เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
Finance กสิกรไทย เร่งใช้ดาต้า-ฟินเทค ต่อยอดปล่อยสินค้ารายย่อย
“ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
Real Estate “ชัชชาติ” เร่งฟื้นฟู “เคหะธานี 4“ เก็บขยะชิ้นใหญ่ ปรับบึง 80 ไร่ เป็นแก้มลิงแก้ท่วมระยะยาว
คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
Biz Movement คิม ธีระศักดิ์ พา “ตู้กับข้าว” พารากอน เผยหลายแบรนด์ใหญ่รุมจีบขยายร้าน
ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
Finance ธปท. ยันดอกเบี้ย 1% ยังเหมาะสม เงินเฟ้ออยู่ในกรอบ
เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
Finance เอกนิติ มั่นใจเศรษฐกิจไทยโตกว่า 2.1% สรุป 2 เวทีใหญ่ ชูไทยเป็นสะพานเชื่อมโลกแตกขั้ว
ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
ข่าวในพระราชสำนัก ในหลวง พระราชินี ทรงวางพวงมาลา พระบรมราชานุสาวรีย์ ร.9
หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
News หยุดสังเวยคนกองถ่าย! สมาคมผู้กำกับฯ ดันกฎ ‘พัก 10 ชม.’ชี้งานสร้างสรรค์ต้องไม่แลกด้วยชีวิต
เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
Economic เปิดเส้นทางเวนคืน 5 จังหวัด 16,208 ไร่ บ้าน 2,600 หลัง สร้าง ‘เจ้าพระยา 2’
4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
Biz Movement 4 โค้ช ‘ก้อง-คิ้ม-โอ๊ต-จ๋าย’ ร่วม The Voice 2026 พร้อมชิงลูกทีม
“เอากฎหมายข้อไหนมาใช้?” สส.พรรคส้ม กาง พ.ร.บ. โต้ สปส. เล็งตัดสิทธิบอร์ดการเมือง
Politics “เอากฎหมายข้อไหนมาใช้?” สส.พรรคส้ม กาง พ.ร.บ. โต้ สปส. เล็งตัดสิทธิบอร์ดการเมือง
ดูทั้งหมด

คิม จอง อึน: 10 ปีแห่งขีปนาวุธ ลอบสังหาร เศรษฐกิจตกต่ำ

17 ธ.ค. 2564 | 19:03น.
10 ปี คิมจองอึนปกครองเกาหลีเหนือ

หลังขึ้นปกครองเกาหลีเหนือต่อจากบิดาเมื่อ 10 ก่อน “คิม จอง อึน” ได้แสดงให้ทั้งโลกเห็นแล้วว่าเขากระหายอำนาจมากแค่ไหน

วันที่ 17 ธันวาคม 2564 อัลจาซีราห์รายงานว่า คิม จอง อึน อายุไม่ถึง 30 ปี ขณะขึ้นปกครองเกาหลีเหนือ หลังการเสียชีวิตของบิดาเมื่อเดือนธันวาคม 2554

บางคนคาดว่าเมื่อความหนักอึ้งจากการปกครองคนทั้งประเทศถูกวางไว้บนบ่าของหนุ่มร่างท้วม ที่จบการศึกษาจากสวิตเซอร์แลนด์ เขาจะเลือกเส้นทางของการปฏิรูป โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนมากกว่าการโดดเดี่ยว การเผชิญหน้า และการทดสอบขีปนาวุธ

แต่นั่นไม่ใช่วิธีที่คิมเลือกใช้ปกครองประเทศ เพราะความจริงแล้วเขาเลือกใช้วิธีที่ตรงกันข้าม

“คิม จอง อึน มีสัญชาตญาณเรื่องอำนาจเสมอมา” โก เมียง-ฮยอน นักวิจัยจากสถาบันอาซานที่มุ่งเน้นการศึกษานโยบายของเกาหลีเหนือ ให้สัมภาษณ์อัลจาซีราห์

อันที่จริงนั่นอาจเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาจึงได้รับเลือกให้เป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของบิดา ทั้งที่เขาเป็นลูกคนสุดท้อง

“เขามีคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในการเป็นผู้นำเกาหลีเหนือคือ ความหลงใหลในอำนาจ” โกกล่าว

ภายใต้การนำของคิม เกาหลีเหนือได้เพิ่มการทดสอบอาวุธ ทำให้ตอนนี้เกาหลีเหนือได้เป็นเจ้าของอาวุธเทอร์โมนิวเคลียร์ และขีปนาวุธข้ามทวีป ที่สามารถโจมตีแผ่นดินใหญ่ของสหรัฐอเมริกา แม้กระทั่งในปี 2560 เกาหลีเหนือก็เคยสร้างความหวาดกลัวต่อสงครามนิวเคลียร์ระหว่างสองประเทศมาแล้ว

เขาส่งสัญญาณเพียงเล็กน้อยว่าจะผ่อนคลายจากการพัฒนาขีดความสามารถทางทหารของประเทศ

“เขาเรียกโปรแกรมขีปนาวุธว่าดาบอันล้ำค่า เขาคิดว่ามันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปกครองประเทศของเขา” อันคิต แพนด้า นักวิจัยอาวุโสในโครงการนโยบายนิวเคลียร์ของกองทุนบริจาคคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ และผู้เขียนหนังสือ “คิม จอง อึน แอนด์ เดอะ บอมบ์” กล่าว

แต่ 10 ปีต่อไปจากนี้ของคิมยังคงคลุมเครือ เช่นเดียวกับแผนในอนาคตที่เขาวางไว้ให้เกาหลีเหนือ แม้ว่าก่อนหน้านี้เขาจะตกเป็นข่าวครึกโครมไปทั่วโลก และได้ชื่อว่าเป็นผู้นำของประเทศที่สันโดษมากที่สุดในโลก

“หากคุณอยากจะรู้ว่าใครบางคนเป็นคนอย่างไร คุณควรจะเริ่มจากการดูที่ครอบครัวของเขา และการเลี้ยงดูที่เขาได้รับ” ชอง ซองชาง ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเกาหลีเหนือ สถาบันเซจองในเกาหลีใต้ กล่าว

นายพลในอนาคต

ชองกล่าวว่า อำนาจทางทหารเป็นส่วนสำคัญในชีวิตของคิมตั้งแต่อายุยังน้อย เขาเคยถ่ายภาพวัยเด็กขณะสวมชุดเครื่องแบบเต็มยศ พร้อมเหรียญตรา ซึ่งเขาบอกว่าได้รับในวันคล้ายวันเกิดครบรอบ 8 ปี ในรูปดังกล่าวยังมีภาพเจ้าหน้าที่ทำความเคารพเขาในฐานะผู้บังคับบัญชา

“นั่นคือสัญญาณที่ชัดเจนว่า คิม จอง อึน ได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ในฐานะที่เขาเป็นนายพลในอนาคต” ชองกล่าว

เมื่อโตขึ้น เขาถูกส่งไปเรียนที่โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเบิร์น เมืองหลวงของสวิตเซอร์แลนด์ พร้อมกับพี่ชายของเขา “คิม จอง ชอล” ซึ่งขณะนั้นถูกมองว่าเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำประเทศ แม้ว่าชองจะกล่าวว่า จอง ชอล ไม่มีความทะเยอทะยานในสายตาของบิดา เขาจึงไม่เหมาะที่จะปกครองเกาหลีเหนือ

สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีนั้นทำให้บางคนเชื่อว่าคิมจะปกครองเกาหลีเหนือในรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความเป็นตะวันตกมากขึ้น แต่ท้ายที่สุดแล้ว ชายผู้รักบาสเก็ตบอลก็จบลงด้วยการให้ “เดนนิส ร็อดแมน” นักบาสเอ็นบีเอ มาร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์ที่สนามบาสฯในกรุงเปียงยาง

หลังศึกษาที่กรุงเบิร์น คิมได้ลงทะเบียนเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยทหารคิม อิล ซุง กระทั่งสำเร็จการศึกษาด้านการทหาร ต่อมาในปี 2551 เขาได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำเกาหลีเหนือ และในปี 2554 หลังจากบิดาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย เขาได้ขึ้นปกครองประเทศ ซึ่งก่อตั้งโดยปู่ของตัวเอง

เขาใช้เวลาไม่นานเพื่อสร้างการจดจำ

“ผู้คนต่างคิดว่า คิม จอง อึน ต้องใช้เวลาสักระยะเพื่อทำให้ผู้คนยำเกรง แต่คุณรู้ไหม เขาใช้เวลาเพียง 2-3 ปีในการกำจัดทุกคนที่มีอิทธิพลหรือมีอำนาจมากพอที่จะเป็นคู่แข่งกับเขา” โก เมียง-ฮยอน กล่าว

หลังจากกวาดล้างและเพิ่มความมั่นคงให้ตำแหน่งตัวเอง คิมจึงได้เริ่มยั่วยุสหรัฐฯ เห็นได้ชัดจากการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์เมื่อปี 2559

“นั่นคือช่วงที่เราได้เห็นสัญญาณต่าง ๆ ว่าเขาต้องการให้เกาหลีเหนือเป็นแบบใด ในระดับนานาชาติเขาต้องการทำให้เกาหลีเหนือเป็นมหาอำนาจในภูมิภาค” โกกล่าว

จากคดีลอบสังหารสู่ขีปนาวุธ

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2560 ทั่วโลกพากันรายงานข่าวการลอบสังหารพี่ชายต่างมารดาของผู้นำเกาหลีเหนือ ได้แก่ “คิม จอง นัม” ซึ่งเสียชีวิตจากสารทำลายประสาทรุนแรง บริเวณอาคารผู้โดยสารในสนามบินนานาชาติกัวลาลัมเปอร์

การสังหาร คิม จอง นัม ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางการทูตระหว่างเกาหลีเหนือกับมาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่มีสถานทูตเกาหลีเหนือ

มีรายงานว่าสายลับเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังแผนลอบสังหารนี้ โดยหลังก่อเหตุสายลับได้เดินทางออกจากมาเลเซียอย่างรวดเร็ว และทิ้งให้ผู้หญิงสองคนที่มาจากอินโดนีเซียและเวียดนาม ถูกจับกุม โดยพวกเธอถูกกล่าวหาว่าป้ายสารพิษใส่หน้าของ คิม จอง นัม และต้องขึ้นศาลเพื่อต่อสู้ในคดีฆาตกรรม

ตลอดการพิจารณาคดี พวกเธอยืนยันว่าถูกล่อลวงให้ร่วมเล่นเกม ท้ายที่สุดพวกเธอก็ได้รับการปล่อยตัว และสถานทูตเกาหลีเหนือในมาเลเซียได้ปิดตัวลงในปีนี้ ส่วนตัวสำนักงานได้รับการซ่อมแซมเพื่อเปิดเช่า

ไม่นานหลังการลอบสังหาร ซึ่งมีการกล่าวหาว่า คิม จอง อึน อยู่เบื้องหลัง ผู้นำเกาหลีเหนือก็ยึดพื้นที่ข่าวทั่วโลกอีกครั้งด้วยการคุมงานทดสอบยิงขีปนาวุธ ซึ่งมี 2 ลูกที่เป็นขีปนาวุธข้ามทวีป สามารถทะยานถึงเมืองใหญ่ ๆ ในสหรัฐฯ ได้อย่างง่ายดาย

การพัฒนาอาวุธดังกล่าวทำให้ “โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐฯในขณะนั้น ขู่ว่าเกาหลีเหนือจะต้องเจอกับไฟและความเดือดดาลอย่างที่โลกไม่เคยเห็นมาก่อน หากยังคงเดินหน้าพัฒนาอาวุธต่อไป

แต่ในปีต่อมา สถานการณ์พลิกกลับอย่างสิ้นเชิง และทรัมป์ได้กล่าวต่อสาธารณะว่าเขาตกลงที่จะประชุมกับ คิม จอง อึน ซึ่งทำให้ความกังวลว่าจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ มลายหายไป

คิมตอบรับการประชุมร่วมกับทรัมป์ โดยเขาได้พบกับ “มุน แจอิน” ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ในขณะนั้นก่อน ตามด้วยการพบกันทรัมป์ในเวลาต่อมา

การประชุมสุดยอดเมื่อปี 2561 ที่สิงคโปร์ ถือเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และผู้นำเกาหลีเหนือ

แต่ความหวังก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครควรเลิกใช้อำนาจของตนเองก่อน ทั้งการคว่ำบาตรและอาวุธนิวเคลียร์ ส่วนการประชุมสุดยอดผู้นำครั้งที่สองกับทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2562 สุดท้ายก็ล่มไป และการประชุมที่พรมแดนระหว่างสองเกาหลีก็ได้ผลเพียงเล็กน้อย เพิ่มเติมจากภาพถ่ายที่น่าจดจำ

ทรัมป์กลับไปเรียกคิมว่า “มนุษย์จรวดตัวน้อย” ด้านเกาหลีเหนือโต้กลับโดยเรียกทรัมป์ว่า “คนโง่” หลายต่อหลายครั้ง

นับแต่นั้นทางการเกาหลีเหนือได้กลับสู่วัฏจักรเดิมคือการทดสอบขีปนาวุธและการคุกคามอื่น ๆ ขณะที่สหประชาชาติเผยการพบหลักฐานการผลิตวัสดุนิวเคลียร์ที่ศูนย์นิวเคลียร์ย็องบย็อนในเกาหลีเหนือ

“พวกมันเป็นเพชรยอดมงกุฏของระบบการเมืองเกาหลีเหนือ ความจริงแล้วมันไม่ใช่สิ่งที่เกาหลีเหนือยินดีจะแลกเปลี่ยนในระยะเวลาอันสั้น” แพนด้ากล่าว

หลังจากนั้น คิมได้หายตัวไป 2-3 เดือน ในช่วงต้นปี 2563 พร้อมกับมีข่าวลือทางโซเชียลมีเดียว่าเขาเสียชีวิตแล้ว แต่ต่อมาเกาหลีเหนือแก้ข่าวนี้ด้วยการเผยแพร่ภาพคิมที่ยังสบายดี เพียงแต่น้ำหนักลดลงมาก

การเดินทัพอันเหนื่อยยาก

คิมประสบความสำเร็จในการเป็นผู้มีอำนาจเหนือบิดาของตัวเอง ซึ่งในความคิดของเขา เขาเชื่อว่าตัวเองได้ยืนหยัดต่อสู้กับจักรวรรดิอเมริกา

“แต่นั่นก็มีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากเศรษฐกิจของเกาหลีเหนือกำลังย่ำแย่” โกกล่าว

คิมยอมรับถึงความอ่อนแอทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากการถูกคว่ำบาตรจากประชาคมโลก และการปิดพรมแดนซึ่งเป็นผลจากการระบาดของไวรัสโคโรนา เขาร้องไห้และขอโทษระหว่างการสวนสนาม

เขาเรียกสถานการณ์นี้ว่า “การเดินทัพอันเหนื่อยยาก” เป็นคำที่ใช้เพื่อกล่าวถึงเหตุทุพภิกขภัยครั้งรุนแรงเมื่อช่วงทศวรรษ 1990 ซึ่งมีชาวเกาหลีเหนืออดตายนับล้านคน และล่าสุดในช่วงต้นเดือนธันวาคมนี้ เขาได้ขอให้ประชาชนรัดเข็มขัดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้อันยาวนาน

“ปีหน้าจะเป็นปีที่สำคัญ เนื่องจากเราจะเผชิญกับการต่อสู้ครั้งใหญ่มาก พอ ๆ กับที่เราต้องเจอในปีนี้” คิม จอง อึน กล่าว

มีรายงานหลายฉบับระบุว่า เกาหลีเหนือกำลังเผชิญกับความอดอยากในฤดูหนาว ซึ่งแน่นอนว่าคิมไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่ดูจะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะยอมแลกกับอาวุธของตัวเอง

 

 

 

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คิม จอง อึน เกาหลีเหนือ