เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ฝ่าวิกฤตที่ธุรกิจคาดไม่ถึง ด้วย 5 กลยุทธ์ 3 คำถาม
Columns ฝ่าวิกฤตที่ธุรกิจคาดไม่ถึง ด้วย 5 กลยุทธ์ 3 คำถาม
ธพส. ชี้ Senior Complex รามาฯ-ธนารักษ์ ยังไม่ล่ม คาดค่าก่อสร้างสูงขึ้น 30%
Finance ธพส. ชี้ Senior Complex รามาฯ-ธนารักษ์ ยังไม่ล่ม คาดค่าก่อสร้างสูงขึ้น 30%
ทองราคาร่วง ทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี จับตาเลือกตั้งสหรัฐ-สงครามเสี่ยงปะทุรอบใหม่
Finance ทองราคาร่วง ทำจุดต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี จับตาเลือกตั้งสหรัฐ-สงครามเสี่ยงปะทุรอบใหม่
ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,400 บาท
เปลี่ยนความกลัวเป็นพลังนำ AI สร้างงานใหม่
SD Talk เปลี่ยนความกลัวเป็นพลังนำ AI สร้างงานใหม่
คลังโชว์ปิดหีบงบประมาณปี’69 เก็บรายได้เกินเป้า 8.9 หมื่นล้าน-กู้โปะขาดดุลลดลง
Finance คลังโชว์ปิดหีบงบประมาณปี’69 เก็บรายได้เกินเป้า 8.9 หมื่นล้าน-กู้โปะขาดดุลลดลง
‘เฟด’ ได้ฉายาละคร ‘คาบูกิ’ ‘เงินเฟ้อสูง-ศก.แกร่ง’ แต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ย
World ‘เฟด’ ได้ฉายาละคร ‘คาบูกิ’ ‘เงินเฟ้อสูง-ศก.แกร่ง’ แต่ไม่ขึ้นดอกเบี้ย
ค่าเงินบาทวันนี้ (2 พ.ย. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.77 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
Finance ค่าเงินบาทวันนี้ (2 พ.ย. 69) เปิดตลาดอ่อนค่า 33.77 บาท บทวิเคราะห์ล่าสุด
ดองกิ ปักธงเซ็นทรัลปิ่นเกล้า พฤษจิกายน ’69 นี้ 
Business ดองกิ ปักธงเซ็นทรัลปิ่นเกล้า พฤษจิกายน ’69 นี้ 
พยากรณ์อากาศ (2 พ.ย.) ฝนฟ้าคะนองและลมแรง หลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง-ใต้ต้นไม้ใหญ่
News พยากรณ์อากาศ (2 พ.ย.) ฝนฟ้าคะนองและลมแรง หลีกเลี่ยงที่โล่งแจ้ง-ใต้ต้นไม้ใหญ่
ดูทั้งหมด

สแตนชาร์ตฯ ยืนจีดีพีปีนี้ 2.4% ลั่นเห็น ธปท. คงดอกเบี้ยต่ำยาว 3 ปี

08 เม.ย. 2564 | 13:05น.
สแตนดาร์ดชาเตอร์

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด คงประมาณการจีดีพีปี 64 อยู่ที่ 2.4% หวังเห็นนโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจจริง แม้หนี้สาธารณะแตะกรอบ 60% แต่เกิดการจ้างงาน-การบริโภค หนุนจีดีพีเพิ่มไม่ห่วง รับเห็นธปท.คงดอกเบี้ยยาว 3 ปี แนะต้องสื่อสารให้ตลาดรับรู้ชัดเจน ด้าค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอ่อนค่าก่อนขยับกรอบแข็งค่าสิ้นปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์

วันที่ 8 เมษายน 2564 ดร.ทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) อยู่ที่ระดับ 2.4% แม้ว่าจะมีการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ เนื่องจากประมาณการของธนาคารค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับแห่งอื่น

เช่น กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดการณ์อยู่ที่ 2.6% หรือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อยู่ที่ 3% โดยมองว่า อัตราการขยายตัวในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนยังคงติดลบ และจะขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสที่ 2 แต่เป็นผลจากฐานที่ต่ำในปีก่อน โดยมองจีดีพีปี 65 อยู่ที่ระดับ 3%

โดยภายใต้คาดการณ์เศรษฐกิจขยายตัว 2.4% มองว่า ความไม่แน่นอนและความมั่นใจในการบริโภคและภาคธุรกิจยังคงเปราะบางและอาจได้รับผลกระทบได้ง่าย โดยตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญอย่างการบริโภคและการท่องเที่ยวยังไม่ชัดเจน ซึ่งการบริโภคมีสัดส่วนคิดเป็น 50% ของจีดีพี แม้จะมีมาตรการกระตุ้นตั้งแต่โควิด-19 ระบาดรอบแรก จะเห็นว่าการบริโภคยังคงทรงตัว

ประกอบกับตัวเลขหนี้ครัวเรือนที่ปรับเพิ่มขึ้น ขณะที่ ภาคการท่องเที่ยวคิดเป็น 20% ของจีดีพี มองว่าอยู่ในทิศทางกำลังฟื้นตัวหลังรํบบาลมีโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ที่คาดว่าจะเปิดรับนักท่องเที่ยวได้ในไตรมาสที่ 3-4 ซึ่งจะเป็นผลบวกต่อความเชื่อมั่นได้ อย่างไรก็ดี การระบาดของโควิด-19 และวัคซีนยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว

ขณะที่นโยบายการคลัง จะเริ่มเห็นความกังวลในเรื่องของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นปลายปีอยู่ที่ระดับ 60% จากก่อนมีโควิด-19 สัดส่วนหนี้ฯ อยู่ที่ระดับ 40% แต่หลังจากออกมาตรการกระตุ้นไป 1 ปีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 50% แต่หากย้อนมาดูอัตราการเติบโตเศรษฐกิจในปี 63 เห็นหดตัว -6% จึงอยากเห็นงบประมาณที่ลงไปสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจจริงให้เกิดประโยชน์ได้ โดยจากวงเงินงบประมาณ 1 ล้านล้านบาท

ซึ่งมีแผนใช้ไปแล้วกว่า 70% และเหลืออีกราวกว่า 20% จะต้องก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษบกิจ เช่น การบริโภคเพิ่มขึ้น ภาคธุรกิจสามารถดำเนินธุรกิจได้ และก่อให้เกิดการจ้างงาน เพราะหากจีดีพีไม่เพิ่มขึ้น และหนี้ยังคงเพิ่ม จะไม่เหลือช่องในการกระตุ้นเพิ่ม เนื่องจากไม่สามารถคาดเดาการระบาดโควิด-19 ได้

ดังนั้น หากนโยบายการคลังไม่สามารถดำเนินการได้ จะเห็นว่านโยบายการเงินจะต้องเข้ามาช่วยกระตุ้น แต่จะเห็นว่าขีดความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (Policy Space) เหลือค่อนข้างน้อย โดยดอกเบี้ยอยู่ที่ระดับ 0.50% ซึ่งมองว่าธปท.จะคงอัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำไปอย่างน้อย 3 ปี (ปี 64-66)

อย่างไรก็ดี หากนโยบายการคลังไม่สามารถทำงานเต็มที่ ทำให้ธปท.มีความจำเป็นต้องลดดอกเบี้ย ขณะที่ทั่วโลกอยู่ในช่วงการฟื้นตัวและดอกเบี้ยยขาขึ้น อาจจะทำให้เห็นการไหลออกของเงิน และค่าเงินบาทอ่อนค่าได้ อย่างไรก็ดี สิ่งที่ธปท.จะต้องทำคือสื่อสารให้ชัดเจน เพื่อให้ตลาดการเงินและภาคธุรกิจเข้าใจ

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ประเมินว่า ในช่วงต้นปีจะเห็นเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 29.80 บาทต่อดอลลาร์ และปัจจุบันเคลื่อนไหวอ่อนค่าระดับ 31.45 บาทต่อดออลาร์ โดยมองว่าภายในช่วงกลางปีนี้จะเห็นค่าเงินอ่อนค่าที่ระดับ 31.50 บาทต่อดอลลาร์ และหลังจากนั้นในช่วงครึ่งหลังของปีค่าเงินจะทยอยแข็งค่าขึ้นไปแตะระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์ในสิ้นปีนี้ โดยปัจจัยที่จ้องจติดตามจะเป็นเรื่องของดุลบัญชีเดินสะพัด

ทั้งดุลการค้าและดุลบริการขาดดุล ซึ่งประเทศไทยเกิดดุลมาต่อเนื่อง เป็นผลมาจากภาคการท่องเที่ยวยังไม่ชัดเจน ทำให้บาทจากแข็งค่ามาอ่อนค่า แต่คาดว่าการท่องเที่ยวจะกลับมาปลายปีเป็นผลมาเงินบาทกลับมาแข็งค่าได้

“การใช้นโยบายการคลังและนโยบายการเงินมีข้อจำกัดเนื่องจากหนี้สาธารณะใกล้แตะเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนด แม้ว่าเราจะเห็นนโยบายที่มากกว่านโยบายการเงิน โดยธปท.ออก 2 มาตรการทั้งสินเชื่อฟื้นฟูและโกดังพักหนี้วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท แต่เรื่องการบริโภคและการท่องเที่ยวต้องการมากกว่านโยบายการเงิน ในขณะที่โอกาสลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจมีอยู่ไม่มาก โดยเราคาดว่าค่าเงินบาทจะฟื้นตัวในปลายปี 2564 เนื่องจากภาคท่องเที่ยวค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้นปลายปี”