอกจากนี้ สภาคองเกรสยังได้อนุมัติร่างกฎหมายงบประมาณวงเงิน 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ที่จะทำให้หน่วยงานของรัฐบาลสหรัฐสามารถเปิดดำเนินการต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2564
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยตัวเลขประมาณการผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3/2563 ครั้งที่ 3 ซึ่งเป็นประมาณการครั้งสุดท้าย โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 33.4% ซึ่งเป็นการขยายตัวสูงเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ที่สหรัฐเริ่มมีการรวบรวมข้อมูลในปี 2490 และดีกว่าที่คาดว่าจะทรงตัวจากตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 ที่ระดับ 33.1% นอกจากนี้ยังคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะมีการขยายตัว 5% ในไตรมาส 4
อย่างไรก็ดีสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองปรับตัวลง หลังจากเพิ่มขึ้นติดต่อกัน 5 เดือน โดยร่วงลง 2.5% สู่ระดับ 6.69 ล้านยูนิตในเดือน พ.ย. หลังจากแตะระดับ 6.85 ล้านยูนิตในเดือนตุลาคม และเมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านมือสองเพิ่มขึ้น 22.8% ในเดือนพฤศจิกายน ส่วนสต๊อกบ้านในตลาดลดลง 22% สู่ระดับ 1.28 ล้านยูนิตในเดือนพฤศจิกายน
อย่างไรก็ดีค่าเงินดอลลาร์เริ่มปรับตัวอ่อนค่าลงอีกครั้งหลังประธานาธิบดีสหรัฐ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ยังไม่ลงนามในร่างกฎหมายว่าด้วยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 9 แสนล้านดอลลาร์เพื่อเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 โดยอ้างว่าต้องการให้มีการเพิ่มจำนวนเงินในเช็คเงินสดที่จะแจกจ่ายให้กับชาวอเมริกันจาก 600 ดอลลาร์เป็น 2,000 ดอลลาร์ และให้มีการตัดงบรายจ่ายที่ไม่จำเป็นออกจากมาตรการดังกล่าว
สำหรับในขั้นตอนต่อไป สภาคองเกรสอาจนำร่างกฎหมายดังกล่าวกลับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้าสภาคองเกรสไม่ดำเนินการดังกล่าว นายทรัมป์ก็จะมี 3 ทางเลือก คือ ลงนามในร่างกฎหมายนี้เพื่อให้มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมาย, ใช้สิทธิวีโต้ หรือไม่ดำเนินการใด ๆ ซึ่จะทำให้ร่างกายดังกล่าวมีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายโดยอัตโนมัติ
สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญกระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลงสู่ระดับ 803,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 885,000 ราย จากระดับ 892,000 ราย ที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่การบริโภคส่วนบุคคล (PCE) เพิ่มขึ้น 1.1% ในเดือนพฤศจิกายน และเมื่อเทียบรายปี หลังจากดีดตัวขึ้น 1.2% ในเดือนตุลาคม
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในช่วงสัปดาห์นี้ ค่าเงินบาทปรับตัวอ่อนค่าเนื่องจากตลาดกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายในประเทศไทยรอบใหม่ โดยกรณีในจังหวัดสมุทรสาครนับว่าเป็นการพบผู้ติดเชื้อมากที่่สุดนับตั้แต่มีการระบาดในประเทศไทย โดย น.พ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) รายงานวานนี้ว่า ในรอบ 24 ชั่วโมงที่ผ่านมาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพื่อถึง 576 ราย รวมผู้ติดเชื้อที่ยืนยันก่อนหน้านี้เป็น 689 ราย และหลังจากนี้คาดว่ามีแนวโน้มที่จะพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกเรื่อย ๆ จากมาตรการค้นหาเชิงรุก
โดยระหว่างสัปดาห์นักลงทุนกลับมากังวลว่าจะมีการล็อกดาวน์เพื่อสกัดกั้นการแพร่ระบาดในวงกว้างหรือไม่ สำหรับการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ประจำเดือนธันวาคมมีมติคงดอกเบี้ยตามคาด โดยไม่ได้ส่งสัญญาณการผ่อนคลายนโยบายเพิ่มเติม และ กนง.ยังปรับคาดการณ์การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของปี 64 ลดลงมาอยู่ที่ 3.2% จากเดิม 3.6% จากการมองว่าภาคการลงทุน และภาคท่องเที่ยวน่าจะฟื้นตัวช้า
อย่างไรก็ดีค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง หลังจากที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) ไม่ประกาศล็อกดาวน์ รอบ 2 มีเพียงการคุมเข้มบางพื้นที่เท่านั้น ทั้งนี้ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 30.03-30.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 30.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ ผ21/12) ที่ระดับ 1.2210/12 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวอ่อนค่าลงจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 1.2248/51 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ในช่วงสัปดาห์นี้ ค่าเงินยูโรปรับตัวอ่อนค่าลงเทียบกับเงินสกุลดอลลาร์ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในอังกฤษ ซึ่งทำให้มีการแพร่เชื้อรวดเร็วกว่าเดิมถึง 70% หนุนการถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย
ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการเจรจา Brexit นั้น นายมิเชล บาร์นิเยร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าผู้แทนการเจรจาฝ่าย EU กล่าวต่อตัวแทนทั้ง 27 ชาติของ EU ว่า ข้อเสนอของอังกฤษเกี่ยวกับการประมงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ โดยก่อนหน้านี้ นายบาร์นิเยร์กล่าวว่า EU กำลังใช้ความพยายามครั้งสุดท้ายในการบรรลุข้อตกลงการค้ากับอังกฤษที่จะมีผลบังคับใช้หลังจากที่อังกฤษแยกตัวออกจาก EU (Brexit)
อย่างไรก็ดี ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความขัดแย้งเกี่ยวกับการประมง โดย EU ต้องการทำการประมงในน่านน้ำอังกฤษต่อไปอีก 6 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปี 2564 หลังจากที่อังกฤษเริ่มแยกตัวออกจาก EU ในวันที่ 1 มกราคม 2564 แต่อังกฤษต้องการให้สิทธิการประมงแก่ EU เพียง 3 ปี นอกจากนี้ อังกฤษต้องการให้ EU ลดปริมาณการจับสัตว์น้ำในน่านน้ำของอังกฤษลง 30% เริ่มตั้งแต่ปี 2564 แต่ EU ต้องการลดปริมาณการจับสัตว์น้ำเพียง 25%
อย่างไรก็ดีอังกฤษและ EU สามารถบรรลุข้อตกลงการค้าเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โดยนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) กล่าวว่า ข้อตกลงดังกล่าวมีความสมดุลและเป็นธรรม ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.2169-1.2201 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 1.2185/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (21/12) ที่ระดับ 103.47/49 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 103.54/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าเงินเยนยังมีแรวถือครองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก โดยกรุงโตเกียวทำสถิติพบผู้ติดเชื้อใน 1 เดือนที่ผ่านมาเพิ่มกว่า 10,000 ราย
ขณะที่คณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นได้อนุมัติร่างงบประมาณประจำปี 2564 ซึ่งมีวงเงินสูงถึง 106.61 ล้านล้านเน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 103.48-103.68 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (18/12)% ที่ระดับ 103.48/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ