คู่มือ ยุบ-ย้ายพรรค พปชร.เปิดประตู รับ “ไพบูลย์โมเดล”
บรรดาพรรคเล็ก 10 พรรค ที่มี 1-2 เสียง ร่วมรัฐบาลเรือเหล็กของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อาจดีใจเป็นปลากระดี่ได้น้ำ
เพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 กรณีของ “ไพบูลย์ นิติตะวัน” ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จากการยื่นยุบพรรคตนเองแล้วไปเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ สามารถทำได้
ดังนั้น พรรคเล็กสามารถปฏิบัติตามได้ ไม่ผิดกติกา หากใช้ “ไพบูลย์โมเดล” เป็น play book มาปรับใช้ด้วย 4 ขั้นตอน
1.มติที่ประชุมของกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ให้เลิกพรรคประชาชนปฏิรูป เป็นไปโดยชอบตามข้อบังคับพรรค
2.เมื่อยกเลิกพรรคแล้ว ยังได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (10) ประกอบ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง โดยจะต้องเข้าสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้ภายใน 60 วัน นับแต่มีคำสั่งให้เลิกพรรคการเมือง
3.เมื่อเลิกกิจการพรรคการเมืองแล้ว ยังต้องปฏิบัติหน้าที่จนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จ โดยมีหน้าที่ให้ข้อมูล ส่งบัญชี และงบดุล รวมทั้งส่งเอกสารของพรรคการเมืองภายใน 30 วัน นับแต่พรรคการเมืองสิ้นสภาพหรือยุบ และห้ามทำกิจกรรมทางการเมืองในพรรคที่สิ้นสภาพไปแล้ว แต่ไม่ห้ามทำกิจกรรมพรรคการเมืองในนามพรรคการเมืองอื่น
4.เข้าเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคการเมืองใหม่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญระบุว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ไม่เกี่ยวกับกระบวนการจัดทำบัญชีรายชื่อ ส.ส.ก่อนเลือกตั้งของพรรคที่จะไปสังกัดใหม่
อาจกล่าวได้ว่า ต้นตำรับ “ไพบูลย์โมเดล” ที่ศาลรัฐธรรมนูญประทับตราว่าทำได้ ประหนึ่งกวักมือพรรคเล็ก 10 พรรค 11 เสียงให้มาเข้าร่วมพรรคพลังประชารัฐในทันที หลังจากพรรคพลังชาติไทย และพรรคประชานิยมถูกผนวกรวมกับพรรคพลังประชารัฐมาแล้วโดยโมเดลนี้
พรรคเล็ก 1-2 เสียง 10 พรรค รวม 11 เสียง มีดังนี้ พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย 2 เสียงพรรคพลังชาติไทย 1 เสียง พรรคประชาภิวัฒน์ 1 เสียง พรรคพลังไทยรักไทย 1 เสียง พรรคครูไทยเพื่อประชาชน 1 เสียง พรรคพลเมืองไทย 1 เสียง พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง พรรคพลังธรรมใหม่ 1 เสียง พรรคประชาธรรมไทย 1 เสียง พรรคไทรักธรรม 1 เสียง
ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้พรรคเล็ก ๆ กำลังหาวิธี “เอาตัวรอด” เพราะบรรดาพรรคใหญ่เตรียมแก้กฎกติกาเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวแบบสัดส่วนผสมมาเป็นบัตรเลือกตั้ง 2 ใบตามสูตรรัฐธรรมนูญ 40-50 อาจทำให้พรรคเล็ก 1 เสียง สูญพันธุ์
“นพ.ระวี มาศฉมาดล” หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ ตัวแทนพรรคเล็กชี้ว่า ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความพร้อมของแต่ละพรรคว่าจะทำตามไพบูลย์โมเดลหรือไม่ และต้องดูการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญจะเป็น 2 ใบที่มีกฎหมายลูกแบบไหน ก็จะเริ่มชัดแล้วว่าพรรคเล็กทั้งในและนอกสภาเดินไปสู่ทิศทางใด
ด้าน นายพิเชษฐ สถิรชวาล พรรคประชาธรรมไทย ที่ยื่น กกต.ยกเลิกกิจการพรรคตนเองเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2564 เตรียมซบพรรคพลังประชารัฐ 18 พฤศจิกายน 2564 อ้างถึงคำของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ว่า
“ผมได้พูดคุยกับ ร.อ.ธรรมนัส ที่เขาดูแลพรรคเล็กมาตลอด ได้ส่งสัญญาณว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ บอกว่าเราไม่ทิ้งกัน ถ้าคิดว่าจะมาอยู่ด้วยก็ยินดีต้อนรับ”
ด้าน “ไพบูลย์” ตัวต้นเรื่องกล่าวว่า พรรคจิ๋ว 1 เสียง บางพรรคที่ไม่สามารถดำรงสถานะของพรรคได้ เพราะมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ถ้าเขาจะเลิกพรรคก็ทำตามข้อบังคับพรรค แต่ถ้าเขาไหวก็ไปต่อ เห็นมีบางกลุ่มว่าจะรวมพรรคเล็ก ๆ ด้วยกันในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยซ้ำ แต่ท่าทางจะยากเพราะแต่ละคนอยากเป็นผู้นำ
และพรรคเล็ก ๆ ที่มี ส.ส. 1 เสียง รวมกันประมาณ 10 พรรค คะแนนก็ยังไม่ถึง 3 แสนเสียง ยังไม่ได้ ส.ส. 1 คนอยู่ดีในกติกาเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัตร 2 ใบ แล้วใครจะเป็นหัวหน้าพรรคก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ควรจะไปสมัครเป็น ส.ว.สรรหาตามสาขาอาชีพในปี 2567 ดีกว่า
“สภาผู้แทนราษฎรอาจหมดยุคของพรรคจิ๋วแล้ว ธรรมชาติการเมืองต่อไปจะเป็นอย่างนี้”
หากพรรค 1 เสียงจะใช้ไพบูลย์โมเดลเข้าพรรคพลังประชารัฐได้หรือไม่ “ไพบูลย์” กล่าวว่าถ้าพรรคไปไม่ไหวก็เลิกได้ เมื่อเลิกแล้วจะหาพรรคอะไรอยู่ก็หาเอา ส่วนจะไปอยู่พรรคพลังประชารัฐหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับเอกสิทธิ์
ต่อไปพรรคพลังประชารัฐจะมีเกณฑ์อะไรในการคัดพรรคเล็กที่ขอเข้าร่วมหรือเปิดรับทุกพรรค “ไพบูลย์” ตอบว่า ส่วนตัวไม่เกี่ยวเรื่องนี้ และไม่ได้พูดคุยกับใครใด ๆ
“เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องไพบูลย์โมเดลอะไรหรอก เป็นเรื่องของกฎหมายซึ่งเขียนมาแต่ไหนแต่ไร นิติบุคคลทุกนิติบุคคลต้องเขียนกระบวนการเลิกไว้หมด”
…แต่ประตูการเลิกพรรค-รวมพรรค ได้เปิดประตูขึ้นแล้ว