ฝ่ายค้าน ฟันธง “ประยุทธ์” นั่งนายกฯ ถึงสิงหาคม 65 เพราะครบ 8 ปี
พรรคฝ่ายค้าน เปิดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ ฟันธง “ประยุทธ์” อยู่ได้แค่สิงหาคม 2565 เพราะรัฐธรรมนูญล็อกตาย นายกฯ ห้ามอยู่เกิน 8 ปี จะทำให้เกิดวิกฤตการเมือง
วันที่ 29 กันยายน 2564 นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน ถึงวาระการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่า เรื่องการดำรงตำแหน่งนายกฯ ซึ่งเป็นข้อถกเถียงขณะนี้ พรรคร่วมฝ่ายค้านเป็นกลุ่มแรกที่เปิดประเด็นนี้ขึ้นมา
ทั้งนี้ ในความเห็นส่วนตัว เชื่อว่าประชาชนอยากมีช่องทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่ง เพราะหลีกเลี่ยง ที่ประชาชนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ พ้นจากตำแหน่งด้วยลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 158
ทั้งนี้ ข้อกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 พรรคร่วมฝ่ายค้านเห็นว่า การที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด ว่า “นายกรัฐมนตรีจะดำรงตำแหน่งรวมกันแล้วเกิน 8 ปีมิได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการดำรงตำแหน่งติดต่อกันหรือไม่ แต่มิให้นับรวมระยะเวลาในระหว่างที่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปหลังพ้นจากตำแหน่ง” จะต้องตีความอย่างแคบ
และเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างชัดเจน ว่า การนับระยะเวลาการดำรงตำแหน่งนายกฯ 8 ปี นั้น บุคคลดังกล่าวจะมิได้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ติดต่อกันก็ตาม แต่หากรวมระยะเวลาทั้งหมดที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ของบุคคลดังกล่าวแล้วเกิน 8 ปี ก็ต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ
การกำหนดระยะเวลา 8 ปีไว้ก็เพื่อมิให้เกิดการผูกขาดอำนาจในทางการเมืองยาวเกินไป อันจะเป็นต้นเหตุเกิดวิกฤตทางการเมืองได้ พรรคร่วมฝ่ายค้าน แทบไม่ต้องยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย เพราะชัดเจนอยู่ในตัวมัน
อย่างไรก็ตาม พรรคฝ่ายค้านมีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 เท่านั้นที่จะยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายกฯ ขาดคุณสมบัติตามมาตรา 170 หรือไม่อย่างไร โดยมีมาตรา 158 เป็นตัวตั้ง ถ้าไม่มีเหตุเกิดขึ้นศาลก็ไม่น่าจะรับคำร้อง จึงไม่เป็นประเด็นที่จะมาพิจารณายื่นคำร้องในขณะนี้ เพราะยื่นไปก็ไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ เราจะพิจารณาเรื่องนี้เมื่อมีเหตุที่เหมาะสมเท่านั้น
ด้านนายชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล กล่าวว่า กรณีนี้ต้องพิจารณาบทบัญญัติ 158 มาตรา 170 และมาตรา 264 ทั้งนี้ มาตรา 158 กำหนดเพื่อมิให้ผูกขาดอำนาจทางการเมืองยาวเกินไปอันจะเป็นต้นเหตุที่จะทำให้เกิดวิกฤตทางการเมืองได้ ดังนั้น ถ้าพิจารณาเฉพาะเจตนารมณ์แทบไม่ต้องตีความ หากปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจก็จะเป็นปัญหาทางการเมือง
มาตรา 170 ระบุความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดของนายกฯ สิ้นสุดลงเมื่อครบกำหนดเวลา ซึ่งตรงกับมาตรา 158 ที่ห้ามนายกฯ อยู่ในตำแหน่งเกิน 8 ปีมิได้ ส่วนมาตรา 264 มีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง คือ กำหนดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันก่อนใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นคณะรัฐมนตรีตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้ด้วย และยกเว้นลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 160 เหตุที่จะพ้นจากการพ้นตำแหน่งมาตรา 170 โดยกำหนดว่ายกเว้นมีข้อไหนบ้างที่จะยกเว้นกับคณะรัฐมนตรีที่เคยบริหารมาก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560
การยกเว้นลักษณะต้องห้ามบางข้อ แต่ไม่มีบทบัญญัติไหนเลยว่าจะยกเว้นมาตรา 170 เรื่องกรณีนายกฯ อยู่ครบ 8 ปี เมื่อไม่มีการยกเว้นไว้ก็ถือว่า ไม่ได้มีเจตนาที่จะให้ข้อยกเว้นมาบังคับใช้กับรัฐมนตรีที่สืบเนื่องมาใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่
“ไม่มีทางตีความว่าความเป็นนายกฯ ตามประเด็นอายุ 8 ปี จะเริ่มนับเมื่อปี 2562 เพราะไม่มีการยกเว้นไว้ ดังนั้น เรื่องนี้ฝ่ายค้านไม่จำเป็นต้องยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ประกอบกับ การยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความตอนนี้ จะเป็นการขยายอำนาจศาลรัฐธรรมนูญเกินความจำเป็น
ในเมื่อยังไม่มีปัญหาให้วินิจฉัย หวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ เคารพเจตนารมณ์ที่แม่น้ำของตัวเองเป็นคนยกร่างเอาไว้ว่าร่างเจตนารมณ์ไว้อย่างไร และไม่ต้องรอสิงหาคมปีหน้า เราต้องการนายกฯ คนใหม่ให้เร็วที่สุด” นายชัยธวัช กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคพลังประชารัฐ ไม่สามารถเสนอชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ สำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ใช่หรือไม่ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากนับการดำรงตำแหน่งเริ่มตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2557 ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้แล้ว
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่หากฝ่ายรัฐบาลจะชิงยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความในประเด็นวาระการดำรงตำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า เป็นอำนาจของ กกต. และคณะรัฐมนตรี ที่สามารถใช้ช่องทางตามรัฐธรรมนูญยื่นได้
ขอตั้งข้อสังเกตว่า หากชิงยื่นก่อน จะเป็นการกลไกในการฟอกตัวนายกฯหรือไม่ หาก กกต.ยื่นอาจจะเป็นเจตนาบริสุทธิ์ เพราะ กกต.ทราบจะทราบว่าหากจัดการเลือกตั้งจะมีปัญหาหรือไม่ ถ้าเป็น ครม. อาจจะตีความว่าเป็นการฟอกตัวได้
เชื่อว่าถ้าหากมีการยื่นจริง มีแนวโน้มว่าศาลจะรับคำร้องไว้แน่ เพราะเคยมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมาแล้ว จากกรณีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา
เมื่อถามว่า หากศาลตีความในช่วงที่ พล.อ.ประยุทธ์ ครบวาระแล้ว จะเกิดเดตล็อกทางการเมืองหรือไม่ นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ถ้ามีคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญออกมาว่า วาระการดำรงตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุด 23 สิงหาคม 2565 และเมื่อมีการเลือกตั้ง แล้วนายกฯ ดำรงตำแหน่งไปนั้น มันก็มีผลแน่นอนต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ถามว่าใครจะรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น ก็ต้องเป็นนายกฯ และ ครม.รวมถึง กกต.ก็ต้องรับผิดชอบด้วย