ธปท.หวังดึงธุรกรรมเงินบาทในต่างประเทศ 10-15% จ่อทบทวนไลเซนส์เพิ่มผู้เล่นในตลาด
ธปท.เปิดทางนิติบุคคลต่างประเทศทำธุรกรรมเงินบาทกับสถาบันการเงินในประเทศ หวังดึงธุรกรรมที่เกิดนอกประเทศเข้ามาในตลาด 10-15% จากสัดส่วนธุรกรรมเงินบาทที่มีอยู่ 60% เพื่อช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาท ลั่น แค่ลงทะเบียนครั้งเดียว ไม่ต้องยื่นเอกสารรายธุรกรรม-ทำธุรรมหลากหลายขึ้น พร้อมเดินหน้า “FX Ecosystem” เล็งขยายผู้เล่นในตลาด-ทบทวนไลเซ่นส์บางประเภท-ผ่อนคลายเงินโอนต่างประเทศ เผยไตรมามาส 2 ระบบลงทะเบียนแสดงตัวตนซื้อขายตราสารหนี้
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การผ่อนคลายให้นิติบุคคลต่างประเทศสามารถทำธุรกรรมเงินบาทกับสถาบันการเงินในประเทศ (onshore) ได้คล่องตัวขึ้น ภายใต้โครงการ Non-resident Qualified Company (NRQC) ของธปท.นั้น ถือเป็นมาตรการต่อเนื่องที่ต้องการสร้างระบบนิเวศตลาดอัตราแลกเปลี่ยนใหม่ (FX ecosystem) จากก่อนหน้านี้ได้ผ่อนคลายไปแล้ว 3 มาตรการ โดยครั้งนี้จะเป็นการปรับโครงสร้างการทำธุรกรรมเงินบาทในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งเพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งค่า
ทั้งนี้ หากดูสัดส่วนธุรกรรมเงินบาทที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ พบว่า มีสัดส่วนประมาณ 60% ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมาจากนิติบุคคลต่างประเทศประมาณ 10-15% โดยธปท.ต้องการดึงสัดส่วนธุรกรรมดังกล่าวเข้ามาทำธุรกรรมในประเทศได้สะดวกขึ้น ซึ่งจากเดิมจะมีกฎเกณฑ์ค่อนข้างเยอะ ทำให้เกิดการทำธุรกรรมนอกต่างประเทศ ซึ่งธปท.ไม่สามารถติดตามได้ ซึ่งการผ่อนคลายดังกล่าวจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างเงินขาเข้าและเงินขาออก รวมถึงธปท.สามารถติดตามธุรกรรม และออกแบบมาตรการได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สำหรับนิติบุคคลต่างประเทศที่ต้องการทำธุรกรรมกับสถาบันการเงินในประเทศ ภายใต้โครงการ NRQC จะต้องเข้ามาแสดงความจำนงยืนยันตัวตนกับสถาบันการเงินในประเทศที่ต้องการทำธุรกรรมเพียงครั้งเดียว และหลังจากนั้นนิติบุคคลต่างประเทศไม่ต้องแสดงรายการการทำธุรกรรมรายธุรกรรม และสามารถทำธุรกรรมหลากหลายมากขึ้น จากเดิมจำกัดให้ทำธุรกรรมได้บางประเภทเท่านั้น รวมถึงไม่ต้องถูกจำกัดยอดคงค้างบัญชีเงินบาทสำหรับผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (Non-resident Baht Account : NRBA) จากเดิมที่จำกัดยอดคงค้างไว้ไม่เกิน 200 ล้านบาท
“ก่อนหน้าทำไปแล้ว 3 เรื่อง คือ การเปิดบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ หรือ FCD ซื้อฝากเก็บได้ทันที การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ต่างประเทศ และการลงทะเบียนซื้อขายตราสารหนี้ ทั้งนักลงทุนในประเทศและต่างประเทศ ส่วนที่ทำเพิ่มเติมวันนี้ คือ NRQC เป็นโครงการให้นิติบุคคลต่างประเทศสามารถทำธุรกรรมในประเทศได้ง่ายขึ้นจากเดิมมีหลักเกณฑ์เยอะแยะ ทำให้เกิดธุรกรรมในต่างประเทศเยอะ ส่งผลให้เราติดตามยาก และเราไม่เห็นข้อมูลที่เพียงพอ ทำให้การออกแบบมาตรการทำได้ยาก ธปท.จึงอยากให้นักลงทุนเข้ามาทำธุรกรรมในประเทศ และผ่อนคลายและปรับหลักเกณฑ์ให้เปลี่ยนตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น”

สำหรับมาตรการเพิ่มเติมในอนาคตภายใต้ FX Ecosystem จะดำเนินการเพิ่มเติม เพื่อดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาท อาทิเช่น การยกเว้นการแสดงหลักฐานต่างๆ การขยายผู้ประกอบการและผู้เล่นรายอื่นนอกจากสถาบันการเงิน ซึ่งเป็นอีกมิติหนึ่งที่ธปท.พยายามทำ โดยการทบทวนใบอนุญาต (License) เพื่อขยายขอบเขตให้ผู้เล่นบางประเภท เพื่อให้เกิดการแข่งขัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และผ่อนคลายเกณฑ์การโอนเงินไปต่างประเทศหรือซื้อหรือลงทุนในหลักทรัพย์บางประเภท ซึ่งปัจจุบันยังมีการควบคุมอยู่ ตลอดจนการเปิดให้บริการใหม่ๆ ผ่าน Digital Platform เป็นต้น
นอกจากนี้ ภายในปลายไตรมาสที่ 1 หรือต้นไตรมาสที่ 2 จะเริ่มเห็นความชัดเจนของความคืบหน้ามาตรการแสดงยืนยันตัวตนซื้อขายตราสารหนี้ของนักลงทุนในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันหลักเกณฑ์และหลักการค่อนข้างนิ่งแล้ว ซึ่งเหลือขั้นตอนกระบวนการปรับระบบของสถาบันการเงิน เพื่อให้พร้อมรองรับการดำเนินมาตรการทุกภาคส่วน
“การสร้าง FX Ecosystem เราต้องปรับทุกอย่างเหมือนการส้รางไฮเวย์ 8 เลน เพื่อสร้างการค้าและบริการ การกระจายลงทุนในต่างประเทศ แม้อาจจะไม่เห็นผลวันนี้ พรุ่งนี้ แต่จะมีผลต่อเงินบาทในระยะยาว ทั้งนี้ จะต้องเกิดความร่วมมือทุกภาคส่วน และผู้นำเข้าและส่งออก จะต้องเรียนรู้เครื่องมือ และใช้ประโยชน์จากเครื่องมือภายหลังต้นทุนที่ต่ำลง และหากนักลงทุนสถาบันและรายย่อยมีความมั่นใจขึ้นจะสามารถออกไปลงทุนในต่างประเทศได้มากขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทได้ดีขึ้น”