ตลาดกุ้ง 4 จังหวัดภาคใต้ สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี เผชิญความท้าทายครั้งใหญ่อีกระลอก เมื่อมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย ซํ้าเติมปัญหาสะสมจากอุทกภัยและโรคระบาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา
นายสถาพร พ่วงพี รองประธานชมรมกุ้งสงขลา กล่าวว่า ผู้เลี้ยงกุ้งรายย่อย จ.สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ปัตตานี เผชิญผลกระทบระลอกใหม่เมื่อประเทศมาเลเซียระงับนำเข้ากุ้งไทย ตั้งแต่ 1 มิ.ย. 69 เป็นต้นมา ซ้ำเติมเกษตรกรหลังที่ได้รับผลกระทบเหตุการณ์น้ำท่วมตั้งแต่ปี 2567-2568 โดยเฉพาะพื้นที่ฝั่งอ่าวไทยต่างได้รับความเสียหายทั้งหมด ขณะเดียวกันเผชิญปัญหาโรคกุ้งตัวแดง-ตัวขาว ทำให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเลิกกิจการ

จนกระทั่งปี 2569 เกษตรกรหลายรายกลับมาเลี้ยงกุ้งอีกครั้ง ก่อนทยอยสู่ตลาดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งขณะนี้เป็นช่วงระบายผลผลิตจำนวนมาก แต่กลับเผชิญปัญหาการส่งออกไปยังมาเลเซีย ทำให้ราคากุ้งในภาคใต้ถูกกดต่ำลง
ปัจจุบันราคากุ้งในพื้นที่ 4 จังหวัด ราคาต่ำกว่าที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.ชุมพร ประมาณ 10 บาท/กก. ซึ่งพ่อค้าคนกลางอ้างว่าผู้เลี้ยงในพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นรายย่อย มีผลผลิตเพียง 2-3 ตัน/บ่อ ขณะที่ฟาร์ม จ.สุราษฎร์ธานี และชุมพร มีผลผลิตเฉลี่ย 10-15 ตัน/บ่อ
อย่างไรก็ตาม กุ้งเป็นสินค้าที่ไม่สามารถชะลอขายได้เหมือนสินค้าเกษตรอื่น หากไม่จับขายตามกำหนดจะเกิดความเสียหายทั้งบ่อ ทำให้เกษตรกรมีข้อจำกัดในการต่อรองราคา
ทั้งนี้ ตลาดมาเลเซียถือเป็นตลาดหลักที่ช่วยพยุงราคากุ้งภาคใต้ ด้วยชาวมาเลเซียนิยมกุ้งไทย เพราะมีมาตรฐานการเลี้ยงที่ดี ปลอดสารตกค้าง และมีราคาต่ำกว่ากุ้งในประเทศที่มีราคาสูงกว่าประมาณ 200 บาท/กก.
นายสถาพรยังบอกอีกว่า สาเหตุของมาตรการดังกล่าว มาจากกรณีไทยตรวจสอบสารตกค้างในปลากะพงที่นำเข้าจากมาเลเซีย หลังผู้เลี้ยงปลากะพงไทยได้รับผลกระทบจากสินค้านำเข้าที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งเห็นว่าภาครัฐทั้งสองประเทศควรเร่งเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาทางการค้าร่วมกัน เพราะกุ้งไทยส่งออกไปมาเลเซียไม่ต่ำกว่า 10,000 ตัน/ปี คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 2,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ได้มีข้อเสนอเร่งด่วนถึงรัฐบาลเพื่อรักษาความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งไทย 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่
1.ส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ ผ่านกิจกรรมรณรงค์บริโภคกุ้ง การสร้างความรู้ด้านคุณค่าทางโภชนาการ และการส่งเสริมการแปรรูปผลิตภัณฑ์กุ้ง เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดรองรับผลผลิตในประเทศ
2.ส่งเสริมการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ในพื้นที่บ่อกุ้งและนากุ้งเพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนกว่า 30% ของต้นทุนการเลี้ยงทั้งหมด
หากมีการสนับสนุนอย่างจริงจัง เกษตรกรจะสามารถลดต้นทุนการผลิตได้มาก และในช่วงพักบ่อยังสามารถจำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าสู่ระบบได้อีกด้วย จะช่วยเพิ่มรายได้และสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรกลับมาลงทุนเลี้ยงกุ้งในพื้นที่ที่ถูกปล่อยร้างจำนวนมาก เช่น จ.นครศรีธรรมราช จ.สงขลา
ขณะนี้ผู้เลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ต่างลดการผลิต จากเดิมเลี้ยง 3 รุ่น/ปี เหลือ 2 รุ่น/ปี ป้องกันความเสี่ยงด้านราคา สภาพอากาศ และโรคระบาด มีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ย 350,000 บาท/บ่อ ครอบคลุมค่าพันธุ์กุ้ง อาหาร และค่าไฟฟ้า หากเกิดโรคระบาดราคากุ้งจะลดเหลือ 100 บาท/กก. ทันที
ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 69 สมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย นำโดย นายครรชิต เหมะรักษ์ นายกสมาคมเครือข่ายผู้เลี้ยงกุ้งไทย พร้อมตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง 21 จังหวัด เดินทางเข้าพบ น.ส.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เพื่อหารือแนวทางแก้ไขปัญหาราคากุ้งทะเลตกต่ำเป็นการเร่งด่วน
พร้อมย้ำว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เกษตรกรจำนวนมากจะขาดสภาพคล่อง ต้องยกเลิกการผลิต และอาจจะลุกลามไปยังอุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทยทั้งระบบ ซึ่งคาดว่าปีนี้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วประเทศจะขาดทุนรวมกันไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท