Skip to content

ผวากุ้งใต้ทะลักชนตะวันออก ฉุดราคาร่วงจมทุนรอบ 5 ปี

07 มิ.ย. 2569 | 11:01น.
ผวากุ้งใต้ทะลักชนตะวันออก ฉุดราคาร่วงจมทุนรอบ 5 ปี

เกษตรกรผู้เลี้ยงภาคตะวันออกกุ้งผวา หลังมาเลเซียคุมเข้มนำเข้า ดันกุ้งภาคใต้ทะลักเข้าตลาดมหาชัย ทำราคาร่วงกก.ละ 30-50 บาท จมทุนรอบ 5 ปี สวนทางต้นทุนสูง วอนรัฐเร่งชดเชย กก.ละ 20 บาท จับตา 8 มิ.ย. 69 กรมประมงเร่งเจรจามาเลเซียปลดล็อกมาตรการระงับนำเข้า

นายครรชิต เหมะรักษ์ นายกสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย เปิดเผย ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า กรณีมาเลเซียคุมเข้มการนำเข้ากุ้งไทย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2569 แม้ว่าจะเป็นการระงับนำเข้าชั่วคราว แต่มีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย 4 ประเด็น ดังนี้

1. การส่งออกกุ้งสด/แช่เย็นไปมาเลเซียชะลอตัว กระทบกระแสเงินสด

2. เกิดภาวะกุ้งล้นตลาดในประเทศ โดยเฉพาะขนาดกลาง-เล็กเสี่ยงโดนกดราคา

3. ผู้ส่งออกต้องแบกรับภาระเอกสารและขั้นตอนการตรวจสอบที่เพิ่มขึ้น

4. ฟาร์มกุ้งต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อควบคุมคุณภาพและระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)

ทั้งนี้  ได้แจ้งสมาชิกในเครือข่ายสมาคม ตั้งแต่ 19 พฤษภาคม 2569 เพื่อจับตาความเคลื่อนไหวซึ่งไม่ใช่มาตรการชั่วคราว แต่เป็นสัณญาณว่าตลาดโลกกำลังเข้าสู่ ”การตรวจเข้มด้านความปลอดภัยอาหารและความยั่งยืน” ที่อาจเป็นข้อได้เปรียบในตลาดระยะยาว

นายครรชิตกล่าวต่อว่า  เชื่อมั่นว่าหลักเกณฑ์ด้านความปลอดภัยอาหารไม่ใช่ปัญหาของมาตรการระงับนำเข้า เพราะเกษตรกรยังมีภาระค่าใช้จ่ายในการตรวจสารตกค้างเพิ่มขึ้นครั้งละ 6,500 บาท และต้องใช้เวลาตรวจ 1-2 วัน ซึ่งกระทบต่อวิถีเดิมที่ต้องจับกุ้งตอนกลางคืนเพื่อส่งให้ทันด่านเปิดตอนเช้า รวมถึงมีการขนส่งผ่านห้องเย็นกันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อมั่นว่ามาเลเซียยังต้องการกุ้งสดจากไทยเพื่อทำต้มยำกุ้ง เนื่องจากไทยอยู่ใกล้และค่าขนส่งถูกกว่าคู่แข่งอย่างอินเดียหรือเอกวาดอร์ โดยทุกฝ่ายกำลังจับตาการเจรจาระหว่างกรมประมง, มก.อช. และหน่วยงานมาเลเซีย ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ เพื่อหาข้อสรุปเชิงนโยบาย

นางชมพูนุช  พันธุวนิช ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรี เปิดเผย ”ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การถูกระงับส่งกุ้งไปมาเลเซีย กระทบต่อราคากุ้งในประเทศ โดยเฉพาะตลาดใหญ่อย่างตลาดมหาชัยที่เผชิญภาวะอุปทานส่วนเกิน ซึ่งตั้งแต่ด่านชายแดนปิดตัวลงทำให้ไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศกัมพูชาได้ ขณะที่การบริโภคในประเทศชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด เช่น ตลาดโคราชที่เคยรับซื้อกุ้งกว่า 10 ตัน/วัน ปัจจุบันเหลือเพียง 3-4 ตันเท่านั้น

หากเกษตรกรพึ่งพาเฉพาะการขายผ่านตลาดกลางเพียงอย่างเดียวก็เสี่ยงที่จะถูกกดราคาอย่างหนัก ดังนั้น กรมประมงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งเจรจากับมาเลเซียโดยด่วน เพื่อกู้คืนรายได้และเปิดช่องทางระบายสินค้าก่อนที่วิกฤตกุ้งล้นตลาดไปมากกว่า

ปัจจุบันผลผลิตกุ้งภาคตะวันออก (จันทบุรี) ลดลงจาก 500,000 ตัน เหลือเพียง 270,000 – 300,000 ตัน และเกษตรกรลดลงเหลือต่ำกว่า 500 ราย จากเดิม 700-800 ราย

ขณะนี้ราคากุ้งปากบ่อเฉลี่ยต่ำสุดในรอบ 4-5 ปี เช่น กุ้งไซส์ 100 ตัว มีต้นทุนการผลิต 119 บาท แต่ราคาขายปากบ่อกลับอยู่ที่ 119 บาท หรือบางไซส์ขายต่ำกว่าทุน ยังไม่รวมถึงต้นทุนแฝงที่เพิ่มขึ้นจากโรคระบาด ส่วนราคาที่เกษตรกรยังสามารถอยู่ได้ปากบ่อควรเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 120-125 บาท

สำหรับแนวทางช่วยเหลือ ภาครัฐต้องเร่งจัดอีเว้นท์กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ เพื่อบาลานซ์ฝั่งผู้ซื้อและผู้ผลิต ซึ่งคาดว่าจะช่วยระบายสินค้าและกระตุ้นการบริโภคได้ 16-20%

รวมถึงเร่งรัดโครงการชดเชยราคากุ้ง กิโลกรัมละ 20 บาทเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ให้เกษตรกรรายย่อยที่ขาดทุนรายละ 50,000 – 70,000 บาท มีกระแสเงินสดหมุนเวียนไปลงลูกกุ้งในรอบถัดไป และพยุงห่วงโซ่ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งฝั่งอาหารสัตว์ เคมีภัณฑ์ และพันธุ์กุ้ง

นายชูชาติ  ชำปฏิ ประธานหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ”ว่า ปกติกุ้งจากภาคใต้จะส่งออกไปมาเลเซียวันละ 600-700 ตัน ส่วนตลาดกุ้งภาคตะวันออกส่งมหาชัยห้องเย็น 70% และส่งตลาดไทแพกุ้ง 30% แต่เมื่อมาเลเซียระงับนำเข้า กุ้งภาคใต้ทั้งหมดต้องตีกลับมาที่ตลาดมหาชัย ส่งผลให้มาชนกับกุ้งของภาคตะวันออก ทำให้ราคากุ้งลดทันที 30-50 บาท/กก.  ซ้ำเติมราคากุ้งที่ตกต่ำมานานนับเดือน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กุ้ง มาเลเซีย