เกษตรกรผู้เลี้ยงภาคตะวันออกกุ้งผวา หลังมาเลเซียคุมเข้มนำเข้า ดันกุ้งภาคใต้ทะลักเข้าตลาดมหาชัย ทำราคาร่วงกก.ละ 30-50 บาท จมทุนรอบ 5 ปี สวนทางต้นทุนสูง วอนรัฐเร่งชดเชย กก.ละ 20 บาท จับตา 8 มิ.ย. 69 กรมประมงเร่งเจรจามาเลเซียปลดล็อกมาตรการระงับนำเข้า
นายครรชิต เหมะรักษ์ นายกสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผย ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีมาเลเซียคุมเข้มการนำเข้ากุ้งไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 แม้ว่าจะเป็นการระงับนำเข้าชั่วคราว แต่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย 4 ประเด็น ดังนี้
1. การส่งออกกุ้งสด/แช่เย็นไปมาเลเซียชะลอตัว กระทบกระแสเงินสด
2. เกิดภาวะกุ้งล้นตลาดในประเทศ โดยเฉพาะขนาดกลาง-เล็กเสี่ยงโดนกดราคา
3. ผู้ส่งออกต้องแบกรับภาระเอกสารและขั้นตอนการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น
4. ฟาร์มกุ้งต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อควบคุมคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
ทั้งนี้ ได้แจ้งสมาชิกในเครือข่ายสมาคม ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อจับตาความเคลื่อนไหวซึ่งไม่ใช่มาตรการชั่วคราว แต่เป็นสัณญาณว่าตลาดโลกกำลังเข้าสู่ ”การตรวจเข้มด้านความปลอดภัยอาหารและความยั่งยืน” ที่อาจเป็นข้อได้เปรียบในตลาดระยะยาว
นายครรชิตกล่าวต่อว่า เชื่อมั่นว่าหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอาหารไม่ใช่ปัญหาของมาตรการระงับนำเข้า เพราะเกษตรกรยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสารตกค้างเพิ่มขึ้นครั้งละ 6,500 บาท และต้องใช้เวลาตรวจ 1-2 วัน ซึ่งกระทบต่อวิถีเดิมที่ต้องจับกุ้งตอนกลางคืนเพื่อส่งให้ทันด่านเปิดตอนเช้า รวมถึงมีการขนส่งผ่านห้องเย็นกันอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่ามาเลเซียยังต้องการกุ้งสดจากไทยเพื่อทำต้มยำกุ้ง เนื่องจากไทยอยู่ใกล้และค่าขนส่งถูกกว่าคู่แข่งอย่างอินเดียหรือเอกวาดอร์ โดยทุกฝ่ายกำลังจับตาการเจรจาระหว่างกรมประมง, มก.อช. และหน่วยงานมาเลเซีย ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ เพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบาย

นางชมพูนุช พันธุวนิช ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี เปิดเผย ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การถูกระงับส่งกุ้งไปมาเลเซีย กระทบต่อราคากุ้งในประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างตลาดมหาชัยที่เผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน ซึ่งตั้งแต่ด่านชายแดนปิดตัวลงทำให้ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาได้ ขณะที่การบริโภคในประเทศชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ตลาดโคราชที่เคยรับซื้อกุ้งกว่า 10 ตัน/วัน ปัจจุบันเหลือเพียง 3-4 ตันเท่านั้น
หากเกษตรกรพึ่งพาเฉพาะการขายผ่านตลาดกลางเพียงอย่างเดียวก็เสี่ยงที่จะถูกกดราคาอย่างหนัก ดังนั้น กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเจรจากับมาเลเซียโดยด่วน เพื่อกู้คืนรายได้และเปิดช่องทางระบายสินค้าก่อนที่วิกฤตกุ้งล้นตลาดไปมากกว่า
ปัจจุบันผลผลิตกุ้งภาคตะวันออก (จันทบุรี) ลดลงจาก 500,000 ตัน เหลือเพียง 270,000 – 300,000 ตัน และเกษตรกรลดลงเหลือต่ำกว่า 500 ราย จากเดิม 700-800 ราย

ขณะนี้ราคากุ้งปากบ่อเฉลี่ยต่ำสุดในรอบ 4-5 ปี เช่น กุ้งไซส์ 100 ตัว มีต้นทุนการผลิต 119 บาท แต่ราคาขายปากบ่อกลับอยู่ที่ 119 บาท หรือบางไซส์ขายต่ำกว่าทุน ยังไม่รวมถึงต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นจากโรคระบาด ส่วนราคาที่เกษตรกรยังสามารถอยู่ได้ปากบ่อควรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 120-125 บาท
สำหรับแนวทางช่วยเหลือ ภาครัฐต้องเร่งจัดอีเว้นท์กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อบาลานซ์ฝั่งผู้ซื้อและผู้ผลิต ซึ่งคาดว่าจะช่วยระบายสินค้าและกระตุ้นการบริโภคได้ 16-20%
รวมถึงเร่งรัดโครงการชดเชยราคากุ้ง กิโลกรัมละ 20 บาทเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้เกษตรกรรายย่อยที่ขาดทุนรายละ 50,000 – 70,000 บาท มีกระแสเงินสดหมุนเวียนไปลงลูกกุ้งในรอบถัดไป และพยุงห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งฝั่งอาหารสัตว์ เคมีภัณฑ์ และพันธุ์กุ้ง
นายชูชาติ ชำปฏิ ประธานหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ปกติกุ้งจากภาคใต้จะส่งออกไปมาเลเซียวันละ 600-700 ตัน ส่วนตลาดกุ้งภาคตะวันออกส่งมหาชัยห้องเย็น 70% และส่งตลาดไทแพกุ้ง 30% แต่เมื่อมาเลเซียระงับนำเข้า กุ้งภาคใต้ทั้งหมดต้องตีกลับมาที่ตลาดมหาชัย ส่งผลให้มาชนกับกุ้งของภาคตะวันออก ทำให้ราคากุ้งลดทันที 30-50 บาท/กก. ซ้ำเติมราคากุ้งที่ตกต่ำมานานนับเดือน