Skip to content

กนง.จับตา “โอไมครอน” ปัจจัยเสี่ยงสำคัญฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

05 ม.ค. 2565 | 14:50น.
กนง.จับตา “โอไมครอน” ปัจจัยเสี่ยงสำคัญฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

ธปท.เปิดรายงานการประชุมกนง.เผยคณะกรรมการฯ กนง. จับตา “โอไมครอน” ใกล้ชิดปัจจัยเสี่ยงสำคัญฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย เปิด 2 สมมติฐานตามการระบาด-มาตรการภาครัฐ มองเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 65-66 ที่ระดับ 3.4% และ 4.7% อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในกรอบ-แรงกดดันมีจำกัด ด้านนโยบายการเงินยังผ่อนคลายต่อเนื่อง-ประสานมาตรการภาครัฐ หนุนเศรษฐกิจฟื้นตัว

วันที่ 5 มกราคม 2565 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยรายงานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ฉบับย่อ ครั้งที่ 8/2564 ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกและภาวะตลาดการเงิน โดยเศรษฐกิจคู่ค้าในระยะข้างหน้ามีทิศทางขยายตัวต่อเนื่องแต่ในอัตราที่ชะลอลง

ทั้งนี้ ผลกระทบจากการระบาดของไวรัสสายพันธุ์ โอไมครอน จะจำกัดอยู่ในช่วงแรกของปี 2565 โดยเศรษฐกิจคู่ค้าจะทยอยฟื้นตัวในระยะต่อไป อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก (advanced economies: AEs) จะทยอยลดลงจากปี 2564 ที่ฟื้นตัวแรงจากปีก่อนหน้า กอปรกับได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่และปัญหาข้อจำกัดด้านอุปทานโลก (global supply disruption) ที่ยืดเยื้อ

สำหรับเศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มชะลอลงเช่นกัน ทั้งจากการใช้มาตรการควบคุมโรคที่เข้มงวดขึ้น ประกอบกับความกังวล ต่อการระบาดระลอกใหม่ที่กระทบการผลิตและขนส่ง รวมถึงการลงทุนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐ เพื่อชะลอความร้อนแรงในภาคอสังหาริมทรัพย์และการเพิ่มความเข้มงวดของภาครัฐต่อกิจกรรมในภาคการผลิต ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับเศรษฐกิจเอเชียเผชิญแรงกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ Delta ในช่วงที่ผ่านมาทำให้หลายประเทศกลับมาใช้มาตรการควบคุมเข้มงวด แต่จะทยอยฟื้นตัวได้ ในระยะต่อไปแม้จะมีปัจจัยกดดันจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ โอไมครอน

โดยตลาดการเงินโลกเคลื่อนไหวผันผวนสูงขึ้นจากการกลายพันธุ์ของไวรัสและการลดการผ่อนคลายนโยบาย การเงินของธนาคารกลางกลุ่มประเทศ AEs ที่เร็วกว่าการคาดการณ์ของนักลงทุน โดยราคาสินทรัพย์ ทางการเงินเคลื่อนไหวผันผวนจากความกังวลต่อการระบาดของไวรัส COVID-19 สายพันธุ์ใหม่

ประกอบกับ ธนาคารกลางกลุ่มประเทศ AEs ลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วกว่าคาด โดยเฉพาะประเทศที่อัตราเงิน เฟ้อสูงเกินกรอบเป้าหมาย โดยธนาคารกลางสหรัฐ ประกาศแผนปรับลดปริมาณการเข้าซื้อสินทรัพย์และ ส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้น ด้านธนาคารกลางกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (emerging markets: EMs) บางแห่งเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลปัญหาเงินเฟ้อสูง

สำหรับค่าเงินบาทยังคง เคลื่อนไหวผันผวนสูง ในขณะที่ดัชนีค่าเงินบาท (nominal effective exchange rate: NEER) อ่อนค่าลงจาก การประชุมครั้งก่อนสอดคล้องกับทิศทางสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคจากความกังวลต่อการระบาดของไวรัส สายพันธุ์ใหม่ มองไปข้างหน้าตลาดการเงินโลกมีแนวโน้มผันผวนสูงจาก

1. ความเสี่ยงที่ธนาคารกลาง ต่างประเทศอาจลดการผ่อนคลายนโยบายการเงินเร็วกว่าคาดเพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อสูง

และ 2.การระบาดของ สายพันธุ์ โอไมครอน ที่อาจกดดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และ 3.ความเสี่ยงด้านกฎเกณฑ์ภายในประเทศ และนโยบายต่างประเทศของจีน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและราคาพลังงานโลก

เศรษฐกิจไทยขยายตัวต่อเนื่อง

ภาวะเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัว 0.9% ในปี 2564 และจะขยายตัวต่อเนื่องในปี 2565 และ 2566 ขยายตัว 3.4% และ 4.7% ตามลำดับ จากการฟื้นตัวของการใช้จ่ายในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่คาดว่า จะทยอยกลับมามากขึ้น

รวมถึงการฟื้นตัวในหลายสาขาธุรกิจมีแนวโน้มปรับดีขึ้นสอดคล้องกับกิจกรรมทาง เศรษฐกิจ แต่การจ้างงานและรายได้แรงงานยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อนการระบาด สำหรับแรงสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐคาดว่าจะแผ่วลงหลังจากที่เร่งไปในช่วงก่อนหน้า

ด้านการส่งออกสินค้ามีแนวโน้มชะลอลงบ้าง ตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าและผลกระทบเพิ่มเติมจากการระบาดของสายพันธุ์ใหม่ ในขณะที่นักท่องเที่ยว ต่างชาติในปี 2565 จะขยายตัวต่ำกว่าประมาณการเดิมที่ 6 ล้านคนเป็น 5.6 ล้านคน จากการระบาดของสายพันธุ์ โอไมครอน ที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นในการเดินทางระหว่างประเทศในช่วงแรกของปีสำหรับการลงทุนภาคเอกชน มีแนวโน้มฟื้นตัวได้ตามอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศแต่ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้จากความไม่แน่นอนของผลกระทบจากการกลายพันธุ์ของไวรัสซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนของภาคธุรกิจ

แรงกดดันเงินเฟ้อยังจำกัด

ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงด้านต่ำที่ผลกระทบของการกลายพันธุ์ของไวรัสอาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มอยู่ในกรอบเป้าหมาย โดยในปี 2564 2565 และ 2566 คาดว่าจะอยู่ที่ 1.2% และ 1.7% และ 1.4 ตามลำดับ อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นชั่วคราวจากปัจจัยด้านอุปทาน โดยเฉพาะราคาพลังงานและข้อจำกัดในการผลิตและขนส่งสินค้าในต่างประเทศ ซึ่งคาดว่าจะคลี่คลายในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ทั้งนี้ โอกาสที่แรงกดดันเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังมีไม่มาก เนื่องจากความสามารถในการส่งผ่านต้นทุนของ ผู้ประกอบการยังมีจำกัด

โดยจากผลการสำรวจความเห็นของผู้ประกอบการในเดือนพฤศจิกายน 2564 พบว่า ผู้ประกอบการ 55% จะยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าในอีก 3 เดือนข้างหน้า เนื่องจากการแข่งขันสูง และกำลังซื้อในประเทศยังไม่เข้มแข็งจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานมีแนวโน้มปรับสูงขึ้นต่อเนื่องตามทิศทางการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ ด้านการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อยังคงยึดเหนี่ยวอยู่ในกรอบเป้าหมาย

ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อไทยมีความเสี่ยงด้านสูง จากพัฒนาการเงินเฟ้อโลกและการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ ในระยะข้างหน้า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังเปราะบางและมีความไม่แน่นอนสูง โดยจะต้องติดตาม 1.พัฒนาการการระบาดของสายพันธุ์ โอไมครอน ซึ่งอาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง รุนแรง หรือยืดเยื้อ กว่ากรณีฐาน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์และความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการระบาด

2. ความเชื่อมั่นของประชาชนและธุรกิจ ท่ามกลางการระบาดหลายระลอกและปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง 3.ความต่อเนื่องและเพียงพอของมาตรการภาครัฐเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และ 4.ปัญหา global supply disruption ที่อาจยืดเยื้อกดดันธุรกิจในภาคการผลิตและการส่งออก

โอไมครอนความเสี่ยงสำคัญฉุดเศรษฐกิจไทย

ประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการฯ อภิปราย คณะกรรมการฯ เห็นว่าการระบาดของ COVID-19 สายพันธุ์ โอไมครอน เป็นความเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจได้ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้ในกรณีฐานคาดว่าจะยังไม่ กระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในภาพรวม แต่สถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอนสูง อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้างและยืดเยื้อกว่าคาดได้ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของการแพร่ระบาดและความเข้มงวดของมาตรการควบคุม

ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังมีทิศทางขยายตัวได้ต่อเนื่องในกรณีฐาน โดยการระบาดของสายพันธุ์ โอไมครอน จะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและการส่งออกสินค้าในช่วงแรกของปี 2565

โดยข้อสมมติในกรณี ฐานประเมินว่าแม้การแพร่ระบาดของสายพันธุ์ โอไมครอน จะมีอัตราการแพร่เชื้อสูงกว่าสายพันธุ์ก่อนหน้า แต่ประสิทธิภาพของวัคซีนในปัจจุบันช่วยลดความรุนแรงของการเจ็บป่วยได้ในระดับหนึ่ง ดังนั้น จึงคาดว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการควบคุมการระบาดเฉพาะพื้นที่และปิดการลงทะเบียนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยไม่กักตัว (Test & Go) เพียงชั่วคราว

ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2565 ได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจากเดิมประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะเริ่มฟื้นตัวในอัตราเร่งขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ดังนั้น ภาคการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจ และช่วยให้เศรษฐกิจไทยสามารถ ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดได้ในช่วงต้นปี 2566

สำหรับกรณีเลวร้าย มีข้อสมมติว่าสถานการณ์ระบาดของสายพันธุ์ โอไมครอน จะขยายวงกว้างแม้จะมีการเร่งฉีดวัคซีน ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อขีดจำกัด ด้านสาธารณสุขในบางพื้นที่และส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับความเข้มงวดของมาตรการควบคุมการระบาดขึ้นมากกว่ากรณีฐาน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปี 2565 ผ่านความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายในประเทศที่ลดลง

ตลอดจนจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ลดลง มากจากมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศของไทยและหลายประเทศทั่วโลก กระทบการฟื้นตัว ของภาคการท่องเที่ยวที่เป็นแรงส่งสำคัญ เศรษฐกิจไทยจึงฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนการระบาดได้ช้ากว่ากรณีฐาน

ตลาดแรงงานยังเปราะบางใช้เวลาฟื้นตัว

ด้านตลาดแรงงานไทยจะใช้เวลาฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดนานกว่าการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม จึงต้องติดตามเครื่องชี้ต่างๆ ที่สะท้อนมิติด้านคุณภาพของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าจะมีความแตกต่างกันในแต่ละภาคเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องอาศัยเครื่องชี้ที่หลากหลายมากขึ้นเพื่อให้สะท้อนการฟื้นตัวรายสาขาเศรษฐกิจและกลุ่มรายได้โดยเฉพาะ เครื่องชี้ด้านตลาดแรงงาน อาทิ จำนวนผู้ว่างงานและผู้เสมือนว่างงาน รายได้แรงงานที่สูญเสียไป

โดยคณะกรรมการฯ ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะกลับสู่ระดับก่อนการระบาดได้ในปี 2566 แต่ตลาดแรงงานไทยในภาพรวมยังคงเปราะบาง สะท้อนจากแนวโน้มรายได้แรงงานนอกภาคเกษตร ในปี2566 ที่คาดว่าจะยังต่ำกว่าระดับก่อนเกิดการระบาด

การระบาดของไวรัส COVID-19 นอกจากจะส่งผลกระทบที่รุนแรงต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะสั้น แล้ว ยังอาจมีผลต่อระดับศักยภาพการผลิตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาวได้ โดยการลงทุนที่ชะลอ ออกไปจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น อุปสรรคในการปรับตัวของแรงงานจำนวนมากที่ต้องหางานประเภท ใหม่ความจำเป็นของธุรกิจในการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดความเสี่ยงของการระบาด

รวมถึงการลด การพึ่งพาห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ที่อาจเปราะบางจากการหยุดชะงักของการผลิต เพื่อมุ่งเน้นให้ กระบวนการผลิตต่อเนื่องมากกว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ล้วนเป็นปัจจัยที่อาจฉุดรั้งระดับศักยภาพ การผลิตได้

ดังนั้น การประเมินระดับกิจกรรมเศรษฐกิจเทียบกับศักยภาพ (output gap) ต้องคำนึงถึง ผลกระทบดังกล่าวด้วย อัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นชั่วคราวตามราคาพลังงานโลกและยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย แต่จำเป็นต้องติดตามพลวัตเงินเฟ้อไทยและเงินเฟ้อโลกอย่างใกล้ชิด คณะกรรมการฯ เห็นว่าในปัจจุบันอัตราเงินเฟ้อของไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลักโดยเฉพาะราคาพลังงาน โดยแรงกดดันต่อเงินเฟ้อไทยยังมีไม่มากเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

เนื่องจาก 1.เศรษฐกิจไทยเพิ่งเริ่มฟื้นตัว จากการระบาดหลายระลอก ส่งผลให้แรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์มีไม่มาก ซึ่งแตกต่างจากเศรษฐกิจ หลายประเทศที่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาดแล้ว

2.ยังไม่เกิดการส่งผ่านต้นทุนการผลิตของ ผู้ประกอบการไปยังการปรับขึ้นราคาสินค้าเป็นวงกว้างจนส่งผลให้เกิดการปรับขึ้นค่าจ้าง ซึ่งเป็นต้นทุน สำคัญที่จะส่งผลให้ระดับราคาปรับสูงอย่างต่อเนื่อง (second-round effect) เช่นที่เกิดขึ้นกับ บางประเทศในกลุ่มประเทศ EMs ในละตินอเมริกา เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคไทยยังไม่เข้มแข็ง ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงยังไม่ปรับขึ้นราคาสินค้าและแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นไว้เอง

และ 3.กลไกการดูแลจากภาครัฐมีส่วนช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปทานได้ในระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ ประเมินว่า ในระยะข้างหน้า อัตราเงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูงในบริบทที่เงินเฟ้อโลกปรับสูงขึ้นเร็วและเกิดการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการมายังผู้บริโภคมากขึ้น หากการแพร่ระบาดของสายพันธุ์ โอไมครอน ซ้ำเติมให้ปัญหา global supply disruption ยืดเยื้อ

รวมถึงหากราคาพลังงานโลกอยู่ในระดับสูงเป็นเวลานานอาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น กดดันให้ผู้ผลิตส่งผ่านต้นทุนและปรับขึ้นราคาสินค้าเร็วขึ้น จนอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเงินเฟ้อคาดการณ์ได้ จึงเห็นควรให้ติดตามปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อพลวัตเงินเฟ้อไทย

ประสานภาครัฐประคองเศรษฐกิจ

คณะกรรมการฯเห็นว่าการเตรียมความพร้อมและประสานมาตรการภาครัฐเพื่อดูแลให้การฟื้นตัว ของเศรษฐกิจไม่สะดุดลงเป็นประเด็นที่สําคัญ เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า มีความไม่แน่นอนสูงจากหลายปัจจัย เช่น (1) ความยืดเยื้อของการระบาดและการกลายพันธุ์ของไวรัส สายพันธุ์ใหม่ (2) ความต่อเนื่องของมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐที่จะทยอยหมดลง

และ (3) การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นจากราคาพลังงานโลกหากราคาก๊าซธรรมชาติและน้ำมันอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะบั่นทอนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยคณะกรรมการฯ จะติดตามและประเมินปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ต่อเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ คณะกรรมการฯ ยังให้ความสําคัญกับการเร่งผลักดันมาตรการ รวมหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ (debt consolidation) และมาตรการปรับปรุง โครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน (มาตรการแก้หนี้ระยะยาว 3 ก.ย. 64) ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูง (debt overhang) ได้อย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรม เป็นการลดทอนความเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งการเติบโตของ เศรษฐกิจไทยในระยะปานกลางได้

การดําเนินนโยบายการเงิน

คณะกรรมการฯ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.50% ต่อปี เพื่อสนับสนุน การฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง

คณะกรรมการฯ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวได้ต่อเนื่องจากการฟื้นตัวของการใช้จ่าย ในประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะทยอยกลับมามากขึ้น ทั้งนี้ การฟื้นตัวในหลายสาขาธุรกิจมีแนวโน้ม ปรับดีขึ้นสอดคล้องกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี ประเมินว่าการระบาดของสายพันธุ์ Omicron จะกระทบเศรษฐกิจในช่วงแรกของปี 2565 โดยยังมีความเสี่ยงด้านต่ำที่ผลกระทบอาจรุนแรงและยืดเยื้อกว่าคาด ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของสถานการณ์การระบาดและความเข้มงวดของมาตรการควบคุม

นอกจากนี้ ยังต้อง ติดตามการฟื้นตัวของตลาดแรงงาน โดยเฉพาะการจ้างงานและรายได้แรงงานที่ยังอยู่ต่ำกว่าช่วงก่อน การระบาด คณะกรรมการฯ เห็นว่านโยบายการเงินที่ผ่อนคลายต่อเนื่องจะช่วยสนับสนุนการขยายตัว ของเศรษฐกิจในภาพรวม จึงเห็นควรให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ ประกอบกับการดําเนินมาตรการด้านการเงินการคลังที่มีความต่อเนื่อง เน้นการฟื้นฟูและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ จะมีบทบาทสําคัญใน การส่งเสริมให้รายได้ฟื้นตัวอย่างเข้มแข็ง

คณะกรรมการฯ เห็นว่าเงินบาทเทียบกับดอลลาร์ สรอ. ยังเคลื่อนไหวผันผวนในระดับสูงจากความไม่แน่นอน ของสถานการณ์ COVID-19 ที่อาจรุนแรงขึ้น และการดําเนินนโยบายการเงินของประเทศอุตสาหกรรม หลักภายใต้แรงกดดันเงินเฟ้อในระดับสูง จึงเห็นควรให้ติดตามพัฒนาการของตลาดการเงินโลกและไทย อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ เห็นควรให้ผลักดันการสร้างระบบนิเวศใหม่ของตลาดอัตราแลกเปลี่ยน (FX ecosystem) อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SMEs ป้องกันความเสี่ยงจาก ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนมากขึ้น

คณะกรรมการฯ เห็นว่ามาตรการภาครัฐและการประสานนโยบายมีความสําคัญต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
โดยมาตรการสาธารณสุขเพื่อควบคุมการระบาดที่เอื้อให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่องยังมีความสําคัญ มาตรการการคลังควรสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอย่างตรงจุด โดยเน้นการสร้างรายได้และเร่งเตรียม มาตรการเพื่อฟื้นฟูและยกระดับศักยภาพทางเศรษฐกิจ ขณะที่นโยบายการเงินช่วยสนับสนุนให้ภาวะการเงิน

โดยรวมยังผ่อนคลายต่อเนื่องสําหรับมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อควรเร่งกระจายสภาพคล่องไปสู่ผู้ได้รับผลกระทบให้ตรงจุดและลดภาระหนี้ ควบคู่กับการผลักดันให้สถาบันการเงินเร่งสนับสนุนการรวมหนี้สินเชื่อ ที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรายย่อยอื่น ๆ (debt consolidation) และปรับปรุงโครงสร้างหนี้อย่างยั่งยืน
ภายใต้กรอบการดําเนินนโยบายการเงินที่มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับดูแลเศรษฐกิจให้ เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน

คณะกรรมการฯ ยังคงให้น้ำหนักกับ การสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเป็นสําคัญในปัจจุบัน ทั้งนี้ คณะกรรมการฯ จะติดตามปัจจัยสําคัญที่ ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ได้แก่ พัฒนาการของการกลายพันธุ์ของ COVID-19 ความเพียงพอของ มาตรการการคลังและมาตรการด้านการเงินและสินเชื่อ และการส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้น โดยพร้อมใช้เครื่องมือ นโยบายการเงินที่เหมาะสมเพิ่มเติมหากจําเป็น

สําหรับในระยะปานกลาง คณะกรรมการฯ เห็นว่าควรประเมินนโยบายการเงินที่เหมาะสมแบบบูรณาการ โดยคํานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องมือนโยบายการเงินต่าง ๆ ในการชั่งน้ำหนักระหว่างเป้าหมายด้าน เสถียรภาพราคา การดูแลการขยายตัวของเศรษฐกิจ และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน เพื่อสอดรับ กับแนวโน้มเศรษฐกิจและความเสี่ยงที่อาจเปลี่ยนแปลง

ทั้งนี้ การดําเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายใน ปัจจุบันสะท้อนการประเมินความเสี่ยงต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ยังสูงกว่าความเสี่ยงด้านอื่น ๆ

อย่างไรก็ดี มองไปข้างหน้า เมื่อเศรษฐกิจกลับมาขยายตัวในระดับปกติและมีความเสี่ยงลดลง การให้น้ำหนักแต่ละ เป้าหมายของการดําเนินนโยบายการเงินควรต้องปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะในกรณีที่ ความเสี่ยงต่อแนวโน้มเงินเฟ้อหรือต่อเสถียรภาพระบบการเงินปรับสูงขึ้น ดังนั้น ท่ามกลางความไม่แน่นอน ที่เพิ่มสูงขึ้น การผสมผสานเครื่องมือเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบของนโยบายในระยะปานกลางเป็นสำคัญ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โอมิครอน