Skip to content

เปิดแผนรับมือ “โอไมครอน” เร่งแผนฉีดวัคซีน กุญแจสำคัญ

22 ธ.ค. 2564 | 08:02น.
เปิดแผนรับมือ “โอไมครอน” เร่งแผนฉีดวัคซีน กุญแจสำคัญ

สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “โอไมครอน” ทั่วโลกที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้หลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปเริ่มทยอยประกาศมาตรการที่เข้มข้นเพื่อควบคุมการแพร่ระบาด รวมถึงการพบการติดเชื้อโอไมครอนในประเทศไทย 4 คลัสเตอร์ ที่พบการเชื่อมโยงหลายจังหวัด อาทิ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา รวมถึงกรุงเทพฯ โดยทุกรายที่ติดเชื้อโอไมครอนเชื่อมโยงมาจากเดินทางมาจากต่างประเทศ โดย 1 ใน 4 ของคนที่มาจากต่างประเทศเป็นเชื้อสายพันธุ์โอไมครอน และไม่เฉพาะแต่ประเทศในทวีปแอฟริกาเท่านั้น ซึ่งทำให้สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงมากขึ้น

ล่าสุดเบื้องต้น ศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) หรือ ศบค.ชุดเล็ก มีแผนจะเสนอให้ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการพิจารณายกระดับในการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศ และอีกด้านหนึ่ง กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็เร่งโครงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นให้กับประชาชน หลังผลการวิจัยล่าสุดระบุว่า การฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นจะช่วยเพิ่มการป้องกันการป่วยหนักได้ถึงราว 85%

สั่ง สสจ.-รพ.ทั่วประเทศเตรียมพร้อม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้มีข้อสั่งการในเบื้องต้นไปยังนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ เตรียมรับมือกับการระบาดของโควิดระลอกใหม่ โดยระบุว่า เนื่องจากขณะนี้มีการติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นจากโควิดสายพันธุ์โอไมครอนในหลายประเทศ และเพื่อเป็นการรองรับการระบาดในประเทศ จึงได้ยกระดับ 3 มาตรการป้องกันโควิด ดังนี้ 1.กำชับมาตรการ COVID free setting ในพื้นที่ต่าง ๆ และการอนุญาตให้จัดกิจกรรมต่าง ๆ โดยเฉพาะช่วงนี้จนถึงปีใหม่ ต้องเคร่งครัดในมาตรการอย่างมาก หากไม่ปฏิบัติตามต้องยกเลิก

2.เร่งรัดการฉีดวัคซีนเข็ม 3 ตามข้อแนะนำและค้นหาคนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนโดยเฉพาะกลุ่ม 608 (กลุ่มผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป กลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไป) โดยการเพิ่มจุดฉีดและวางแผนการฉีดในกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเข็ม 1 และเข็ม 3 ส่วนเข็ม 4 ในบุคลากรทางการแพทย์ และในช่วงนี้ขอให้ทุกจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัด sandbox ให้มีจุดฉีดวัคซีนและการตรวจ ATK ในจุดสถานีขนส่งหรือสถานีรถไฟ สนามบิน ในทุกพื้นที่ครับ เพื่อการคัดกรองเฝ้าระวัง

และ 3.การเตรียมการรองรับการติดเชื้อหากมีเพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนโฮมไอโซเลชั่น หรือการกักตัวที่บ้าน (HI), คอมมิวนิตี้ไอโซเลชั่น หรือการกักตัวในชุมชน (CI), สถานที่กักตัวทางเลือก (ASQ) และการเพิ่มเตียงในส่วนของ รพ.

ยกระดับรับมือ “โอไมครอน”

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงแนวทางการรับมือโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนว่า ได้มอบนโยบายให้กับผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขแล้วว่า คงให้มีการกลับมาใช้ state quarantine หรือการกักกันผู้เดินทาง ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาภายในประเทศ นอกจากนี้ สธ.ยังมีแผนจะเสนอ ศบค.ให้ยกเลิกการเดินทางเข้าประเทศแบบ test & go (T&G) แล้วกลับไปใช้วิธีการกักตัว ซึ่งจะมีการหารือในเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากสถานการณ์โอไมครอนรุนแรงมากขึ้น และหลายประเทศได้ยกเลิกจัดเทศกาลปีใหม่แล้ว ขณะนี้พบผู้ติดเชื้อโอไมครอนในประเทศแล้ว 63 ราย และขอยืนยันผลอีก 20 ราย จึงจำเป็นต้องเร่งใช้มาตรการดังกล่าวเพื่อยกระดับการรับมือภายในประเทศ

“การควบคุมโรคได้มีการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น/จังหวัดแล้ว อยู่ที่นโยบายของแต่ละพื้นที่อย่างกรุงเทพมหานคร ก็อาจต้องพิจารณาเรื่องการจัดกิจกรรมรวมตัวในช่วงเทศกาล หากเห็นว่ามีแนวโน้มเสี่ยงแพร่เชื้อ” นายอนุทินย้ำ

นายกฯสั่งผู้ว่าฯเข้มจัดงานปีใหม่

ขณะที่ นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้แสดงความเป็นห่วงว่า ในช่วงใกล้เทศกาลปีใหม่ ขณะนี้หลายจังหวัดมีการจัดกิจกรรมและงานรื่นเริง ทั้งงานกาชาด งานแฟร์ งานคอนเสิร์ต ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากมารวมตัวกัน จึงฝากกำชับผู้ว่าราชการจังหวัด คณะกรรมการโรคติดต่อประจำจังหวัด ตรวจสอบการจัดงานของผู้จัดกิจกรรมต่าง ๆ อย่างเข้มงวด โดยให้เป็นไปตามมาตรการของ ศบค. COVID free setting และมาตรการความปลอดภัย กำหนดจำนวนผู้เข้าร่วมงาน การตรวจวัดอุณหภูมิก่อนเข้างาน จัดพื้นที่แบบเว้นระยะห่าง รวมทั้งการแสดงหลักฐานของผู้ร่วมงาน ผลการฉีดวัคซีน ผลตรวจ ATK และขอให้ประชาชนป้องกันตนเองด้วยการสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่เสมอ

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งดำเนินมาตรการเชิงรุก ป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอน สั่งการให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาเพิ่มมาตรการที่เข้มข้นมากขึ้น สำหรับมาตรการเปิดรับผู้ที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง สกัดการเข้ามาของไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน ขณะเดียวกันก็ไม่ให้กระทบมาตรการเปิดพื้นที่ท่องเที่ยวเพิ่มเติมในปี 2565 ในส่วนของผู้แสวงบุญเดินทางกลับจากนครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย และตรวจพบว่าติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์โอไมครอน สธ.แจ้งว่าขณะนี้ได้อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์แล้ว จึงขอฝากถึงพี่น้องประชาชนทั่วไป อย่าวิตกกังวลเกินไป ทั้งนี้ ผู้ป่วยทุกรายอยู่ในการควบคุมและการดูแลของคณะแพทย์ทุกโรงพยาบาลเป็นอย่างดี

เร่งแผนการฉีดวัคซีน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้เมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา หลังจากที่มีกระแสข่าวการพบเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอไมครอนเกิดขึ้น สธ.ได้ส่งหนังสือ “ด่วนที่สุด” ถึงนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด ให้เร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 โดยระบุว่าสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พบการแพร่กระจายเชื้อในวงกว้าง ประกอบกับมีการติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์กลายพันธุ์เพิ่มสูงขึ้นเป็นอย่างมาก โดยมีการกำหนดให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเร่งรัดการฉีดวัคซีนโควิด-19 ดังนี้ 1.ให้ทุกจังหวัดพิจารณาฉีดวัคซีนโควิด-19ได้ทุกสูตรที่ได้รับการรับรองทางวิชาการ โดยการฉีดวัคซีนโควิด-19ขอให้คำนึงถึงวันหมดอายุของวัคซีน เร่งฉีดโดยเร็วก่อนวัคซีนหมดอายุ และบริหารจัดการวัคซีนโควิด-19 เข็มที่ 1 เข็มที่ 2 และเข็มกระตุ้น ภายใต้วัคซีนคงคลังที่มีอยู่

2.ให้ตรวจสอบวันหมดอายุของวัคซีนที่มีอยู่ และเร่งฉีดโดยเร็วก่อนวัคซีนหมดอายุ 3.ให้บริการฉีดวัคซีนเชิงรุกในประชากรทั้งสัญชาติไทยและมิใช่สัญชาติไทย 4.ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน เข้ารับวัคซีนโดยเร็ว และ 5.การขอคืนวัคซีนที่ใกล้หมดอายุ โดยกำหนดให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแจ้งขอคืนวัคซีนที่ใกล้หมดอายุ ไม่น้อยกว่า 2 เดือน ไปยังกรมควบคุมโรค และเมื่อได้รับการอนุมัติคืนวัคซีนจากกรมควบคุมโรค จึงประสานการส่งคืนวัคซีนต่อไป

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุขที่มีการออกประกาศ “สธ.แนะดูแลตัวเอง” ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ผู้ที่ไม่เคยฉีดวัคซีนให้รีบไปฉีดวัคซีนโดยด่วน 2.ชะลอการเดินทางไปต่างประเทศ หากจำเป็นควรเน้นมาตรการ UP (universal prevention) หรือการป้องกันแบบครอบจักรวาล 3.ผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศควรรีบตรวจหาเชื้อและกักตัว 14 วัน 4.การจัดงานรื่นเริงช่วงปีใหม่ ต้องปฏิบัติตามมาตรการ COVID free setting และ 5.หากพบเห็นสถานบริการ/ร้านอาหารไม่ปฏิบัติตามมาตรการ ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โอมิครอน