Skip to content

แรงงานทิ้งเมืองกลับบ้านนอก แห่ทำเกษตร-จี้รัฐต่ออายุประกันรายได้

11 ก.ค. 2564 | 11:35น.
แรงงานทิ้งเมืองกลับบ้านนอก แห่ทำเกษตร-จี้รัฐต่ออายุประกันรายได้

พิษโควิดถล่มแรงงานอุตสาหกรรม-บริการตกงาน แห่กลับบ้าน สภาเกษตรฯชี้พบสัญญาณยอดขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่ม จี้รัฐเตรียมแผนประกันรายได้ซีซั่น 3 รับมืออนาคตปลูกพืชล้นตลาดพืชไร่ข้าวโพด-ข้าว-มันสำปะหลังทะลัก แถม “ต้นทุนพุ่ง” พื้นที่เท่าเดิม-ฝนทิ้งช่วง

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้เริ่มเห็นมีแรงงานจากกรุงเทพฯและปริมณฑลที่เคยทำงานภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ แต่ประสบปัญหาจากธุรกิจปิดกิจการ จึงต้องเดินทางกลับภูมิลำเนาในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือหลายจังหวัด

แรงงานกลุ่มนี้ก็จะกลับไปช่วยครอบครัวทำเกษตรในพื้นที่เดิม นั่นหมายความว่า ต้นทุนการปลูกพืชต่อไร่จะสูงขึ้น เพราะมีแรงงานลงไปทำมาหากินที่เดิมมากขึ้น แต่พื้นที่เกษตรยังเท่าเดิม

“ถามว่าจะกระทบจนผลผลิตเพิ่มล้นตลาดหรือไม่ ผมว่าไม่ล้นตลาด แต่ต้นทุนไม่ลดลงแน่นอน เพราะทุกคนลงไปกินไปใช้กับที่บ้าน มีพื้นที่ 10 ไร่เท่าเดิม ปลูกได้เท่าเดิม แต่คนกินเยอะขึ้น และที่สำคัญ ปีนี้ยังมีปัจจัยสำคัญจากปริมาณน้ำฝนว่ามาเร็วหรือมาช้า ทิ้งช่วงหรือไม่ ซึ่งตอนนี้เริ่มมีปัญหาในบางจังหวัด เช่น นครราชสีมา ชัยภูมิ ที่ฝนทิ้งช่วง น้ำในเขื่อนลดลงแย่งน้ำกัน”

“ตอนนี้ชาวนาบางพื้นที่ โดยเฉพาะนอกเขตชลประทานส่วนใหญ่เป็นภาคเหนือ ภาคอีสาน ต้องรอฝนมาเดือนสิงหาคมจึงจะปลูกข้าวได้ ส่วนนาปรังทางกรมชลประทานประกาศห้ามไม่ให้ปลูกอยู่แล้ว เพราะน้้ำในเขื่อนน้อย หลังจากเริ่มปลูก ส.ค.ต้องมาประเมินว่าอีก 3-4 เดือน ผลผลิตจะมากแค่ไหน ทางกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรฯต้องเตรียมมาตรการรับมือ หากฝนดีมีแนวโน้มผลผลิตดี ต้องหาตลาดรอ ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเรียกหารือ”

ชาวไร่มันสำปะหลังทะลัก

นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานคณะกรรมการด้านพืชไร่ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า จากสถานการณ์ของโควิด-19 ส่งผลให้แรงงานในเมืองใหญ่ที่ประสบปัญหาไหลกลับภูมิลำเนามากขึ้น ทำให้พบว่าปัจจุบันมีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

เชื่อว่าอนาคตจะมีปัญหาในเรื่องของผลผลิตล้นตลาด ซึ่งสินค้าเกษตรที่น่าห่วงคือ ข้าว และข้าวโพด อย่างไรก็ดี ยังต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงปลายฤดูเก็บเกี่ยวพืชไร่บางชนิด ต้องรอการประเมินอีกครั้งช่วงเดือนตุลาคม 2564

“ผลผลิตมันสำปะหลัง 30-31 ล้านตัน ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการต่อปีอยู่ที่ 40 ล้านตัน ขณะที่โครงการประกันรายได้มันสำปะหลังปัจจุบันอยู่งวดที่ 8 รัฐบาลก็จ่ายน้อยลง เพราะราคามันสำปะหลังในตอนนี้ปรับตัวสูงขึ้น เป็น 2.40-2.50 บาทต่อกิโลกรัม”

“แต่ปัญหาคือ ราคาของไทยยังไม่สอดคล้องกับราคาในตลาดโลก เนื่องจากผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากต้นทุนการขนส่ง การขาดตู้คอนเทนเนอร์ทำให้การส่งออกไม่ได้เป็นที่ต้องการ ส่งผลให้การรับซื้อมันจากเกษตรกรไม่สูงมากนัก”

“คาดหวังให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขในปัญหาดังกล่าว เพื่อให้การรับซื้อสอดคล้องกับราคาในตลาดโลก เพราะความต้องการเอทานอลของจีนยังมีจำนวนมากราคาควรจะสูงกว่านี้ นอกจากนี้ยังมีปัญหาโรคใบด่างที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งแก้ไข”

เตรียมประกันรายได้ซีซั่น 3

ด้านรายงานจากกรมการค้าภายใน ระบุว่า โครงการประกันรายได้พืช 5 ชนิด ข้าวและยางพาราดำเนินการโครงการในซีซั่น 2 จบไปเป็นที่เรียบร้อย โดยประกันรายได้ข้าวจบโครงการไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 ที่ผ่านมา ส่วนโครงการประกันรายได้ยางพาราดำเนินการเสร็จสิ้นไปตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา

“ตอนนี้โครงการประกันรายได้ที่ยังคงดำเนินการมีพืช 3 ชนิด ได้แก่ ปาล์มน้ำมัน ซึ่งจะจบโครงการในเดือนกันยายน 2564 ประกันรายได้ข้าวโพดจะจบโครงการในเดือนตุลาคม 2564 และประกันรายได้มันสำปะหลังจะจบโครงการในเดือนพฤศจิกายน 2564 นี้”

“ส่วนจะเดินหน้าโครงการประกันรายได้ซีซั่น 3 หรือไม่ ขณะนี้อยู่ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการประชุมหารือเพื่อหาข้อสรุป ก่อนที่จะเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพิจารณาต่อไป โดยจะเดินหน้าหารือประกันรายได้ข้าวก่อนเป็นชนิดแรก เนื่องจากตอนนี้เข้าสู่ฤดูกาลผลิตแล้ว”

อย่างไรก็ดี กรมการค้าภายในยังมีมาตรการดูแลราคาสินค้าเกษตรอย่างใกล้ชิด โดยได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามดูแลเครื่องชั่ง การปิดป้ายแสดงราคารับซื้อ รวมไปถึงการติดตามเรื่องของการขนย้ายสินค้าเกษตรเพื่อป้องกันการลักลอบและส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตรภายในประเทศ หากเกษตรกรไม่ได้รับความเป็นธรรมก็สามารถแจ้งมาที่สายด่วน 1569 ได้

สำหรับราคาตลาดปาล์มน้ำมันอยู่ที่ กก.ละ 5.80-6.80 บาท ข้าวโพดราคา กก.ละ 8.80 บาท และมันสำปะหลัง กก.ละ 2.30-2.50 บาท

สศก.สำรวจยอดเกษตรกรคืนถิ่น

ด้านนายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ขณะนี้ สศก.อยู่ระหว่างจัดทำแบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูล กรณีแรงงานย้ายถิ่นฐานกลับไปทำการเกษตรมากน้อยเพียงใด

เบื้องต้นเท่าที่ทราบยังไม่มีตัวเลขชี้ชัดว่าจะมีการปลูกพืชใดพืชหนึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย แม้จะมีเปลี่ยนโครงสร้างปลูกพืชอื่น ๆ บ้าง แต่ถือว่าน้อย เพราะแต่ละคนที่กลับบ้านจะไปช่วยครอบครัวที่ทำเกษตรอยู่แล้ว ชัดเจนที่สุด คือ กลับไปช่วยปรับเปลี่ยนวิธีการจำหน่ายสินค้าเกษตรผ่านช่องทางออนไลน์ แพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น เฟซบุ๊ก เช่น ไปช่วยทำสวนทุเรียน พืช ผัก จากการส่งขายแบบเดิมก็ปรับเป็นขายออนไลน์

“สศก.มองว่าปัจจัยหลักแรงงานคืนถิ่นคือกลับไปช่วยทำเกษตรเดิม แต่ปัจจัยหลักที่จะมีส่วนสำคัญคือ ผลผลิตส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องน้ำ สภาพอากาศมากกว่า อีกทั้งปีนี้ภาคเกษตรยังค่อนข้างไปได้ดี เนื่องจากประชาชนมีความต้องการบริโภคอาหาร ทั้งสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป”

“แต่จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ยังไม่คลี่คลายช่วงกลางปี ส่งผลให้แนวโน้มจีดีพีภาคเกษตรปี 2564 คาดว่าจะขยายตัวช่วง 1.7-2.7% เมื่อเทียบกับปี 2563 อาจต้องปรับลงเล็กน้อย โดยจะประเมินอีกครั้งหลังช่วงไตรมาส 2 ที่ผลผลิตบางส่วนออกสู่ตลาด”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเกษตร แรงงาน