ทำไม ไบเดนสบถใส่นักข่าว หลุดออกไมค์ กลับไม่เจอทัวร์ลงแบบทรัมป์
นึกว่าไมโครโฟนปิดอยู่ ประธานาธิบดี ไบเดนสบถใส่นักข่าว ที่จี้ถามเรื่องภาวะเงินเฟ้อว่า “ไอ้เวร” หลุดออกไมค์ แต่ทำไมเรื่องนี้กลับไม่ถูกขยายความแบบสมัยทรัมป์
วันที่ 26 มกราคม 2565 ซีเอ็นเอ็น รายงานวิเคราะห์ กรณี โจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา สบถใส่ ปีเตอร์ ดูซี นักข่าวสังกัด ฟ็อกซ์ นิวส์ หลุดออกไมโครโฟน ว่า “stupid son of a bitch” (โธ่..ไอ้เวรงี่เง่า) ขณะถูกจี้ถามว่าสถานการณ์ปัญหาเงินเฟ้อเป็นเงื่อนไขทางการเมืองหลังเลือกตั้งกลางเทอมหรือไม่
เหตุการณ์ช่วงแถลงข่าววันจันทร์ที่ 24 ม.ค. เป็นบรรยากาศเดือดดาลในทำเนียบขาวไม่น้อย แต่ภายในชั่วโมงเดียว ไบเดนก็โทรศัพท์ไปขอโทษนักข่าวของฟ็อกซ์ ไม่ให้เรื่องบานปลาย
คริส ซิลลิซา บ.ก.ภาคสนามของซีเอ็นเอ็นมองว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ทำนองเดียวกันนี้ที่เกิดขึ้นในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ตำหนิและดูถูกสื่อสารพัด แต่ไม่เคยขอโทษสักครั้ง
เดือน มี.ค. 2563 ทรัมป์ตอกหน้าปีเตอร์ อเล็กซานเดอร์ นักข่าวสำนักข่าวเอ็นบีซี ว่า “ผมพูดว่าคุณเป็นนักข่าวยอดแย่ นั่นเป็นสิ่งที่ผมพูด ผมคิดว่าเป็นคำถามที่แย่มากและผมคิดวาเป็นสัญญาณร้ายที่คุณกำลังพูดถึงชาวอเมริกัน”

ก่อนหน้านั้น ปลายปี 2561 ทรัมป์ตำหนิ จิม อคอสตา ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวซีเอ็นเอ็นว่า “คุณเป็นคนหยาบคายและแย่สุดๆ คุณแม่ควรทำงานกับซีเอ็นเอ็น”
การแถลงข่าวคราวเดียวกันนั้นเอง ทรัมป์กล่าวหา ยามิชี อัลซินดอร์ นักข่าวหญิงสำนักข่าวพีบีเอส ซึ่งเป็นคนผิวดำว่า “เหยียดผิว” ที่ถามคำถามเกี่ยวกับกลุ่มคนผิวขาวที่สนับสนุนตน
นอกจากนี้ ทรัมป์เคยต่อว่าสื่อมวลชนต่อหน้าว่า “ศัตรูของประชาชน” และยังเคยโพสต์ข้อความนี้ในทวิตเตอร์ด้วย

แทนที่จะขอโทษ แตทรัมป์กลับโจมตีผู้ที่รายงานข่าวเกี่ยวกับตัวเขาซึ่งมักจะตำหนิสื่อเป็นการส่วนตัวและยังแนะสื่อว่าตนเป็นเพียงคนเดียวในประเทศที่พูดความจริงกับสื่อ
การลดระดับความสัมพันธ์ระหว่างประธานาธิบดีกับสื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของทรัมป์ที่จะปูพื้นฐานความเป็นประธานาธิบดียุคใหม่เหมือนที่ทรัมป์โพสต์ในทวิตเตอร์ แต่ความจริง การทำเช่นนี้เป็นมารยาทไม่ดี และยังใช้ความหยาบคายกลายเป็นกลยุทธ์ทางการเมือง

กรณีที่ไบไดนด่านักข่าวว่า “ไอ้เวร” เป็นเรื่องไม่สง่างามเอาเลย แต่ก็ยังดีที่โทรศัพท์ขอโทษนักข่าวคนนั้น
“ต้องไม่ลืมความจริงที่ว่า ตอนนี้เรามีประธานาธิบดีอีกครั้ง ในฐานะคนที่ต้องจัดการเรื่องต่างๆ อย่างมีมารยาททางสังคมและสุภาพ ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดีทำสิ่งที่ควรทำ มันจะค่อยๆ ส่งผลทางสังคมที่เหลือ ซึ่งสิ่งที่เราเห็นมาตลอด 4 ปีก่อนหน้านี้ กลับเป็นมุมที่ตรงกันข้าม”