จีนสกัดโควิดตรวจ 100% ส่งออกผักผลไม้ป่วน
จีนงัดกฎเหล็กบี้โรงงานส่งออกอาหารแช่แข็ง-ผักผลไม้-อาหารทะเล-หมู-ไก่ ต้องตรวจ RT-PCR พนักงานในโรงงาน 100% ทุก 14 วัน หวั่นโควิด-19 ปนเปื้อน ไม่เว้นแม้แต่สินค้าในตู้คอนเทนเนอร์ ต้องเปิดตรวจทุกกล่อง ส่งผลตู้ตกค้างที่ท่าเรือ-ด่านเข้าจีนทุกด่าน ต้นทุนผู้ส่งออกพุ่ง เฉพาะค่าตรวจโควิดคนงานสูงถึง 6,000 บาทต่อคนต่อเดือน ร้องรัฐช่วยประสานเจรจากับจีนด่วน
ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 สำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (General Administration Customs of People’s Republic of China : GACC) ได้กำหนดให้สินค้านำเข้าจากประเทศต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้
1) หากสินค้าอาหารแช่เย็นหรือแช่แข็งที่นำเข้าสาธารณรัฐประชาชนจีนของโรงงานผู้ผลิตรายใดตรวจพบสารพันธุกรรมของเชื้อโควิด-19 ผู้ผลิตรายนั้นจะถูกประกาศระงับการนำเข้าเป็นการชั่วคราว โดยหากตรวจพบเชื้อเป็นครั้งที่ 1 และ 2 ผู้ผลิตรายดังกล่าวจะถูกระงับการนำเข้าคราวละ 1 สัปดาห์ และหากตรวจพบจากผู้ผลิตรายเดิมครั้งที่ 3 เป็นต้นไป ผู้ผลิตรายดังกล่าวจะถูกระงับการนำเข้าคราวละ 4 สัปดาห์ ส่วนการได้สิทธิ์ส่งออกใหม่อีกครั้ง ผู้ผลิตจะต้องทำแผนการแก้ไขผ่าน Competent Authority (CA) เพื่อส่งให้ GACC พิจารณา ซึ่งหาก GACC พิจารณาแล้วว่า การแก้ไขดังกล่าวมีประสิทธิภาพก็จะประกาศอนุญาตให้มีการนำเข้าได้ใหม่
2) ขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องฝ่ายไทยยกระดับความเข้มข้นตามมาตรการป้องกันควบคุมการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 มีการขนส่งโดยห่วงโซ่ควบคุมความเย็นและปฏิบัติตามคำแนะนำของ FAO และ WHO
3) ขอให้ฝ่ายไทยจัดทำระบบการแจ้งเตือนการตรวจพบเชื้อโควิด-19 ให้สมบูรณ์ โดยเมื่อพบการติดเชื้อในพนักงานหรือปนเปื้อนในสินค้าของโรงงานผู้ผลิตรายใด ขอให้ประกาศหยุดการผลิตและส่งออกสินค้าไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน (self-ban) และแจ้งให้ GACC ทราบทันที ส่วนจะส่งออกใหม่อีกครั้ง ผู้ผลิตจะต้องทำแผนการแก้ไขผ่าน Competent Authority (CA) เพื่อส่งให้ GACC พิจารณา ซึ่งหาก GACC พิจารณาแล้วว่า การแก้ไขดังกล่าวมีประสิทธิภาพจะประกาศอนุญาตให้มีการนำเข้าได้ใหม่ ทั้งนี้ หากโรงงานผู้ผลิตรายใดพบพนักงานติดเชื้อหรือปนเปื้อนในสินค้าและไม่แจ้งตามที่ GACC กำหนด ฝ่ายจีนจะใช้มาตรการขั้นเด็ดขาดในการห้ามนำเข้าสินค้าจากโรงงานผู้ผลิตนั้น ๆ ต่อไป
ส.เยือกแข็งห่วงรายเล็ก/กลาง
ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการหอการค้าไทย นายกกิตติคุณสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า จีนได้กำหนดให้ใช้มาตรการตรวจสอบสินค้านำเข้าเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2565 โดยให้ผู้ส่งออกสินค้าไปยังประเทศจีนโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าแช่แข็ง เช่น ผัก, ผลไม้, อาหารทะเล, ไก่, หมู จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของจีน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ส่งออกโดยเฉพาะอย่างยิ่งรายกลางและรายเล็กทันที ไม่ว่าจะเป็น
1) การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้ใช้วิธี RT-PCR กับพนักงานในโรงงาน ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ตกประมาณ 1,100–3,000 บาทต่อคน ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการส่งออกโดยเฉพาะรายเล็กและรายกลาง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันทางการตลาดกับประเทศคู่ค้าลดลง 2) สถานพยาบาลและห้องปฏิบัติการมีความสามารถในการให้บริการตรวจหาเชื้อ-บุคลากรมีจำนวนจำกัด อาจไม่เพียงพอต่อการรองรับมาตรการของจีนได้ 3) หากมีการตรวจพบเชื้อโควิด-19 ในผลิตภัณฑ์ประมงแช่เย็นแช่แข็งของไทย จากบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคม อาจทำให้การแก้ไขปัญหาได้ยากขึ้น และส่งผลกระทบต่อภาพรวมการส่งออกสินค้าประมงของไทยทั้งระบบได้ ดังนั้นจึงอยากให้โรงพยาบาลของภาครัฐช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจโควิด-19 ให้ถูกลง
“ผู้ส่งออกต้องปรับตัวเตรียมความพร้อมดำเนินตามเงื่อนไขและมาตรฐานการนำเข้าที่จีนกำหนด เพราะเราต้องการค้าขายกับเขา ส่งผลกระทบต่อต้นทุนในการดำเนินธุรกิจในการปฏิบัติตามมาตรฐานสินค้านำเข้าเพื่อป้องกันการปนเปื้อน” นายพจน์กล่าว
กระอักค่าตรวจ RT-PCR
ขณะที่นางชุมพร รัตนะวีระวงศ์ กรรมการ บริษัท เคอเร้นท์ แคร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งทั้งกุ้งและปลาไปตลาดจีน กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้ส่งออกอาหารทะเลแช่แข็งของไทยไปประเทศจีนต้องแบกรับภาระต้นทุนหนักมากจากการที่จีนเข้มงวดในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ใน 2 เรื่องหลัก คือ
1) จีนมีเงื่อนไขให้ทุกโรงงานต้องมีการตรวจด้วยวิธี RT-PCR กับพนักงานทุกคนในทุก 14 วัน บริษัทมีพนักงาน 67 คน ต้นทุนการตรวจ RT-PCR โรงพยาบาลเอกชนครั้งละ 2,800 บาทต่อคน ค่าตรวจเกือบ 200,000 บาทต่อครั้ง ต้องตรวจเดือนละ 2 ครั้ง คิดเป็นเงินเกือบ 400,000 บาทต่อเดือน เท่ากับคนงาน 1 คนมีค่าใช้จ่ายประมาณ 6,000 บาท เท่ากับวันละ 200 บาท ขณะที่บริษัทจ่ายค่าแรงขั้นต่ำวันละ 330 บาท รวมกันเป็นต้นทุน 530 บาทต่อคนต่อวัน และยังกำหนดให้ทุกโรงงานต้องปฏิบัติตามในเรื่องมาตรการด้านสุขอนามัยป้องกันการปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 ภายในโรงงาน ซึ่งมีรายละเอียดมากมาย ซึ่งปัญหาดังกล่าวที่ผ่านมาได้หารือไปยังสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยไปเจรจากับทางกรมประมง เพื่อให้ไปเจรจากับทางการจีนว่า ขอตรวจด้วย ATK แทนเพราะค่าใช้จ่ายถูกกว่า แต่ทางการจีนไม่ยอม
2) ความล่าช้าในการตรวจปล่อยตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือของจีน เนื่องจากจีนความเข้มงวดในการตรวจหาเชื้อโควิด-19 ดังนั้นทุกตู้คอนเทนเนอร์ที่ส่งเข้าไป เจ้าหน้าที่จีนจะเปิดนำกล่องบรรจุสินค้าออกมาและใช้อุปกรณ์ป้ายไปที่ใต้กล่องทุกใบ 100% เพื่อนำไปตรวจด้วยวิธี RT-PCR ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์สินค้าที่ส่งไปต้องรอการตรวจนานมาก บางท่าเรือกว่าสินค้าจะได้ผ่านพิธีการศุลกากรออกของได้ก็เป็นเดือน ซึ่งสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งต้องเสียบไฟเพื่อให้ความเย็น ปรากฏตอนนี้มีตู้สินค้าจำนวนมากรอกันอยู่ที่ท่าเรือส่งผลให้ขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่จะส่งกลับมาและไม่มีระวางเรือในการขนส่งสินค้าไปจีนอีก
“ปัญหาที่ผ่านมาบริษัทได้หารือไปยังสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ประสานไปยังกรมประมง เพื่อให้ไปเจรจากับทางการจีน อย่างการตรวจด้วยวิธี RT-PCR ขอเปลี่ยนมาเป็นตรวจด้วยชุดตรวจ ATK ได้หรือไม่ แต่ทางการจีนไม่ยอม เท่าที่ทราบไทยมีโรงงานส่งออกอาหารทะเลไปจีนประมาณ 40 ราย กระจายในหลายจังหวัด ทางบริษัทเคอเร้นท์ฯเป็นเพียงผู้ส่งออกรายเล็ก มียอดขายประมาณ 100-200 ล้านบาทต่อปี จึงต้องแบกรับภาระต้นทุนมาก” นางชุมพรกล่าว
รายงานข่าวจากกรมประมงระบุว่า เดือนมกราคม-มิถุนายน 2564 ประเทศไทยส่งออกสินค้าประมงไปจีน ปริมาณ 87,066.92 ตัน คิดเป็นมูลค่า 7,854.48 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดือนมกราคม-มิถุนายน 2563 ไทยส่งออกสินค้าประมงไปจีน ปริมาณ 105,735.25 ตัน คิดเป็นมูลค่า 8,397.84 ล้านบาท ด้านปริมาณลดลง -17.66% มูลค่าลดลง -6.47%
จีนเปิดให้นำเข้าได้แค่ 3 ด่าน
นายพิศาล พงศาพิชณ์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือเเจ้งอย่างเป็นทางการจากจีน กรณีมาตรการที่จีนเพิ่มความเข้มงวดให้พนักงาน-แรงงานในโรงงานที่จะส่งสินค้าไปจีนต้องตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี RT-PCR 100% แต่ มกอช.ได้รับรายงานให้ประเทศไทยเพิ่มความเข้มงวดสูงสุดในสินค้าที่ขนส่งผ่านการควบคุมความเย็น ซึ่งส่วนใหญ่เป็น “กลุ่มสินค้าประมง” ทุกชนิดและอาหารกระป๋องที่จีนเพิ่มความเข้มงวด รวมถึงเนื้อแช่แข็ง, ผลไม้, ลำไย และทุเรียนแช่แข็ง
“กระทรวงเกษตรฯได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและได้แจ้งให้ผู้ประกอบการของไทยควบคุม-กำกับ-ดูแล-ป้องกัน การปนเปื้อนเชื้อโควิด-19 อย่างเข้มงวด ตั้งแต่ส่วน โรงคัดบรรจุ และขั้นตอนการขนส่งในทุกขั้นตอนเพื่อป้องกันการปนเปื้อนโควิด-19 ติดไปกับสินค้ามาโดยตลอด และยิ่งเกิดการระบาดของโอไมครอน จีนได้ให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นอย่างมากในกลุ่มประมงที่เป็นสินค้าแช่แข็ง ส่วนผู้นำเข้าจากประเทศอื่น ๆ ยังมีมาตรการควบคุมปกติ
นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า มาตรการควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างเข้มงวดที่ด่านนำเข้าของจีนได้ส่งผลต่อการส่งออกสินค้าช่วงที่ผ่านมา ล่าสุดวันนี้ (24 ธันวาคม 2564) ได้รับรายงานจากจีนอย่างเป็นทางการให้ “ด่านโม่ฮาน” กลับมาเปิดนำเข้าสินค้าได้ตั้งแต่หลังวันที่ 26 ธันวาคม 2564 ส่วน “ด่านโหย่วอี้กวน” ยังคงจำกัดจำนวนรถบรรทุกผ่านด่านได้แค่วันละ 100 คันเท่านั้น ส่วน “ด่านตงซิง” ที่ปิดไปชั่วคราวนั้นยังไม่มีกำหนดเปิด เนื่องจากที่ตงซิงพบการระบาดของโควิด-19 มาก
“ที่ด่านโม่ฮานจีนตรวจสอบโควิด-19 เข้มงวดมาก ได้มีการเน้นย้ำให้ผู้นำเข้าหรือบริษัทที่เป็นตัวแทน ประสานกับผู้ส่งออกไทยให้ทำการฆ่าเชื้อตู้คอนเทนเนอร์ทั้งภายในและภายนอกตู้ รวมถึงห้องคนขับและฆ่าเชื้อบรรจุภัณฑ์ก่อนขึ้นตู้ ทางกรมวิชาการเกษตรจะมีเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชของกรมเข้าไปติดตามกำกับดูแลที่โรงคัดบรรจุเพื่อให้ปฏิบัติตามแนวทางของจีนอย่างเคร่งครัด
ก่อนหน้านี้ นายภานุศักดิ์ สายพานิช นายกสมาคมทุเรียนไทย กล่าวว่า นโยบายควบคุมตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ให้เป็นศูนย์ หรือ ZERO Tolerance ของจีน โดยการใช้วิธี RT-PCR ตรวจหาเชื้อโควิดกับสินค้านำเข้าจากทุกประเทศนั้น ทำให้เกิดความล่าช้ามากส่งผลให้ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2564 มีรถบรรทุกจากประเทศต่าง ๆ ไปจอดติดที่หน้าด่านทางบกทั้ง 4 ด่านที่จะเข้าสู่ประเทศจีน รวมกว่า 1,000 คัน ทำให้ลำไยและทุเรียนภาคใต้ของไทยที่จะต้องส่งออกในช่วงนี้ได้รับความเสียหายมาก จากปกติฤดูกาลส่งออกทุเรียนไทยวันละ 1,000 ตู้ มูลค่าสูงถึง 100,000 ล้านบาท