ศึกซักฟอกต้องจบ แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จบ เพราะต้องนับคะแนนความไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจในการบริหารงานตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของ 1 นายกรัฐมนตรี กับอีก 9 รัฐมนตรี พรรคหลัก-พลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล ภูมิใจไทย-ประชาธิปัตย์
ระดับความไว้วางใจ-ไม่ไว้วางใจ ประสิทธิภาพการทำงาน-ธรรมาภิบาลเฉพาะตัว ไม่เป็นบรรทัดฐานในการปรับ-ไม่ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประยุทธ์ 2 อย่างน้อยผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมาในสมัยประชุมที่แล้ว
ยิ่งพรรคฝ่ายค้าน “ไม่มีข้อมูลใหม่” มิหนำซ้ำยัง “ไม่มีใบเสร็จ” ทำให้ไม่สามารถลาก 3 ป. ประยุทธ์-ประวิตร-ป.ป๊อก อนุพงษ์ กับอีก 7 รัฐมนตรี “ขึ้นเขียง” โดยการใช้กลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติพิพากษาทางการเมืองได้
ยิ่ง “รัฐบาลเสียงเหนือน้ำ” ทั้งจากพรรคหลัก-พรรคร่วมรัฐบาล และบริการเสริม-เสียงงูเห่า การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งแรก ซึ่ง 4 ใน 6 รัฐมนตรี ถูกซักฟอกในครั้งนี้ “ผลโหวต” จึงไม่เหนือความคาดหมาย “ผ่านฉลุย”
1.พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี-รมว.กลาโหม ไว้วางใจ 272 คะแนน ไม่ไว้วางใจ 49 คะแนน งดออกเสียง 2 คะแนน
2.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ไว้วางใจ 277 คะแนน ไม่ไว้วางใจ 50 คะแนน งดออกเสียง 2 คะแนน
3.พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ไว้วางใจ 272 คะแนน ไม่ไว้วางใจ 54 คะแนน งดออกเสียง 2 คะแนน และ
4.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ไว้วางใจ 269 คะแนน ไม่ไว้วางใจ 55 คะแนน งดออกเสียง 7 คะแนน
นอกจากนี้ยังมีการขายเสียง-ขายตัว เกิดเป็น “งูเห่า” ในรังฝ่ายค้าน-ลงเสียงไว้วางใจรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ คือ พรรคเพื่อไทย 2 เสียง ได้แก่ 1.นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ส.ส.กทม. และ 2.น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี
พรรคเสรีรวมไทย 3 เสียง ได้แก่ 1.นายวัชรา ณ วังขนาย 2.น.ส.นภาพร เพ็ชรจินดา และ 3.นายอำไพ กองมณี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ พรรคประชาชาติ 1 เสียง คือ นายอนุมัติ ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี
ขณะที่กบฏประชาธิปัตย์-กล้ามเนื้อนอกบังคับรัฐบาล “สวนมติพรรค-วิปรัฐบาล” โหวต “ไม่ไว้วางใจ” ร.อ.ธรรมนัส 17 เสียง นำโดย นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี นายพนิช วิกิตเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ
มาถึงการอภิปรายในครั้งนี้นับนิ้ว-นับมือ พรรคร่วมรัฐบาล 19 พรรค 273 เสียง ประกอบด้วย 1.พลังประชารัฐ 121 เสียง 2.ภูมิใจไทย 62 เสียง 3.ประชาธิปัตย์ 51 เสียง 4.ชาติไทยพัฒนา 12 เสียง 5.รวมพลังประชาชาติไทย 5 เสียง
6.พลังท้องถิ่นไท 5 เสียง 7.ชาติพัฒนา 4 เสียง 8.เศรษฐกิจใหม่ 5 เสียง 9.รักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียง 10.พลังชาติไทย 1 เสียง 11.ประชาภิวัฒน์ 1 เสียง 12.พลังไทยรักไทย 1 เสียง 13.ครูไทยเพื่อประชาชน 1 เสียง 14.ประชานิยม 1 เสียง
15.พลเมืองไทย 1 เสียง 16.ประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง 17.พลังธรรมใหม่ 1 เสียง 18.ประชาธรรมไทย 1 เสียง และ 19.ไทรักธรรม 1 เสียง
ขณะที่ พรรคฝ่ายค้าน 7 พรรคกับอีก 1 เสียง รวม 213 เสียง ประกอบด้วย 1.พรรคเพื่อไทย 134 เสียง 2.ก้าวไกล 54 เสียง 3.เสรีรวมไทย 10 เสียง 4.ประชาชาติ 7 เสียง 5.เพื่อชาติ 5 เสียง 6.พลังปวงชนไทย 1 เสียง 7.ไทยศิวิไลย์ 1 เสียง ของ เต้-มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ และ 1 เสียงของ “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์”
แหล่งข่าวจากพรรครัฐบาลระบุว่า เสียงโหวตไว้วางใจรัฐบาลอย่างน้อยไม่ต่ำว่า 265 เสียง เกินครึ่ง 488 เสียงแน่นอน พรรคแกนนำรัฐบาล-พรรคร่วมรัฐบาล ประชาธิปัตย์-ภูมิใจไทย ไปในทิศทางเดียวกัน โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ เป็นปึกแผ่น-เป็นเอกภาพ จำนวนเสียง-มือโหวตให้กับรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐเท่ากันทุกคน
“เสียงไว้วางใจเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน อย่างมากเสียงไว้วางใจขึ้น ๆ ลง ๆ เพราะพรรคเล็ก 1 เสียง ยังงอแง ปั่นราคา เรียกค่าตัวเพิ่ม ขณะที่พรรคฝ่ายค้านอย่างมากคงงดออกเสียง” แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลอีกรายระบุ
ถึงแม้ว่าเสียงรัฐบาลจะ “โหวตร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” แต่ปฏิเสธได้ยากว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ บริหารงานมาเข้าสู่ปีที่ 2-เกินครึ่งทาง รัฐมนตรีหลายคนบอบช้ำ-มีบาดแผล การปรับ ครม.ประยุทธ์ 2/4 จึงมีความเป็นไปได้ไม่มากก็น้อย
โดยเศรษฐกิจหลังโควิด-ฉีดวัคซีนเข็มแรก รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีเรื่องเศรษฐกิจเป็น “โจทย์หิน” รออยู่ จึงเป็น “ไฟต์บังคับ” ให้ พล.อ.ประยุทธ์ต้องปรับ ครม.